คดีโกงสะเทือนเวียดนาม “ไซง่อนแบงก์” เร่งขายทรัพย์เจือง มาย หลาน
คดีโกงสะเทือนเวียดนาม "ไซง่อนแบงก์" เดินหน้าประมูลทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของเจือง มาย หลาน หลังศาลสั่งชดใช้กว่า 27,000 ล้านดอลลาร์ หวังกู้คืนความเชื่อมั่นระบบการเงิน
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 12.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ไซง่อน (Saigon Commercial Bank) ของเวียดนาม เตรียมเปิดประมูลทรัพย์สินจำนวนมากของเจือง มาย หลาน (Truong My Lan) มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ผู้ตกเป็นคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ เพื่อเร่งกู้คืนความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ธนาคารพาณิชย์ไซง่อน ระบุว่าอยู่ระหว่างการคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการจัดประมูลทรัพย์สิน โดยดำเนินงานภายใต้การกำกับของธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam) หลังศาลมีคำสั่งให้ธนาคารรับผิดชอบจัดการทรัพย์สินของหลาน
ทรัพย์สินที่เตรียมนำออกประมูลครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงานในนครโฮจิมินห์ โรงงาน โกดัง และที่ดินในจังหวัดเตย์นิงห์ รวมถึงทรัพย์สินเคลื่อนที่ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องจักร ตลอดจนสินค้าแฟชั่นจำนวนมาก ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับกว่า 8,500 รายการ รวมถึงสินค้าคงคลังจากบริษัทเฟอร์นิเจอร์หรูอีกกว่า 370,000 ชิ้น
เจือง มาย หลาน อดีตผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเวียดนาม ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนเมษายน 2567 หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานยักยอกเงินจากธนาคารพาณิชย์ไซง่อน มูลค่า 12,300 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังถูกตัดสินในข้อหาฟอกเงินในอีกคดีหนึ่ง อย่างไรก็ตามเวียดนามได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับคดีเศรษฐกิจบางประเภทในเวลาต่อมา
SCB ระบุว่า กระบวนการจัดการทรัพย์สินมีความซับซ้อนและมีปริมาณมหาศาล โดยธนาคารได้เริ่มตรวจสอบ จำแนก และดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อประเมินมูลค่าและเตรียมขายทรัพย์สินตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
รายได้จากการขายทรัพย์สินจะถูกนำไปชดใช้ความเสียหายตามคำสั่งศาล ซึ่งกำหนดให้หลานต้องชำระเงินรวมกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกันหน่วยงานบังคับคดีของนครโฮจิมินห์ได้เริ่มกระบวนการประเมินราคาและเตรียมขายทรัพย์สินหรู เช่น กระเป๋า Hermès Birkin และเรือยอชต์ Reverie Saigon โดยก่อนหน้านี้สามารถนำเงินคืนให้ผู้ถือพันธบัตรได้แล้วประมาณ 10 ล้านล้านดอง หรือราว 380 ล้านดอลลาร์
เหตุการณ์นี้สะท้อนความพยายามครั้งใหญ่ของเวียดนามในการจัดการคดีทุจริตระดับประเทศ และกู้คืนความเชื่อมั่นในระบบการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์
อ้างอิง : www.bloomberg.com