"ดร.ณัฏฐ์" เป็นพยานให้ถ้อยคำคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยันกกต.ทำตามระเบียบกม.ไม่มีผลเป็นโมฆะ ซัด "สมชัย" มโนเพ้อเจ้อลงคะแนนไม่ลับ
วันนี้ เวลา 13.20 น. ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญคดีเลือกตั้งและกฎหมายมหาชน เดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. หลังได้รับเชิญเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งลับหรือไม่ลับ สะเทือนต่อทิศทางการเมืองประเทศ แต่วันนี้คือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองจึงรับที่จะมาเป็นพยานบุคคลให้กับ กกต. การแสดงความคิดเห็นของตนเองก่อนหน้านี้ไม่ใช่เป็นการเข้าข้าง กกต. แต่เป็นความเห็นทางวิชาการ และในทางปฏิบัติเหมือนต่างประเทศที่มีทั้งบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด ซึ่งการเลือกตั้งในต่างประเทศไม่ถือเป็นโมฆะ เช่นที่ประเทศอังกฤษและเยอรมนี โดยเรื่องบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะล้วงข้อมูลหรือจะรู้ได้ว่าประชาชนเลือกบุคคลใด อย่าเข้าใจผิด พร้อมฝากไปถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่พยายามปั่นป่วนการเลือกตั้ง และจัดการเลือกตั้งจำลองร่วมกับกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา โดยข้อมูลตรงนี้ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลหลักฐานในคดีได้ จึงถือได้ว่านี่เป็นสภาโจ๊ก เป็นละครลิงฉากหนึ่ง ดร.ณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีมีการนำรายชื่อประชาชน 5.2 ล้านคน มาเปิดเผยโดยอ้างว่าเป็นรายชื่อหลุดในตลาดมืดว่า อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ก็ได้ไปแจ้งความกล่าวโทษนายสมชัยแล้ว ดังนั้นขอให้หยุดปั่นป่วนต่อสังคม ควรจะหันมาร่วมทำให้ประเทศสงบสุข เดินหน้าไปด้วยกัน อะไรที่ไม่ถูกต้องและมีพยานหลักฐานควรยื่นต่อศาล ไม่ใช่เพ้อเจ้อไปวันๆ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่าการเลือกตั้งจะลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เป็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่” และย้ำว่ากรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นความลับตลอดไป เพราะมีกฎหมายในการควบคุม อีกทั้งในขณะที่ประชาชนใช้สิทธิไม่มีคนเห็น และขณะจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง กกต. ก็ได้แยกต้นขั้วและบัญชีรายชื่อออกจากกัน จึงเป็นการควบคุมโดยกฎหมาย และเป็นเจตนารมณ์ตามความหมายของคำว่าลับ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านมีความกังวลว่า การมีบาร์โค้ดจะสามารถคาดเดาผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้นั้น ดร.ณัฐวุฒิ ได้ตอบโดยยกตัวอย่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีกลุ่มคนตั้งกล้องจับภาพหน้าหน่วยเลือกตั้งตลอดเวลาและซูมบัตรเลือกตั้งขณะขานคะแนน และให้คนแรกเข้าไปจำรหัส 3 ตัว แล้วทำนายผลการเลือกตั้ง การทำเช่นนี้ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA และวิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการปั่นป่วน ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปร้องทุกข์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว นายสมชัยก็โดนด้วย นายสมชัยจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ไม่มีทางครับ มีแต่มโนเพ้อเจ้อไปวัน ๆ เมื่อถามว่ายกการเลือกตั้งเป็นโมฆะปี 2549 มาเทียบเคียงกับกรณีนี้ใช้ได้หรือไม่ ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ว่าเป็นคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน เรื่องนี้ต้องมองว่าบาร์โค้ดสามารถย้อนถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่ เช่นใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่มีบาร์โค้ดก็ไม่สามารถละเมิดสิทธิได้ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2566 ข้อ 132 กำหนดให้ กกต. จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีเลขที่ลำดับก็ตรวจสอบตามนั้น แต่เฉพาะบัตรใบเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกใคร เลือกพรรคการเมืองใด ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะกำกับควบคุมด้วยกฎหมาย เมื่อถามว่ามีเจตนาการสร้างความปั่นป่วนหรือไม่ หลังการรับรอง สส. ไปแล้ว ผู้ที่เรียกร้องก็เงียบหายไป ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เจตนารมณ์ที่กระทำเช่นนั้น เพราะต้องการขัดขวางกระบวนการการเลือกตั้ง ส่วน สส. ที่เคยออกมาเรียกร้องเขาก็ได้ประโยชน์ เขาก็เงียบ หลังจากนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วไม่ว่าจะออกบวกหรือลบ ต้องจบ แต่ถ้าไม่จบคดีตามมาเป็นพรวน เมื่อถามว่าในความเห็นคำว่าการเลือกตั้งโดยตรงและลับเป็นความลับตลอดไปหรือลับเฉพาะตอนลงคะแนน ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ลับขณะใช้สิทธิ ในขณะกาบัตรก็ไม่มีใครเห็น และลับหลังจากใช้สิทธิ เมื่อนับคะแนนเสร็จ กกต.ก็ยุบหีบรวม และเก็บรักษาตามที่กฎหมายกำกับควบคุม ตรงนี้เป็นการลับตลอดไป ดังนั้นพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลับหรือไม่ลับ คือนำบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ นำมาชนกัน แต่ถ้าเฉพาะบัตรเลือกตั้งอย่างเดียวที่ใช้สิทธิแล้ว ตนยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวบุคคลได้ว่าเลือกใครส่วนกรณีหากการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญจำลองเหตุการณ์นำต้นขั้วกับบัตรมาชนกันทำได้หรือไม่ ดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กกต. ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ถามว่าวันนี้พี่น้องสื่อไปตรวจสอบได้ไหมว่า ดร.ณัฏฐ์ ไปเลือกใคร คำตอบคือไม่ได้ แล้วไม่ลับหรืออย่างนี้ ที่บอกว่าไม่ลับ เป็นการปั่นกระแสให้กับสังคม ทำให้ประชาชนสับสนมากกว่า ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม