โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วัดใจรัฐบาลใหม่!สานต่อหรือนับหนึ่งใหม่ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับประชาชน ปลดล็อกหนี้บัตร-เช่าซื้อ ก่อนฟ้อง

Thairath Money

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 11.16 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบ 87% ของ GDP โดยเฉพาะกลุ่มหนี้ค้างเก่าจากช่วงโควิด-19 และกำลังน่ากังวลมากขึ้น จากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะวิกฤติราคาพลังงานแพงรอบใหม่

ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูโดยสมัครใจ) ที่ผลักดันโดยเครือข่ายประชาชนและกลุ่มแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญที่ถูกจับตามองว่ารัฐบาลใหม่จะนำกลับมาพิจารณาต่อหรือไม่ หลังจากที่ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไปถึง 2 รอบจากการยุบสภา

กฎหมายใหม่ ความหวังลูกหนี้บุคคลธรรมดา

ย้อนไป กฎหมายล้มละลายเดิม (พ.ศ. 2483) ออกแบบมาเพื่อให้นิติบุคคลขนาดใหญ่ที่มีหนี้เกิน 10 ล้านบาท สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาธุรกิจไว้ได้ แต่สำหรับบุคคลธรรมดาหรือ SMEs ขนาดเล็ก กลับไม่มีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการนี้

ซึ่งหากมีหนี้ล้นพ้นตัว ทางออกเดียวคือการถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งนำไปสู่การถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมดและสูญเสียสิทธิในการทำนิติกรรมเป็นเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ดี สาระสำคัญของร่างกฎหมายใหม่ที่ต่างจากเดิม คือ

  • เกณฑ์หนี้: บุคคลธรรมดาที่มีหนี้ตั้งแต่ 1 แสน แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถยื่นขอฟื้นฟูได้เอง
  • สภาวะพักชำระหนี้ (Automatic Stay): เมื่อศาลรับคำร้อง เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องร้องหรือบังคับคดีได้ชั่วคราว เพื่อให้ลูกหนี้ทำแผนชำระหนี้ตามรายได้จริง
  • การรักษาทรัพย์สิน: ลูกหนี้สามารถรักษาที่อยู่อาศัยหรือเครื่องมือทำกินไว้ได้ หากปฏิบัติตามแผนชำระหนี้ภายใน 3-5 ปี หนี้ที่เหลือจะถูกปลดออก

เจาะลึกมุมมองและข้อเท็จจริงจากวงเสวนา

ล่าสุดในวงเสวนา “ ฟื้นฟูหนี้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องหยิบ พ.ร.บ.ล้มละลาย มาสานต่อ” ซึ่งจัดโดย FFT ได้ร่วมกันหาคำตอบ และผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องนี้ ว่าเหตุผลใดทำไม พ.ร.บ.ล้มละลาย ดังกล่าวควรได้ไปต่อ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายร่วมกันเสวนา

โดย “พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง” ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายกล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่ของประเทศ เกิดจากนโยบายรัฐบาล โดยพบข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุ 14 ปี จากหนี้การศึกษาอย่าง กยศ.

ซึ่งปัจจุบัน มีลูกหนี้กว่า 7 ล้านคน ทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระหนี้จนยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขณะ สถิติการบังคับคดี พุ่งสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่า GDP ของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐ

พร้อมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ช่วยตัวเอง หากข้าราชการเข้าสู่แผนฟื้นฟูก็จะไม่ต้องออกจากราชการเหมือนกฎหมายเก่า ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพของบุคลากรไว้ได้

นอกจากนี้กรรมาธิการวุฒิสภายังเห็นควรให้แก้เรื่องการนำเงินที่ชำระหนี้ไปตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้จริง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี

“วันนี้ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ แม้แต่คนคุณภาพ อย่างครู พอเป็นหนี้ คุณภาพก็ด้อยไปหมด ที่ผ่านมา เรามีวิธีแก้หนี้มาหลายนโยบาย แต่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้มาช่วยตัวเอง การมีกฎหมายรองรับ นับเป็นนิมิตรหมายอันดี ถ้ารัฐบาลนี้จริงใจในการแก้ปัญหา จะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้หนี้ครัวเรือนไทยอย่างมีนัยสำคัญ ”

ขณะที่ “สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย - FFT ให้ข้อเท็จจริงว่า มาตรการช่วยเหลือจากรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูอาชีพและความสามารถในการดำรงชีวิตของประชาชนคนไทย

ซึ่งจากงานวิจัยทั่วโลกพบว่า กระบวนการฟื้นฟูหนี้โดยสมัครใจจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืนในสัดส่วนที่มากกว่าการปล่อยให้ล้มละลายแล้วไปพิทักษ์ทรัพย์

ในมุมมองของคณะทำงาน ยังเห็นว่าวิกฤตหนี้จากราคาน้ำมันแพงในปัจจุบัน อาจรุนแรงกว่าช่วงโควิด-19 ด้วยซ้ำไป เพราะไม่สามารถคาดเดาระยะเวลาได้ กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นประโยชน์ 2 ทาง คือ มอบชีวิตใหม่ให้ลูกหนี้และทำให้เจ้าหนี้ได้เงินคืนมากขึ้น

รวมถึงเป็นการยกระดับวงการแก้หนี้ หรือ สร้างระบบ "หมอหนี้" หรือนักจัดการหนี้ที่จะช่วยให้ความรู้และสร้างวินัยทางการเงินให้ลูกหนี้ในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูได้อีกด้วย

“วิกฤติน้ำมัน ก็เป็นอีกแรงกระแทกของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย เดิมบุคคลธรรมดาคนไทย ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ปลายทางคือถูกฟ้อง และพอตกอยู่ในคำว่า “บุคลล้มละลาย” ก็เหมือนมีมลทิน เป็นภาพลบทางสังคม แต่หากเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้สินได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปถึงขั้นล้มละลาย และไม่จำกัดว่าเป็นลูกหนี้แบบไหน คาดว่าจะได้ผลมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน “

ด้าน “พสิษฐ์ อัศววัฒนาพร” ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ระบุให้เข้าใจถึงกฎหมายใหม่มากขึ้นว่า เดิมทีกฎหมายล้มละลายเน้นการลงโทษลูกหนี้ แต่แนวคิดสากลในปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่ (Fresh Start) การฟื้นฟูส่วนบุคคลคือการทำแผนเพื่อรักษาทรัพย์สินไว้ ต่างจากการล้มละลายที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินมีความกังวลในร่างใหม่ประเด็นการ "ฉีกสัญญาค้ำประกัน" โดยระบุว่าหากลูกหนี้ทำตามแผนไม่ได้แล้วผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดชอบด้วย อาจทำลายบทบาทและหลักการของการค้ำประกันในระบบนิติสัมพันธ์ แต่ในภาพรวมสถาบันการเงินเห็นด้วยกับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมายใหม่กำหนดให้ใช้มติจำนวนเจ้าหนี้เพียง 51% ก็สามารถเริ่มแผนฟื้นฟูได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการคล่องตัวขึ้น

“ ในฐานะสถาบันการเงิน เป็นเจ้าหนี้หลัก กฎหมายใหม่ดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารต้องปรับตัวเช่นกัน แม้จะกระทบเยอะที่สุด แต่เห็นด้วยกับแนวคิดต่างๆ อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดปลีกย่อย แง่ประเด็นที่มีความกังวล ก็คงต้องมาพิจารณาร่วมกัน ”

ส่วน “นฤมล เมฆบริสุทธิ์” รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยสถิติว่า ในรอบ 10 ปีมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหนี้สินของคนไทย กว่า 4,811 คดี โดยหนี้บัตรเครดิตครองอันดับ 1 (33%) และมีผู้บริโภคถูกฟ้องร้องสะสมกว่า 1,000 คดี ปัญหาที่พบมากคือ "การใช้กฎหมายเป็นอาวุธ" ของเจ้าหนี้ที่เลือกฟ้องร้องแทนการประนอมหนี้ ทำให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายศาล

ยกตัวอย่างกรณีไม่เป็นธรรม เช่น หนี้เพียง 40,000 บาท แต่นำไปสู่การยึดบ้านมูลค่าหลักล้าน หรือหนี้เริ่มต้น 10,000 บาท พุ่งสูงเป็น 80,000 บาทจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เนื่องจากลูกหนี้ขาดความรู้กฎหมายและสัญญาที่ทำไว้เป็น "สัญญามัดมือชก" ที่ผู้บริโภคไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง การแก้ปัญหาด้วยการรณรงค์ให้ความรู้อย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม

"ยอดคดีเพิ่มมากขึ้นทุกปี และน่าห่วงเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่นับรวมข้อมูลจากสถาบันการเงิน และที่ไม่ได้ถูกร้องเรียนมาที่สมาคมฯ อีกจำนวนมาก โดยจากการลงพื้นที่เก็บในชุมชน พบว่า ข้อมูล 80% เป็นหนี้ และ 50-60% เป็นหนี้นอกระบบ ขณะเดียวกัน ตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา หนี้เช่าซื้อรถเพิ่มขึ้นเยอะมาก ที่โดนฟ้อง ไหนจะ การกู้เงินผ่านแอปฯ ทั้งที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมายอีกจำนวนมาก “

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่นี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณคดีในศาลและป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ถูกผลักออกไปสู่วงจรหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญคือ "เวลา" เนื่องจากหากรัฐบาลใหม่ไม่ยืนยันร่างกฎหมายนี้ภายในกำหนด 60 วันหลังเปิดสภา กระบวนการทั้งหมดที่ขับเคลื่อนมาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งหมายถึงการปิดประตูโอกาสของลูกหนี้รายย่อยอีกจำนวนมหาศาลที่กำลังรอคอยความหวังนี้อยู่นั่นเอง.

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดใจรัฐบาลใหม่!สานต่อหรือนับหนึ่งใหม่ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับประชาชน ปลดล็อกหนี้บัตร-เช่าซื้อ ก่อนฟ้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...