โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สื่อนอกวิเคราะห์สงครามอิหร่านทุบราคาทองในตลาด

เดลินิวส์

อัพเดต 20 มีนาคม 2569 เวลา 19.41 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
นักวิเคราะห์ชี้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือนเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่เคยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปีนี้ มาจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กโพสต์เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ราคาทองคำที่กำลังดิ่งลงติดต่อกันเป็นวันที่ 7 ในวันพฤหัสบดี โดยร่วงลงไปอยู่ที่ 4,588.70 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 150,096 บาท) ต่อออนซ์ ซึ่งห่างไกลจากจุดสูงสุดที่เคยอยู่เหนือ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 183,176 บาท) ในเดือนมกราคม ส่วนสัญญาซื้อขายโลหะเงินล่วงหน้าก็ร่วงลงมาเหลือ 70.39 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,300 บาท) จากระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,922 บาท)

เทรซี ชูชาร์ต นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก NinjaTrader กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตามความรู้และความเชื่อแบบดั้งเดิมแล้ว สงครามควรเป็นปัจจัยบวกต่อราคาของโลหะมีค่า แต่ความขัดแย้งในอิหร่านกำลังทำให้เกิดสิ่งที่ตำราไม่ได้บอกไว้ นั่นคือมันกำลังสะท้อนภาวะเงินเฟ้อออกมาและตัดความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย (ของธนาคารกลางสหรัฐ) ออก ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำดิ่งลง

การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำที่สำคัญสำหรับพลังงาน 20% ของโลก ได้ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,270 บาท) ต่อบาร์เรล ซึ่งชูชาร์ตเรียกว่าเป็น “ตัวเร่งเงินเฟ้อโดยตรง”

ราคาน้ำมันเฉลี่ยระดับประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้นเป็น 3.88 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 127 บาท) ต่อแกลลอน (เทียบเท่ากับ 3.78 ลิตร) ตามข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน นักวิเคราะห์เตือนว่า “แรงกระแทก” นี้ อาจลามไปสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง รวมทั้งไปผสมผสานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าจนกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมเศรษฐกิจถดถอย (Stagflation)

“ไม่มีทางที่เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) จะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ และนั่นคือสิ่งที่ตลาดโลหะมีค่ามองเห็นในวันนี้ และนั่นคือสาเหตุที่มีการเทขายทองคำอย่างดุเดือดมาก” เคน มาโฮนีย์ ซีอีโอของ Mahoney Asset Management บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ส่วนบุคคลชื่อดังของสหรัฐ กล่าว

แม้ว่าเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด จะกล่าวว่า เขาคิดว่าการใช้คำว่า “Stagflation” นั้นดูรุนแรงเกินไป แต่ธนาคารกลางเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก็ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในช่วง 3.5-3.75% ซึ่งอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ในขณะที่ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ขึ้น

การที่กลุ่มผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวในแง่ลบต่อตลาดโลหะมีค่าที่ปกติแล้ว ราคาจะพุ่งสูงขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง แต่ตอนนี้คนเลิกหวังเรื่องดอกเบี้ยจะลดลงภายในเดือนหน้าไปแล้ว ซ้ำยังวิตกว่าอาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยแทน

“การปรับราคาใหม่คือสิ่งที่สำคัญสำหรับตลาดทองคำ เพราะทองคำไม่ได้แค่ซื้อขายบนพื้นฐานของความกลัว แต่มันซื้อขายบนต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน และต้นทุนนั้นเพิ่งจะพุ่งสูงขึ้น” ชูชาร์ต กล่าว

“ราคาแร่เงินซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน บวกกับความต้องการทางอุตสาหกรรมที่ถูกทำลายภายใต้สภาวะ Stagflation กำลังถูกทุบหนักยิ่งกว่า” เธอกล่าวเสริม “ความต้องการซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยซึ่งเกิดจากข่าวสงครามอิหร่านนั้นอยู่ได้เพียง 48 ชั่วโมง แต่การปรับราคาตามอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่แบบนั้นตราบเท่าที่ราคาน้ำมันดิบยังคงสูง”

และราคาน้ำมันยังคงเดินหน้าพุ่งสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี เนื่องจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญในตะวันออกกลาง ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งสูงถึง 119 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,890 บาท) ต่อบาร์เรล ก่อนจะลงมาอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,400 บาท)

ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแซงหน้าสกุลเงินอื่นๆ ทั้งหมด รวมถึงฟรังก์สวิสกับเงินเยนญี่ปุ่น และผงาดขึ้นมาเป็นผู้ชนะในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลและทองคำ ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่าน

ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งเกินคาดนี้มีศักยภาพที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและทำให้ผลกำไรของบริษัทสัญชาติสหรัฐลดลง

“พวกนักพนันที่กู้เงินมาเทรดกำลังหมดตัวจนต้องรีบขายทองเอาเงินไปใช้หนี้น้ำมัน นักลงทุนขาจรก็กลัวจนรีบเผ่นตาม เพราะสงครามครั้งนี้ทำให้ความฝันเรื่องดอกเบี้ยลดกลายเป็นศูนย์ แถมดอลลาร์ที่แข็งค่าสุดๆ ยังเข้ามาซ้ำเติม กดหัวราคาสินค้าทุกอย่างให้จมดิน” เอริก ชิฟเฟอร์ นักลงทุนจาก Patriarch Organization บริษัทจัดการการลงทุนและบริหารการเงินระดับแถวหน้าของสหรัฐชี้ว่า บรรดานักเก็งกำไรที่ประเมินสถานการณ์พลาด รวมถึงนักลงทุนที่กู้เงินมาเทรดเกินตัว ต่างรีบเทขายทองในมือเพื่อเอาเงินสดไปจ่ายหนี้หรือรักษาพอร์ตน้ำมันเอาไว้ก่อน นักลงทุนขาจรที่มาซื้อทองตามกระแสพากันเทขายทองทิ้งเพราะสงครามอิหร่านทำลายความฝันเฟื่องว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยลง และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นจะกลายเป็นการกดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาด

นี่คือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับปี 2565 เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน แม้แต่ราคาทองที่พุ่งขึ้นครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงต้นปีนี้ ก็ได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากการที่สหรัฐจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา รวมถึงความกังวลเรื่องกำแพงภาษีระหว่างประเทศ

“มันค่อนข้างเป็นปริศนา ความจริงที่ว่าราคาทองคำและเงินลดลงในช่วงความไม่แน่นอนทั่วโลกนั้นขัดกับสัญชาตญาณและอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับนี้ตลอดไป” เคนิน สปิวัค ประธานและซีอีโอของ SMI Group สำนักอิสระด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดโลก กล่าว

“สำหรับตอนนี้ ราคาทองคำที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และความคาดหมายว่าสหรัฐอาจไม่ลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง ล้วนมีบทบาทสำคัญ ถึงอย่างนั้น ผมก็คงไม่พนันว่า ราคาจะยังนิ่งได้ หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปนานกว่านี้”

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...