โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ไม่พอ! 'จาตุรนต์' แนะ 6 ข้อ เปลี่ยน 'ตรึงราคาซื้อเวลา' สู่การ 'บริหารความเสี่ยงทั้งระบบ'

VoiceTV

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 02.30 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ว่า ผมเคยตั้งคำถามไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ในเมื่อมาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน “ไม่เพียงพอ” ประเทศไทยจะรับมือช่วง 3–6 เดือนข้างหน้าอย่างไร ทั้งในด้านการพยุงราคาพลังงาน การดูแลฐานะกองทุนน้ำมันและการคลัง ไปจนถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศให้รับมือกับวิกฤตที่อาจยืดเยื้อได้จริง

วันนี้ครบ 15 วันแล้ว และคำตอบก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า รัฐไม่สามารถแบกรับการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบกว้างได้ต่อไป เพราะภาระระดับ 700–1,000 ล้านบาทต่อวัน หรือราว 2.1–3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าจะใช้เป็นมาตรการระยะยาวได้ ภายใต้ข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันและฐานะการคลังที่ตึงตัวอยู่แล้ว

เมื่อราคาจริงของน้ำมันสูงกว่าราคาที่มีการอุดหนุนแตกต่างกันมาก และเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกมาก การมีสต๊อกน้ำมันไปอีก 95 วัน ก็ไม่ได้อาจแก้ปัญหาน้ำมันขาดตลาด อย่างที่กำลังเกิดขึ้นได้

ขณะเดียวกัน ผลกระทบได้ลามไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการหลายกลุ่มแล้ว ทั้งประมงพื้นบ้านและเรือเล็กที่ต้นทุนน้ำมันสูงจนบางพื้นที่เริ่มเตือนว่าอาจต้องหยุดเรือ รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ต้องรับภาระต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง ค่าไฟ และค่าน้ำมันที่สูงขึ้นพร้อมกัน เกษตรกรที่ต้องรับภาระค่าขนส่ง ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น SMEs ผู้ค้ารายย่อย และครัวเรือนรายได้น้อยที่เผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมกัน ภาคท่องเที่ยวที่เสี่ยงต่อการใช้จ่ายต่อทริปลดลงหรือยกเลิกการเดินทาง และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก บรรจุภัณฑ์ สี และเคมีภัณฑ์ ที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูงและความเสี่ยงซัพพลายเชนสะดุด

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำ คือเปลี่ยนจากการ “ตรึงราคาเพื่อซื้อเวลา” ไปสู่การ “บริหารความเสี่ยงทั้งระบบ”

[1. เปลี่ยนจากอุดหนุนแบบกว้าง เป็นช่วยเหลือแบบเจาะเป้า]

รัฐควรสงวนการพยุงราคาไว้เฉพาะกลุ่มที่กระทบต่อต้นทุนทั้งระบบจริง เช่น ขนส่งสาธารณะ รถบรรทุกสินค้าเกษตร โลจิสติกส์จำเป็น และอาชีพเปราะบางบางประเภท ส่วนครัวเรือนรายได้น้อยควรช่วยผ่านการโอนเงินหรือคูปองพลังงาน แทนการกดราคาหน้าปั๊มให้เท่ากันทั้งประเทศ

[2.ทยอยปรับราคาดีเซลแบบขั้นบันไดและบริหารจัดการไม่ให้น้ำมันขาดตลาด]

รัฐบาลต้องปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ซึ่งในที่สุดราคาน้ำมันอาจแพงกว่าราคาปัจจุบันอย่างมาก โดยกำหนดกรอบการปรับขึ้นล่วงหน้า เช่น ขยับได้ไม่เกินระดับหนึ่งต่อสัปดาห์ และทบทวนทุก 7 วัน เพื่อลดแรงกระแทกต่อประชาชน แต่ไม่ปล่อยให้กองทุนต้องแบกรับภาระเต็มจำนวนต่อไป ซึ่งในที่สุดราคาน้ำมันจะแพงกว่าปัจจุบันอย่างมาก

การทยอยขึ้นราคาเป็นระยะมีปัญหาที่ต้องบริหารจัดการ คือเมื่อใกล้ถึงกำหนดปรับราคาให้สูงขึ้น ผู้ใช้ย่อมพยายามซื้อน้ำมันเก็บไว้ ขณะที่ผู้ขายก็ไม่อยากรีบขายและต้องการเก็บน้ำมันไว้ขายในราคาที่แพงขึ้น

[3. ลดการใช้น้ำมันจริง ด้วยมาตรการประหยัดพลังงานที่จริงจัง]

ต้องมี Energy Saving ภาคบังคับที่จะต้องเข้มงวดมากขึ้น ทั้งการปรับระบบขนส่งสินค้าให้พึ่งรางและเรือมากขึ้น สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับที่เหมาะสม ส่งเสริมยานพาหนะประหยัดพลังงาน และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดการใช้น้ำมันต่อหน่วยการผลิตหรือการขนส่ง เพราะทุกลิตรที่ประหยัดได้ คือภาระอุดหนุนที่ลดลง

[4.วางกรอบวินัยการคลังและกองทุนน้ำมันให้ชัด]

รัฐมีข้อจำกัดทางการคลังอย่างมากอยู่แล้ว นอกจากดูแลราคาน้ำมันแล้ว รัฐยังจะต้องเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตและประชาชนอีกมาก กองทุนน้ำมันควรมีหน้าที่เพียงผ่อนแรงกระแทกระยะสั้น ไม่ใช่แบกราคาน้ำมันแทนทั้งระบบเป็นเวลานาน รัฐจึงควรกำหนดเพดานภาระอุดหนุนรายเดือนหรือรายไตรมาสไว้ล่วงหน้า และหากทะลุกรอบ ต้องมีมาตรการปรับราคาอัตโนมัติหรือเปลี่ยนไปใช้การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทันที

[5.เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ]

ไทยต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากภูมิภาคอื่นมากขึ้น เช่น รัสเซีย อเมริกาใต้ และแหล่งใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายจากพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง พร้อมกันนั้นต้องเร่งลดการพึ่งพาดีเซล เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และขยายพลังงานทางเลือก เพื่อให้ระบบพลังงานไทยรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้นในระยะยาว

[6.ใช้วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันยกระดับไทยเป็น resilient base ของภูมิภาค]

สงครามครั้งนี้ควรเป็นแรงผลักให้ไทยมองไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเร่งสร้างตัวเองให้เป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม ทั้งด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิต เพราะในโลกที่ซัพพลายเชนผันผวน ความได้เปรียบจะไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนต่ำอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความมั่นคง ความต่อเนื่องในการส่งมอบ และความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิต

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริง ไทยควรเร่งปรับตัวใน 4 เรื่องหลัก คือเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร พัฒนาโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อถือได้ ยกระดับการศึกษา ทักษะแรงงานและอุตสาหกรรมอนาคต และเสริมผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลกให้มากขึ้น หากทำได้ ไทยจะไม่เพียงรับมือวิกฤตครั้งนี้ได้ดีขึ้น แต่ยังเปลี่ยนแรงกดดันจากสงครามให้กลายเป็นโอกาสในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาวได้ด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...