ซัดเดือด! "กรณ์" จวก รัฐไร้ฝีมือแก้วิกฤตพลังงาน พร้อมแฉปมขึ้นดีเซล
ซัดเดือด! "กรณ์" จวก รัฐไร้ฝีมือแก้วิกฤตพลังงาน ลั่น อย่าบริหารด้วยความหวัง พร้อมแฉปมขึ้นดีเซล-ข้อมูลน้ำมันปริศนา
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับทาง The Room44 ถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยชี้ว่ารัฐบาลต้องยอมรับว่าวิกฤตโลกเกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มยืดเยื้อ จึงจำเป็นต้องมีแผนรองรับอย่างรอบด้าน ไม่สามารถบริหารด้วย “ความหวัง” ได้
นายกรณ์ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งจุดอ่อน ความเปราะบาง และโอกาสในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือได้โดยประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ในประเด็นราคาน้ำมัน กรณ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่เพียงขาดฝีมือ แต่ยังขาด “ใจ” ในการยืนอยู่ข้างประชาชน ทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นมากกว่า โดยเฉพาะกรณีปรับขึ้นราคาดีเซล 6 บาท ซึ่งมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ขาดการสื่อสาร และอาจเป็นเพียงการปรับขึ้น “ขั้นบันได” เนื่องจากราคาตลาดจริงสูงกว่านี้มาก
นายกรณ์ยังตำหนิไปถึงรัฐบาลว่าการ “ลักหลับ” ปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่ชี้แจงต่อรัฐสภาและไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าให้ประชาชนรับรู้ พร้อมเสนอว่าหากฝ่ายบริหารเข้าชี้แจงสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้มากกว่า
นอกจากนี้ กรณ์ตั้งข้อสังเกตถึงระบบข้อมูลน้ำมันของประเทศว่าควรสามารถติดตามได้ทุกขั้นตอน แต่กลับไม่สามารถอธิบายได้ว่าน้ำมันบางส่วนหายไปไหน พร้อมระบุว่ามีการพูดถึง “ไอ้โม่ง” ในระบบพลังงานอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
นายกรณ์ยังแสดงความกังวลต่อวัฒนธรรมการใช้อำนาจของรัฐบาล โดยเตือนว่าอำนาจที่สูงเป็น “ดาบสองคม” และอาจตกอยู่ในภาวะ “Echo Chamber” ที่รับฟังเฉพาะความคิดเห็นที่สอดคล้องกับตนเอง พร้อมเรียกร้องให้เปิดรับเสียงจากภายนอกมากขึ้น
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ นายกรณ์มองว่าวิกฤตครั้งนี้มีความท้าทายสูง และอาจรุนแรงกว่าช่วงก่อนหน้า เรียกได้ว่า “ถ้าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลส่วนใหญ่ไปต่อได้ ยกเว้นกรณีวิกฤตรุนแรงจริง ๆ อย่างต้มยำกุ้ง” กรณ์กล่าว
อย่างไรก็ตามการอภิปรายที่พุ่งเป้าไปยัง พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั้น นายกรณ์มองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากบทบาทและคำให้สัมภาษณ์ที่อาจก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ นายกรณ์ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลยังสามารถเดินหน้าต่อได้ หากยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาพลังงานต้องอาศัยความโปร่งใสและความกล้าทางการเมืองในการปรับโครงสร้างอย่างเป็นธรรม