ทำไม ‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ไม่รู้ – น้ำมันหายไปไหน?
ทำไม ‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ไม่รู้ – น้ำมันหายไปไหน? อธิบดีฯ ยอมรับไม่มีระบบติดตามน้ำมันรายวัน – ล่าสุด อาศัยข้อสั่งการนายกฯ 20 มี.ค. สั่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 – มาตรา 10 นำส่งข้อมูลรับ-จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทุกวัน และข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ.2569 จนถึงปัจจุบัน รวบรวมส่ง DSI – สตช. – มหาดไทย ตรวจสอบ หากพบกักตุน – ลักลอบส่งออก ดำเนินคดีถึงที่สุด
หลายคนคงตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศไทย ทั้งที่รัฐบาลออกมายืนยันเกือบทุกวันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้นานเกิน 3 เดือน รวมทั้งมีน้ำมันดิบจากประเทศแองโกลาและสหรัฐอเมริกากำลังจะมาส่งอีก 3 ล้านบาร์เรล หรือ 477 ล้านลิตร ใช้ได้อีก 4-5 เดือน ยืนยันไม่มีปัญหาน้ำมันขาดแคลน แต่ทำไมมีประชาชนจำนวนมากจึงขาดความมั่นใจนำรถยนต์ พร้อมแกลลอนไปแย้งเติมน้ำมันกันที่หน้าปั๊มจนหมดเกลี้ยง บางปั๊มติดป้ายประกาศหยุดให้บริการยาวถึง 1 เมษายน 2569 จนทำให้รัฐบาล โดยศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตเจ้าของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ นั่งเป็นประธาน ศบก. ต้องลงมาๆไล่บี้ ตรวจกันอยู่เกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ก็ยังมืดแปดด้าน ไม่รู้น้ำมันหายไปไหน ใครกักตุน หรือมีการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า สร้างความโกลาหลกันไปทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานจึงมอบหมายให้นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ออกมาชี้แจงประชาชน ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่การขออนุญาต การกำกับดูแลธุรกิจการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ การเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ได้อธิบายเส้นทางห่วงโซอุปทานน้ำมัน เริ่มต้นจากการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกไกล 11% , ตะวันออกกลาง 53% , ผลิตได้เองภายในประเทศ 9% ส่วนที่เหลือนำเข้ามาจากจากสหรัฐอเมริกา , เวสต์แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมกันอีก 27% โดยน้ำมันดิบที่จัดหามาได้ก็จะเป็นนําเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานที่ยังไม่ได้ผสมเป็นไบโอดีเซล หรือที่เรียกว่า “B0” ได้ประมาณ 78.286 ล้านลิตร จากนั้นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B0) จะถูกจัดส่งมาเก็บไว้เป็นสต็อกในถังเก็บน้ำมันพื้นฐานของโรงกลั่น และสต็อกถังเก็บน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 ทั่วประเทศจะมีสต็อกน้ำมันดีเซลพื้นฐานเก็บในถังเก็บน้ำมันพื้นฐานทั้งของโรงกลั่นและผู้ค้ามาตรา 7 รวมกันทั้งสิ้น 854 ล้านลิตร โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B0) ดังกล่าวนี้จะถูกส่งไปจำหน่ายต่อผ่าน 3 ช่องทางดังนี้
ส่วนที่ 1 จําหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว กับเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 5.85 ล้านลิตร
ส่วนที่ 2 จำหน่ายให้กับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อนำน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B0) ไปจําหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ไฟฟ้า ก่อสร้าง เป็นต้น
ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นตามลูกศรที่ชี้มาทางด้านขวาจะต้องไปผสมกับน้ำมันไบโอดีเซล หรือ ที่เรียกว่า “B100” กลายเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา หรือที่เรียกว่า “น้ำมันดีเซล B7” แล้วก็นำมาเก็บไว้ในถังที่เรียกว่า “ถังเก็บน้ำมันผสม” หรือ “ถังน้ำมัน B7” ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 มีปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศ รวมทั้งสิ้น 90.29 ล้านลิตร และมีสต็อกของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเก็บไว้ในถังน้ำมัน B7 รวมทั้งหมด 43 ล้านลิตร พร้อมที่จะจําหน่ายให้กับประชาชน โดยจะกระจายต่อไปอีก 3 ช่องทางดังนี้
- ส่วนที่ 1 เป็นขายตรงจากโรงกลั่น หรือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไปยังสถานีบริการ ภาคอุตสาหกรรม ราชการและรัฐวิสาหกิจ ขนส่ง
- ส่วนที่ 2 จัดส่งโดยรถไฟ เรือ และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาค ของผู้ค้าหลัก (ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7) ส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานีบริการเช่นเดียวกันกับส่วนที่ 1
- ส่วนที่ 3 การจําหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 (Jobber) ปริมาณ 6.337 ล้านลิตร ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณที่จำหน่ายข้างต้น อยู่ที่ 79.42 ล้านลิตร เป็นปริมาณน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในประเทศ รวมทั้งสิ้น 85.757 ล้านลิตร (ณ 24 มีนาคม 2569)
นายสราวุธ กล่าวต่อว่า กรมธุรกิจพลังงานจึงได้แจ้งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่งข้อมูลการรับ – จ่ายน้ำมันของคลังให้กรมทุกวัน โดยคลังน้ำมันเพื่อการจำหน่ายทั้งหมด 92 แห่ง จะประกอบไปด้วย 1. คลังเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 จำนวน 53 แห่ง ในจำนวนนี้มีหน้าที่ต้องรายงานต่อกรมธุรกิจพลังงานจำนวน 18 ราย ขณะนี้ได้รับรายงานแล้ว จำนวน 13 ราย และยังไม่รายงานอีกจำนวน 5 ราย และ 2. คลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 จำนวน 39 แห่ง ทั้งนี้ กรมได้จัดทำแบบฟอร์มรายงานข้อมูลเพิ่มเติม โดยให้ทุกคลังระบุว่า “สถานที่จัดส่งปลายทาง หมายเลขทะเบียนรถขนส่ง” เพื่อนำส่งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
จากนั้นในช่วงวันที่ 15 – 17 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด ออกสำรวจปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 2,649 แห่ง พบว่า “มีการปิดบริการเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 247 แห่ง คิดเป็น 9.1% เปิดให้บริการแต่น้ำมันบางชนิดหมด หรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็น 72.2% และเปิดให้บริการมีน้ำมันเพียงพอจำหน่าย 496 แห่ง คิดเป็น 18.7% ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรให้ลดลง 40% รถขนส่งน้ำมันไม่เพียงพอ 7.4% และคลังน้ำมันไม่มีสินค้า 6.8%”
ต่อมาในช่วงวันที่ 21 – 23 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน 7 แห่ง ปรากฏว่า “ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องของการติดป้ายราคา และทุกแห่งมีปริมาณจ่ายน้ำมันในเดือนมีนาคม 2569 ใกล้เคียง หรือ สูงกว่าเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569”
สรุปผลการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของกรมธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ในเบื้องต้น ยังไม่รู้ว่าน้ำมันหายไปไหน ใครกักตุน ยกเว้นเมื่อวันที่ 25มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยจำนวน 3 จุดในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังที่มีผู้มาแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบค้า หรือ กักตุนน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้ง และไม่ได้รับอนุญาต ประมาณ 40,000 ลิตร จึงได้ยึดน้ำมันของกลางไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินคดี การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม
หลังจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวบรรยายผลการตรวจสอบห่วงโซอุปทานการขนส่งน้ำมัน จากต้นทางถึงปลายทางเสร็จเรียบร้อย ไม่พบความผิดปกติใดๆ ผู้สื่อข่าวจึงได้ถามอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานถึงการกำกับดูแล และตรวจสอบการขนส่งน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน ระบบเดิมเป็นอย่างไร และระบบใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนาเป็นอย่างไร
ความจริงที่ปรากฏก็คือ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวยอมรับความจริงว่า “ปัญหาของกรมธุรกิจพลังงาน ก็คือ ขาดฐานข้อมูล โดยระบบเดิมผู้ค้าน้ำมันจะรายงานมาเฉพาะปริมาณน้ำมันคงค้างเป็นรายวัน แต่ระบบใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนาจะให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานว่ารับน้ำมันมาจากใคร เท่าไหร่ จ่ายน้ำมันออกไปให้ใคร เท่าไหร่ หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานข้อมูลการค้าน้ำมัน กรมธุรกิจพลังก็ได้อาศัยคำสั่งของนายกฯ สั่งให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 รายงานข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมัน พร้อมกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันรายงานต่อกรมธุรกิจพลังงานทุกวัน และล่าสุดตอนนี้กรมธุรกิจพลังงานได้ขอให้กลุ่มผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ค้ำมัน ตามมาตรา 10 จัดส่งข้อมูลการรับ-จ่าย น้ำมันย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สถานการณ์ยังปกติ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตรวจสอบ โดยข้อมูลที่นำมาแสดงต่อสื่อมวลชนในข่างต้นนี้ ก็เป็นข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาในช่วง 2-3 วัน ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ DSI , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทยช่วยกันตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันออกจากคลังส่งไปที่ไหน ใครรับบ้าง หากมีความคืบหน้าก็จะมาชี้แจงสื่อมวลชนต่อไป”
ปัญหาคือ เราไม่มีระบบที่มาติดตามน้ำมันเป็นรายวัน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนขึ้นมา เราก็ประสานผู้ค้าน้ำมัน ขอให้จัดส่งข้อมูลเป็นรายวัน โดยอาศัยคำสั่งของนายกฯ ขอข้อมูลย้อนหลังด้วย เพื่อนำมาตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพร้อมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับทุกคนที่เอาเปรียบประชาชนให้ถึงที่สุด
นายสราวุธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรมธุรกิจพลังงานยังได้พัฒนาระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Fuel-DM (Fuel Distribution Monitoring) โดยทุกครั้งที่มีการขนส่งน้ำมันผู้ค้าน้ำมัน ต้องออกใบกำกับการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมันต้องกรอกข้อมูลในระบบดังกล่าว โดยระบุคลังต้นทาง ไปปลายทาง ปริมาณเท่าใด ประเภทการขนส่ง นอกจากนั้นยังต้องแนบใบกำกับการขนส่งเข้าในระบบด้วย โดยขอข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา เพื่อติดตามตรวจสอบการขนส่งน้ำมันถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
คำถามสุดท้ายจะมีการพัฒนาระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นระบบ Real-time ได้หรือไม่ และจะเสร็จเมื่อไหร่ นายสราวุธ ตอบว่า “ข้อมูลแบบเรียลไทม์ตอนนี้ ต้องขออนุญาตขอไปประเมินก่อนว่าข้อมูลแบบเรียลไทม์ควรจะมาจากส่วนไหนได้บ้าง สมมติ ถ้ามาจากโรงกลั่นตอนนี้ก็จะมีแพลตฟอร์ม (Platform) แต่ถ้าเป็นผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ก็จะเป็นตาราง Excel แต่อย่างน้อยที่สุด ในตอนนี้ต้องมีข้อมูลมาให้วิเคราะห์ทุกวันก่อน ส่วนการพัฒนาระบบก็ต้องเดินหน้าต่อไปแน่นอน”
กบน.มีมติขยับราคาดีเซลและกลุ่มเบนซิน 6บาท/ลิตร มีผล 26 มี.ค.นี้
ก.พลังงานตามหา ‘น้ำมันหาย’ สั่งโรงกลั่น-ผู้ค้า รายงานก่อน 6 โมงเย็น-เร่ง Platform เช็คยอดเรียลไทม์
กองทุนน้ำมันฯติดลบแล้ว 12,000 คาดก่อนสงกรานต์ทะลุ 70,000 ล้านบาท
“อรรถพล” ตรวจคลัง ‘ลำลูกกา’ ไม่พบกักตุน-ประสานมหาดไทย-พาณิชย์ ลุยจับ ‘จ็อบเบอร์’ ขายเกินราคา
กรมธุรกิจพลังงานยืนยันน้ำมันสำรองมี 100 วัน เร่งคลายล็อกขนส่ง 24 ชม. แก้ปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊ม