“จีน” เร่งสร้าง Biobank ใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ ท้าชิงผู้นำวิจัยยาสหรัฐ
ท่ามกลางการแข่งขันเทคโนโลยีที่ร้อนแรง “ข้อมูลชีวภาพ” กำลังกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ของโลก เมื่อจีนเดินหน้าสร้าง Biobank ขนาดมหึมา ท้าชิงผู้นำวิจัยยาสหรัฐ
วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักวิจัยรุ่นใหม่ในสหรัฐอย่าง Zhang Li เคยประทับใจกับความรวดเร็วของระบบวิจัยชีวการแพทย์ ที่สามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อมนุษย์ในช่วงเช้า และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้ภายในวันเดียวกัน
ประสบการณ์นี้แตกต่างจากการฝึกฝนในจีนอย่างมาก จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับไปยังปักกิ่ง เพื่อร่วมกับ Chinese Institute for Brain Research สร้างฐานข้อมูลระดับชาติ ที่จะเก็บตัวอย่างเลือดและ DNA จากเด็กกว่า 33,000 คน เพื่อศึกษาความเสี่ยงและรูปแบบของโรคทางสมอง
โครงการของเขาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายไบโอแบงก์ (biobank) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในจีน ซึ่งเป็นคลังเก็บข้อมูลชีวการแพทย์และตัวอย่างชีวภาพ เช่น เลือด น้ำลาย และเซลล์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการวิจัยยาและเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ปัจจุบัน ไบโอแบงก์กลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยจีนเร่งลงทุนอย่างหนักเพื่อท้าทายความเป็นผู้นำของโลกตะวันตกในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของจีนเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่เริ่มจำกัดการเข้าถึงฐานข้อมูลชีวการแพทย์สำคัญ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา National Institutes of Health ของสหรัฐ ได้ปิดกั้นนักวิจัยจากจีนและอีก 5 ประเทศไม่ให้เข้าถึงฐานข้อมูล 21 ชุด พร้อมจำกัดบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจีนจากการเข้าร่วมโครงการที่ได้รับทุนจากรัฐบาล
สหรัฐให้เหตุผลว่าข้อมูลพันธุกรรมขั้นสูงอาจถูกนำไปใช้ในทางที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ สาธารณสุข หรือแม้แต่ใช้เป็นเครื่องมือด้านข่าวกรอง ข้อมูลบางชุด เช่น ฐานข้อมูลมะเร็งที่ครอบคลุมประชากรสหรัฐฯ ถึง 46% ได้ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยมากกว่า 17,000 ชิ้น สะท้อนคุณค่าทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
กระแสจำกัดการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น ในยุโรป European Union ก็ได้ระงับไม่ให้องค์กรจากจีนเข้าร่วมโครงการ Horizon Europe มูลค่า 9.35 หมื่นล้านยูโร ขณะที่ในสหราชอาณาจักร นักการเมืองเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลชีวภาพโดยนักวิจัยจีน ส่งผลให้บรรยากาศของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนจากการเปิดกว้างไปสู่การแข่งขันและการแบ่งขั้วมากขึ้น
เพื่อตอบโต้สถานการณ์ดังกล่าว จีนได้เร่งผลักดันการพึ่งพาตนเอง โดยออกกฎหมายความมั่นคงทางชีวภาพในปี 2563 เพื่อควบคุมการเก็บและถ่ายโอนข้อมูลพันธุกรรม พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไบโอแบงก์ของประเทศ
โครงการสำคัญอย่างไบโอแบงก์แห่งชาติ ซึ่งเปิดตัวในเมืองเซินเจิ้นเมื่อปี 2559 ได้กลายเป็นหนึ่งในคลังข้อมูลชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเก็บตัวอย่างเลือดและเซลล์มากกว่า 10 ล้านตัวอย่างจากมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตทางทะเล พร้อมทั้งรวมฐานข้อมูลชีวภาพจากทั่วประเทศเข้าด้วยกัน
แม้จีนจะมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาล แต่ระบบไบโอแบงก์ยังเผชิญปัญหาความกระจัดกระจายของข้อมูลและมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกัน ปัจจุบัน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยของรัฐกำลังเร่งรวบรวมและแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่สามารถใช้พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์แม่นยำ (precision medicine)
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์จีนบางรายยอมรับว่า งานวิจัยด้านชีววิทยาของประเทศยังพึ่งพาฐานข้อมูลจากสหรัฐถึงราว 80% และอาจต้องใช้เวลา 5-10 ปี กว่าจะสามารถพึ่งพาตนเองได้เต็มที่ ขณะที่ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลเริ่มส่งผลกระทบต่อความร่วมมือวิจัย ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี
ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาไบโอแบงก์ของจีนอาจสร้างโอกาสให้กับวงการวิทยาศาสตร์โลก โดยช่วยเพิ่มความหลากหลายทางเชื้อชาติของข้อมูลชีวภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้มีอคติไปทางประชากรยุโรป อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลด้านจริยธรรมและความโปร่งใส โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับบริษัท BGI Group ที่เคยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีพันธุกรรมเพื่อการสอดแนม (ซึ่งบริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหา)
สุดท้าย สำหรับนักวิจัยอย่าง Zhang Li เป้าหมายสำคัญยังคงเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสุขภาพ เพื่อรองรับอนาคตที่เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทในการวินิจฉัยและรักษาโรคมากขึ้น โดยโครงการของเขาที่มีโรงพยาบาลและสถาบันวิจัยเข้าร่วมกว่า 70 แห่ง อาจกลายเป็นฐานข้อมูลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และช่วยให้เข้าใจโรคอย่าง ADHD และออทิสติกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อ้างอิง : bloomberg.com