น้ำแร่ไทยจากเชียงดาว ‘6ty Degrees’ ตั้งเป้าพาแบรนด์โกอินเตอร์
ตลาดน้ำดื่มไทยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท แต่น้ำแร่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ในขณะที่น้ำดื่มทั่วไปโตเพียง 2% แต่น้ำแร่กลับโตสูงถึง 12–14% ช่องว่างนี้กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ของ ‘6ty Degrees’
หนึ่งในแบรนด์น้ำแร่ฝีมือคนไทยที่หลายคนน่าจะเคยเห็น แต่หลายคนอาจคิดว่าเป็นแบรนด์จากต่างประเทศ ด้วยดีไซน์และชื่อ ‘6ty Degrees’ ที่ดูอินเตอร์ ซึ่งความจริงแล้วเป็นน้ำแร่จาก ‘เชียงดาว’จังหวัดเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์น่าสนใจมากขึ้น ไม่ได้อยู่แค่ภาพลักษณ์แต่คือจุดเริ่มต้น
โดย‘รีน่า อุดมคุณธรรม’ ผู้ก่อตั้งบริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด เจ้าของน้ำแร่ 6ty Degrees ได้เล่าถึงแบรนด์ว่า จุดตั้งต้นของแบรนด์เริ่มจากการค้นพบแหล่งน้ำพุร้อนใต้ดินใน ‘เชียงดาว’ซึ่งถูกนำไปตรวจสอบคุณภาพกับห้องแล็บต่างประเทศอย่าง SGS (ออสเตรเลีย), Intertek (อังกฤษ) และ ALS (สวิตเซอร์แลนด์)
ซึ่งผลการตรวจออกมาพบว่าน้ำมีแร่ธาตุกว่า 16 ชนิด และไม่พบโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้แหล่งน้ำที่ ‘เชียงดาว’ มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการพัฒนาเป็นน้ำแร่เชิงพาณิชย์ได้
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คือแนวคิดในการพัฒนาสินค้า ที่ตั้งโจทย์ว่า “ในเมื่อคนต้องซื้อน้ำดื่มอยู่แล้วก็ควรมีตัวเลือกที่ดีกว่าและเข้าถึงได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป”
[ ทิศทางที่ชัดขึ้นในปีที่ 3 ]
จากแนวคิดเรื่อง ‘น้ำที่ดีกว่าและเข้าถึงได้’ถูกแปลงเป็นการวางเกมของแบรนด์ในระยะถัดมา เมื่อแบรนด์เดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 ทิศทางของ 6ty Degrees เริ่มชัดขึ้น จากปีแรกๆ แบรนด์เน้นการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดเพื่อให้คนรู้จักและเข้าถึงได้ง่ายก่อนขยับไปสู่ตลาด HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่) และช่องทางออนไลน์ในปีต่อมา
ส่วนเกมในตอนนี้แบรนด์เริ่มลงลึกที่ ‘สินค้า’ มากขึ้น จากเดิม 3 SKU ขยายเป็น 5 SKU ด้วยการเพิ่มขวดแก้วขนาด 720 มล. เพื่อเข้าไปอยู่ในตลาดร้านอาหารและโรงแรมและออกน้ำแร่แบบมีฟอง (Sparkling) เพื่อตอบโจทย์คนที่ลดน้ำหวาน แต่ยังอยากได้ความสดชื่นอยู่
ในการขยับครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้าแต่คือการขยายบทบาทของแบรนด์จากน้ำดื่มทั่วไป ไปสู่ตัวเลือกในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น
[ ตั้งเป้าพาน้ำแร่โกอินเตอร์ ]
ในด้านการขยายตลาด‘6ty Degrees’ เริ่มขยับออกนอกประเทศมากขึ้นปัจจุบันวางจำหน่ายในฮ่องกงแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับค้าปลีกในมาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว โดยคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ภายในปีนี้เช่นกัน
จะเห็นว่ามุมมองของ ‘รีน่า อุดมคุณธรรม’ เจ้าของแบรนด์ค่อนข้างชัดเจนว่า ‘น้ำแร่ไทยมีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์ต่างชาติ’แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระดับสากลและไม่ใช่ว่าทำไม่ได้
ด้วยแนวคิดนี้ 6ty Degrees จึงวางแผนระยะยาวใช้เวลา 10 ปี เพื่อผลักดันน้ำแร่ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า
[ จับมือกับพี่ไปรฯ ส่งน้ำแร่ถึงหน้าบ้าน ]
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในปีนี้คือ ‘การทำให้สินค้าเข้าถึงง่ายที่สุด’ 6ty Degrees เลือกจับมือกับไปรษณีย์ไทยเปิดให้สั่งซื้อผ่านบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คน และจุดบริการกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน
การใช้เครือข่ายนี้ช่วยลดข้อจำกัดของสินค้าประเภทน้ำดื่มที่มักผูกอยู่กับความสะดวกในการเข้าถึงและทำให้การเลือก ‘น้ำแร่’กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน
โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่ 1 แพ็ค และเริ่มให้บริการจัดส่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อนที่ในอนาคตจะมีการขยายออกไปในต่างจังหวัดมากขึ้น
ดังนั้นหากมอง ภาพรวมกลยุทธ์ของ 6ty Degrees ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มสินค้า แต่คือการขยาย ‘โอกาสในการถูกเลือก’ผ่านทั้งบริบทการใช้งานและช่องทางการเข้าถึง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของตลาดน้ำแร่ที่กำลังเติบโต
และถ้ามองลึกไปกว่านั้นสิ่งที่ ‘6ty Degrees’ กำลังทำอาจไม่ใช่แค่การสร้างแบรนด์น้ำแร่ แต่คือการตั้งคำถามกับตลาดทั้งระบบว่า น้ำแร่ไทยที่มีคุณภาพดีอยู่แล้วจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามีแบรนด์ที่แข็งแรงพอรองรับมัน