โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำแร่ไทยจากเชียงดาว ‘6ty Degrees’ ตั้งเป้าพาแบรนด์โกอินเตอร์

TODAY

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 11.18 น. • TODAY

ตลาดน้ำดื่มไทยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท แต่น้ำแร่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ในขณะที่น้ำดื่มทั่วไปโตเพียง 2% แต่น้ำแร่กลับโตสูงถึง 12–14% ช่องว่างนี้กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ของ ‘6ty Degrees’

หนึ่งในแบรนด์น้ำแร่ฝีมือคนไทยที่หลายคนน่าจะเคยเห็น แต่หลายคนอาจคิดว่าเป็นแบรนด์จากต่างประเทศ ด้วยดีไซน์และชื่อ ‘6ty Degrees’ ที่ดูอินเตอร์ ซึ่งความจริงแล้วเป็นน้ำแร่จาก ‘เชียงดาว’จังหวัดเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์น่าสนใจมากขึ้น ไม่ได้อยู่แค่ภาพลักษณ์แต่คือจุดเริ่มต้น

โดย‘รีน่า อุดมคุณธรรม’ ผู้ก่อตั้งบริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด เจ้าของน้ำแร่ 6ty Degrees ได้เล่าถึงแบรนด์ว่า จุดตั้งต้นของแบรนด์เริ่มจากการค้นพบแหล่งน้ำพุร้อนใต้ดินใน ‘เชียงดาว’ซึ่งถูกนำไปตรวจสอบคุณภาพกับห้องแล็บต่างประเทศอย่าง SGS (ออสเตรเลีย), Intertek (อังกฤษ) และ ALS (สวิตเซอร์แลนด์)

ซึ่งผลการตรวจออกมาพบว่าน้ำมีแร่ธาตุกว่า 16 ชนิด และไม่พบโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้แหล่งน้ำที่ ‘เชียงดาว’ มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการพัฒนาเป็นน้ำแร่เชิงพาณิชย์ได้

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คือแนวคิดในการพัฒนาสินค้า ที่ตั้งโจทย์ว่า “ในเมื่อคนต้องซื้อน้ำดื่มอยู่แล้วก็ควรมีตัวเลือกที่ดีกว่าและเข้าถึงได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป”

[ ทิศทางที่ชัดขึ้นในปีที่ 3 ]

จากแนวคิดเรื่อง ‘น้ำที่ดีกว่าและเข้าถึงได้’ถูกแปลงเป็นการวางเกมของแบรนด์ในระยะถัดมา เมื่อแบรนด์เดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 ทิศทางของ 6ty Degrees เริ่มชัดขึ้น จากปีแรกๆ แบรนด์เน้นการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดเพื่อให้คนรู้จักและเข้าถึงได้ง่ายก่อนขยับไปสู่ตลาด HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่) และช่องทางออนไลน์ในปีต่อมา

ส่วนเกมในตอนนี้แบรนด์เริ่มลงลึกที่ ‘สินค้า’ มากขึ้น จากเดิม 3 SKU ขยายเป็น 5 SKU ด้วยการเพิ่มขวดแก้วขนาด 720 มล. เพื่อเข้าไปอยู่ในตลาดร้านอาหารและโรงแรมและออกน้ำแร่แบบมีฟอง (Sparkling) เพื่อตอบโจทย์คนที่ลดน้ำหวาน แต่ยังอยากได้ความสดชื่นอยู่

ในการขยับครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้าแต่คือการขยายบทบาทของแบรนด์จากน้ำดื่มทั่วไป ไปสู่ตัวเลือกในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น

[ ตั้งเป้าพาน้ำแร่โกอินเตอร์ ]

ในด้านการขยายตลาด‘6ty Degrees’ เริ่มขยับออกนอกประเทศมากขึ้นปัจจุบันวางจำหน่ายในฮ่องกงแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับค้าปลีกในมาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว โดยคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ภายในปีนี้เช่นกัน

จะเห็นว่ามุมมองของ ‘รีน่า อุดมคุณธรรม’ เจ้าของแบรนด์ค่อนข้างชัดเจนว่า ‘น้ำแร่ไทยมีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์ต่างชาติ’แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระดับสากลและไม่ใช่ว่าทำไม่ได้

ด้วยแนวคิดนี้ 6ty Degrees จึงวางแผนระยะยาวใช้เวลา 10 ปี เพื่อผลักดันน้ำแร่ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า

[ จับมือกับพี่ไปรฯ ส่งน้ำแร่ถึงหน้าบ้าน ]

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในปีนี้คือ ‘การทำให้สินค้าเข้าถึงง่ายที่สุด’ 6ty Degrees เลือกจับมือกับไปรษณีย์ไทยเปิดให้สั่งซื้อผ่านบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คน และจุดบริการกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน

การใช้เครือข่ายนี้ช่วยลดข้อจำกัดของสินค้าประเภทน้ำดื่มที่มักผูกอยู่กับความสะดวกในการเข้าถึงและทำให้การเลือก ‘น้ำแร่’กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน

โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่ 1 แพ็ค และเริ่มให้บริการจัดส่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อนที่ในอนาคตจะมีการขยายออกไปในต่างจังหวัดมากขึ้น

ดังนั้นหากมอง ภาพรวมกลยุทธ์ของ 6ty Degrees ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มสินค้า แต่คือการขยาย ‘โอกาสในการถูกเลือก’ผ่านทั้งบริบทการใช้งานและช่องทางการเข้าถึง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของตลาดน้ำแร่ที่กำลังเติบโต

และถ้ามองลึกไปกว่านั้นสิ่งที่ ‘6ty Degrees’ กำลังทำอาจไม่ใช่แค่การสร้างแบรนด์น้ำแร่ แต่คือการตั้งคำถามกับตลาดทั้งระบบว่า น้ำแร่ไทยที่มีคุณภาพดีอยู่แล้วจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามีแบรนด์ที่แข็งแรงพอรองรับมัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...