“สหรัฐ” ปะทะอิหร่านบนเวที UN หลังได้รับบทบาทด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
"สหรัฐ" ปะทะอิหร่านบนเวที UN หลังอิหร่านได้รับบทบาทในด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ชี้ถึงความไม่สอดคล้องกับพันธกรณี
วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 05.08 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐและอิหร่านเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดบนเวที United Nations เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จากประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงการที่อิหร่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานหนึ่งในหลายตำแหน่งของการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)
การประชุมทบทวน NPT ครั้งที่ 11 ซึ่งเริ่มขึ้นที่นิวยอร์ก เป็นเวทีสำคัญในการประเมินการดำเนินงานของสนธิสัญญาที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1970 โดยอิหร่านได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด อย่างไรก็ตาม สหรัฐแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยChristopher Yeaw เจ้าหน้าที่ด้านการควบคุมอาวุธ ระบุว่า การเลือกอิหร่านเป็นการดูหมิ่นต่อสนธิสัญญา พร้อมกล่าวหาว่า อิหร่านไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีและไม่ให้ความร่วมมือกับ International Atomic Energy Agency ในการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์
ด้านReza Najafi เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำ IAEA โต้กลับว่า ข้อกล่าวหาของสหรัฐไม่มีมูลและมีแรงจูงใจทางการเมือง พร้อมชี้ว่าสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ กลับพยายามวางตัวเป็นผู้ตัดสินความถูกต้องของประเทศอื่น
ประเด็นนิวเคลียร์ยังคงเป็นหัวใจของความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำจุดยืนว่าอิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐ ยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเตหะรานยืนยันว่าใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสันติเท่านั้น แม้ชาติตะวันตกจะกังวลว่าสามารถนำไปพัฒนาอาวุธได้
แม้ International Atomic Energy Agency และหน่วยข่าวกรองสหรัฐเคยประเมินว่าอิหร่านยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2546 แต่อิหร่านยังคงเป็นประเด็นข้อถกเถียงในเวทีโลก
ล่าสุด แหล่งข่าวอิหร่านเปิดเผยว่า ข้อเสนอใหม่เพื่อยุติความขัดแย้งจะเลื่อนการเจรจานิวเคลียร์ออกไปก่อน จนกว่าสงครามและข้อพิพาทด้านการเดินเรือในอ่าวจะคลี่คลาย ขณะที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า จุดยืนหรือเส้นแดงของสหรัฐต่ออิหร่านนั้นชัดเจนแล้ว ทั้งต่อสาธารณะและต่ออิหร่านเอง
ความตึงเครียดบนเวทีสหประชาชาติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งด้านนิวเคลียร์ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ยากจะคลี่คลาย และมีแนวโน้มจะส่งผลต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ของโลกต่อไป
อ้างอิง : www.reuters.com