โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม ‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ไม่รู้ – น้ำมันหายไปไหน?

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 32 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ชี้แจงข้อเท็จจริงเส้นทางห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันตั้งแต่ต้นทางไปปลายทาง

ทำไม ‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ไม่รู้ – น้ำมันหายไปไหน? อธิบดีฯ ยอมรับไม่มีระบบติดตามน้ำมันรายวัน – ล่าสุด อาศัยข้อสั่งการนายกฯ 20 มี.ค. สั่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 – มาตรา 10 นำส่งข้อมูลรับ-จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทุกวัน และข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ.2569 จนถึงปัจจุบัน รวบรวมส่ง DSI – สตช. – มหาดไทย ตรวจสอบ หากพบกักตุน – ลักลอบส่งออก ดำเนินคดีถึงที่สุด

หลายคนคงตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศไทย ทั้งที่รัฐบาลออกมายืนยันเกือบทุกวันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้นานเกิน 3 เดือน รวมทั้งมีน้ำมันดิบจากประเทศแองโกลาและสหรัฐอเมริกากำลังจะมาส่งอีก 3 ล้านบาร์เรล หรือ 477 ล้านลิตร ใช้ได้อีก 4-5 เดือน ยืนยันไม่มีปัญหาน้ำมันขาดแคลน แต่ทำไมมีประชาชนจำนวนมากจึงขาดความมั่นใจนำรถยนต์ พร้อมแกลลอนไปแย้งเติมน้ำมันกันที่หน้าปั๊มจนหมดเกลี้ยง บางปั๊มติดป้ายประกาศหยุดให้บริการยาวถึง 1 เมษายน 2569 จนทำให้รัฐบาล โดยศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตเจ้าของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ นั่งเป็นประธาน ศบก. ต้องลงมาๆไล่บี้ ตรวจกันอยู่เกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ก็ยังมืดแปดด้าน ไม่รู้น้ำมันหายไปไหน ใครกักตุน หรือมีการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า สร้างความโกลาหลกันไปทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานจึงมอบหมายให้นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ออกมาชี้แจงประชาชน ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่การขออนุญาต การกำกับดูแลธุรกิจการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ การเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ได้อธิบายเส้นทางห่วงโซอุปทานน้ำมัน เริ่มต้นจากการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกไกล 11% , ตะวันออกกลาง 53% , ผลิตได้เองภายในประเทศ 9% ส่วนที่เหลือนำเข้ามาจากจากสหรัฐอเมริกา , เวสต์แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมกันอีก 27% โดยน้ำมันดิบที่จัดหามาได้ก็จะเป็นนําเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานที่ยังไม่ได้ผสมเป็นไบโอดีเซล หรือที่เรียกว่า “B0” ได้ประมาณ 78.286 ล้านลิตร จากนั้นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B0) จะถูกจัดส่งมาเก็บไว้เป็นสต็อกในถังเก็บน้ำมันพื้นฐานของโรงกลั่น และสต็อกถังเก็บน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 ทั่วประเทศจะมีสต็อกน้ำมันดีเซลพื้นฐานเก็บในถังเก็บน้ำมันพื้นฐานทั้งของโรงกลั่นและผู้ค้ามาตรา 7 รวมกันทั้งสิ้น 854 ล้านลิตร โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B0) ดังกล่าวนี้จะถูกส่งไปจำหน่ายต่อผ่าน 3 ช่องทางดังนี้

ส่วนที่ 1 จําหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว กับเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 5.85 ล้านลิตร

ส่วนที่ 2 จำหน่ายให้กับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อนำน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B0) ไปจําหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ไฟฟ้า ก่อสร้าง เป็นต้น

ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นตามลูกศรที่ชี้มาทางด้านขวาจะต้องไปผสมกับน้ำมันไบโอดีเซล หรือ ที่เรียกว่า “B100” กลายเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา หรือที่เรียกว่า “น้ำมันดีเซล B7” แล้วก็นำมาเก็บไว้ในถังที่เรียกว่า “ถังเก็บน้ำมันผสม” หรือ “ถังน้ำมัน B7” ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 มีปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศ รวมทั้งสิ้น 90.29 ล้านลิตร และมีสต็อกของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเก็บไว้ในถังน้ำมัน B7 รวมทั้งหมด 43 ล้านลิตร พร้อมที่จะจําหน่ายให้กับประชาชน โดยจะกระจายต่อไปอีก 3 ช่องทางดังนี้

  • ส่วนที่ 1 เป็นขายตรงจากโรงกลั่น หรือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไปยังสถานีบริการ ภาคอุตสาหกรรม ราชการและรัฐวิสาหกิจ ขนส่ง
  • ส่วนที่ 2 จัดส่งโดยรถไฟ เรือ และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาค ของผู้ค้าหลัก (ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7) ส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานีบริการเช่นเดียวกันกับส่วนที่ 1
  • ส่วนที่ 3 การจําหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 (Jobber) ปริมาณ 6.337 ล้านลิตร ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณที่จำหน่ายข้างต้น อยู่ที่ 79.42 ล้านลิตร เป็นปริมาณน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในประเทศ รวมทั้งสิ้น 85.757 ล้านลิตร (ณ 24 มีนาคม 2569)

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า กรมธุรกิจพลังงานจึงได้แจ้งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่งข้อมูลการรับ – จ่ายน้ำมันของคลังให้กรมทุกวัน โดยคลังน้ำมันเพื่อการจำหน่ายทั้งหมด 92 แห่ง จะประกอบไปด้วย 1. คลังเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 จำนวน 53 แห่ง ในจำนวนนี้มีหน้าที่ต้องรายงานต่อกรมธุรกิจพลังงานจำนวน 18 ราย ขณะนี้ได้รับรายงานแล้ว จำนวน 13 ราย และยังไม่รายงานอีกจำนวน 5 ราย และ 2. คลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 จำนวน 39 แห่ง ทั้งนี้ กรมได้จัดทำแบบฟอร์มรายงานข้อมูลเพิ่มเติม โดยให้ทุกคลังระบุว่า “สถานที่จัดส่งปลายทาง หมายเลขทะเบียนรถขนส่ง” เพื่อนำส่งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

จากนั้นในช่วงวันที่ 15 – 17 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด ออกสำรวจปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 2,649 แห่ง พบว่า “มีการปิดบริการเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 247 แห่ง คิดเป็น 9.1% เปิดให้บริการแต่น้ำมันบางชนิดหมด หรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็น 72.2% และเปิดให้บริการมีน้ำมันเพียงพอจำหน่าย 496 แห่ง คิดเป็น 18.7% ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรให้ลดลง 40% รถขนส่งน้ำมันไม่เพียงพอ 7.4% และคลังน้ำมันไม่มีสินค้า 6.8%

ต่อมาในช่วงวันที่ 21 – 23 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน 7 แห่ง ปรากฏว่า “ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องของการติดป้ายราคา และทุกแห่งมีปริมาณจ่ายน้ำมันในเดือนมีนาคม 2569 ใกล้เคียง หรือ สูงกว่าเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569”

สรุปผลการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของกรมธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ในเบื้องต้น ยังไม่รู้ว่าน้ำมันหายไปไหน ใครกักตุน ยกเว้นเมื่อวันที่ 25มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยจำนวน 3 จุดในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังที่มีผู้มาแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบค้า หรือ กักตุนน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้ง และไม่ได้รับอนุญาต ประมาณ 40,000 ลิตร จึงได้ยึดน้ำมันของกลางไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินคดี การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม

หลังจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวบรรยายผลการตรวจสอบห่วงโซอุปทานการขนส่งน้ำมัน จากต้นทางถึงปลายทางเสร็จเรียบร้อย ไม่พบความผิดปกติใดๆ ผู้สื่อข่าวจึงได้ถามอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานถึงการกำกับดูแล และตรวจสอบการขนส่งน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน ระบบเดิมเป็นอย่างไร และระบบใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนาเป็นอย่างไร

ความจริงที่ปรากฏก็คือ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวยอมรับความจริงว่า ปัญหาของกรมธุรกิจพลังงาน ก็คือ ขาดฐานข้อมูล โดยระบบเดิมผู้ค้าน้ำมันจะรายงานมาเฉพาะปริมาณน้ำมันคงค้างเป็นรายวัน แต่ระบบใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนาจะให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานว่ารับน้ำมันมาจากใคร เท่าไหร่ จ่ายน้ำมันออกไปให้ใคร เท่าไหร่ หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานข้อมูลการค้าน้ำมัน กรมธุรกิจพลังก็ได้อาศัยคำสั่งของนายกฯ สั่งให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 รายงานข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมัน พร้อมกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันรายงานต่อกรมธุรกิจพลังงานทุกวัน และล่าสุดตอนนี้กรมธุรกิจพลังงานได้ขอให้กลุ่มผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ค้ำมัน ตามมาตรา 10 จัดส่งข้อมูลการรับ-จ่าย น้ำมันย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สถานการณ์ยังปกติ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตรวจสอบ โดยข้อมูลที่นำมาแสดงต่อสื่อมวลชนในข่างต้นนี้ ก็เป็นข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาในช่วง 2-3 วัน ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ DSI , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทยช่วยกันตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันออกจากคลังส่งไปที่ไหน ใครรับบ้าง หากมีความคืบหน้าก็จะมาชี้แจงสื่อมวลชนต่อไป”

ปัญหาคือ เราไม่มีระบบที่มาติดตามน้ำมันเป็นรายวัน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนขึ้นมา เราก็ประสานผู้ค้าน้ำมัน ขอให้จัดส่งข้อมูลเป็นรายวัน โดยอาศัยคำสั่งของนายกฯ ขอข้อมูลย้อนหลังด้วย เพื่อนำมาตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพร้อมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับทุกคนที่เอาเปรียบประชาชนให้ถึงที่สุด

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรมธุรกิจพลังงานยังได้พัฒนาระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Fuel-DM (Fuel Distribution Monitoring) โดยทุกครั้งที่มีการขนส่งน้ำมันผู้ค้าน้ำมัน ต้องออกใบกำกับการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมันต้องกรอกข้อมูลในระบบดังกล่าว โดยระบุคลังต้นทาง ไปปลายทาง ปริมาณเท่าใด ประเภทการขนส่ง นอกจากนั้นยังต้องแนบใบกำกับการขนส่งเข้าในระบบด้วย โดยขอข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา เพื่อติดตามตรวจสอบการขนส่งน้ำมันถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

คำถามสุดท้ายจะมีการพัฒนาระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นระบบ Real-time ได้หรือไม่ และจะเสร็จเมื่อไหร่ นายสราวุธ ตอบว่า “ข้อมูลแบบเรียลไทม์ตอนนี้ ต้องขออนุญาตขอไปประเมินก่อนว่าข้อมูลแบบเรียลไทม์ควรจะมาจากส่วนไหนได้บ้าง สมมติ ถ้ามาจากโรงกลั่นตอนนี้ก็จะมีแพลตฟอร์ม (Platform) แต่ถ้าเป็นผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ก็จะเป็นตาราง Excel แต่อย่างน้อยที่สุด ในตอนนี้ต้องมีข้อมูลมาให้วิเคราะห์ทุกวันก่อน ส่วนการพัฒนาระบบก็ต้องเดินหน้าต่อไปแน่นอน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...