โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บริษัทน้ำมันโกยลาภลอย 962ล้านบาท/ชม.จากสงคราม ทั้งปีคาดกำไร7.5ล้านล้าน

Amarin TV

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บริษัทน้ำมันฟันกำไรสงคราม โกยลาภลอย 962 ล้านบาท/ชม. ทั้งปีคาดกำไรถึง 7.5 ล้านล้านบาท

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในตะวันออกกลางได้ผลักราคาน้ำมันโลกให้ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดช่องให้บริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่กอบโกย "ลาภลอยจากสงคราม" ในระดับมหาศาล ท่ามกลางตลาดที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างฉับพลัน ผู้ผลิตพลังงานกลายเป็นฝ่ายได้ประโยชน์เต็ม ๆ ขณะที่ต้นทุนถูกผลักไปตกอยู่กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก

รายงานจากหนังสือพิมพ์ The Guardian ระบุว่า เฉพาะในเดือนแรกของสงคราม บริษัทน้ำมันและก๊าซ 100 อันดับแรกของโลกสามารถทำกำไร "ที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงานจริง" ได้มากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 962 ล้านบาทต่อชั่วโมง โดยผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือยักษ์ใหญ่อย่าง Saudi Aramco, Gazprom และ ExxonMobil

ภาพของกำไรระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ก่อตัวขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ค่าครองชีพของผู้บริโภคพุ่งสูง ได้กลายเป็นชนวนถกเถียงเชิงนโยบายอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ใครควรเป็นผู้แบกรับภาระของวิกฤตพลังงานครั้งนี้ และรัฐควรเข้าแทรกแซงอย่างไร เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ให้สมดุลระหว่างทุนพลังงานกับประชาชน

ราคาน้ำมันพุ่ง ดันกำไรสะสมแตะ 2.34 แสนล้านดอลลาร์

ความขัดแย้งในอิหร่านได้ผลักราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในเดือนมีนาคมขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 74 ปอนด์ จากระดับก่อนสงครามที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทพลังงานทั่วโลกสามารถกอบโกยกำไรลาภลอยได้มากถึง 23,000 ล้านดอลลาร์ ภายในเดือนเดียว

ตัวเลขดังกล่าวมาจากการประเมินโดย Global Witness ซึ่งอ้างอิงข้อมูลของ Rystad Energy หนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลด้านพลังงานชั้นนำของโลก ผ่านฐานข้อมูล UCube ที่รวบรวมข้อมูลระดับแหล่งผลิตจากทั่วทุกภูมิภาค ครอบคลุมทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน ข่าวสารในอุตสาหกรรม และข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตของแต่ละแหล่ง

วิธีการคำนวณใช้การเปรียบเทียบกระแสเงินสดอิสระจากการผลิตน้ำมันและก๊าซ ในช่วงที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กับช่วงก่อนสงครามที่ระดับ 70 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกำไรจากกิจการต้นน้ำหลังหักภาษี ค่าภาคหลวง รวมถึงต้นทุนการลงทุนและการดำเนินงานแล้ว

นักวิเคราะห์ประเมินว่า แนวโน้มกำไรของกลุ่มพลังงานยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากอุปทานในตลาดต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะกลับสู่ระดับก่อนสงคราม และหากราคาน้ำมันยังทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ บริษัทน้ำมันและก๊าซทั่วโลกอาจสามารถทำกำไรสะสมจากสงครามครั้งนี้ได้สูงถึง 234,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569

ผู้ชนะตัวจริง อารัมโก-รัสเซีย-บิ๊กออยล์ตะวันตก

Saudi Aramco คือผู้ที่ได้รับประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้ โดยคาดว่าจะสามารถทำกำไรจากสงครามได้สูงถึง 25,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หากราคาน้ำมันเฉลี่ยยังทรงตัวอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นส่วนเพิ่มจากกำไรปกติของบริษัทที่สูงอยู่แล้ว โดยยักษ์พลังงานที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แห่งนี้ ทำกำไรเฉลี่ยได้ถึง 250 ล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงปี 2559-2566

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียยังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการชะลอและขัดขวางความพยายามแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีโลกมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ฟากฝั่งรัสเซีย บริษัทพลังงานรายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Gazprom, Rosneft และ Lukoil มีแนวโน้มทำกำไรรวมจากสงครามอิหร่านได้ราว 23,900 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่รายได้จากการส่งออกน้ำมันของรัสเซียในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 840 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ตามข้อมูลของ Centre for Research on Energy and Clean Air ซึ่งสะท้อนว่า สงครามครั้งนี้กำลังเติมทรัพยากรทางการเงินก้อนใหญ่ให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในการเดินหน้าทำสงครามในยูเครน

ขยับมาทางฝั่งตะวันตก ExxonMobil มีแนวโน้มทำกำไรจากสงครามได้ราว 11,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หากราคาน้ำมันยังยืนอยู่ในระดับสูง ขณะที่ Shell จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 6,800 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่สงครามปะทุ ExxonMobil เพิ่มขึ้น 118,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน Shell เพิ่มขึ้น 34,000 ล้านดอลลาร์

ด้าน Chevron มีแนวโน้มทำกำไรลาภลอยจากสงครามอิหร่านได้ราว 9,200 ล้านดอลลาร์ โดยที่น่าจับตาคือ ไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ซีอีโอของบริษัท ได้เทขายหุ้น Chevron ที่ตนถืออยู่ มูลค่ารวม 104 ล้านดอลลาร์ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้บริหารกำลังเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับผลประกอบการของบริษัท

ภาระตกสู่ผู้บริโภค-รัฐสูญรายได้-เงินเฟ้อเร่งตัว

กำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงานเกิดขึ้นจากต้นทุนที่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก ประชาชนต้องจ่ายราคาที่สูงขึ้นในการเติมเชื้อเพลิงและใช้ไฟฟ้า ขณะที่ธุรกิจต้องเผชิญค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นตาม

หลายสิบประเทศต้องลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อิตาลี บราซิล และแซมเบีย แต่มาตรการดังกล่าวทำให้รัฐมีรายได้ลดลง ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการสาธารณะ

ในยุโรป ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นแล้ว 22,000 ล้านยูโรนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ส่งผลให้รัฐมนตรีคลังของเยอรมนี สเปน อิตาลี โปรตุเกส และออสเตรีย เรียกร้องให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอย พร้อมระบุในจดหมายวันที่ 4 เมษายนว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยจัดหาเงินเพื่อบรรเทาภาระให้กับผู้บริโภค และควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐ

ทางเลือกเชิงนโยบาย ภาษีลาภลอย-เร่งพลังงานหมุนเวียน

แรงกดดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอ เพื่อ "ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสงครามจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม" ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า วิกฤตครั้งนี้คือภาพสะท้อนของต้นทุนเชิงโครงสร้างจากการที่โลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ฟาตีห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า สงครามอิหร่านครั้งนี้คือ "ช็อกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานโลก" ด้านไซมอน สตีล (Simon Stiell) จากสหประชาชาติ เตือนว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ พร้อมกับผลักต้นทุนให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พลังงานหมุนเวียนสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้ เพราะ "แสงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเส้นทางขนส่งที่เปราะบาง"

ข้อมูลชี้ว่า ประเทศที่เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสามารถลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรสามารถหลีกเลี่ยงการนำเข้าก๊าซมูลค่าถึง 1,000 ล้านปอนด์ในเดือนมีนาคม ด้วยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และในช่วงปี 2553-2568 พลังงานลมเพียงอย่างเดียวได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคไปแล้วราว 100,000 ล้านปอนด์

ในเชิงโครงสร้าง อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซยังคงทำกำไรเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และยังได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากรัฐทั่วโลกสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2565 ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเศรษฐกิจโลกยังคงผูกติดกับฟอสซิลต่อไป ระบบพลังงานของโลกก็จะยังคงเปราะบางต่อความขัดแย้งในทุกรูปแบบ

แพทริก กาเลย์ (Patrick Galey) จาก Global Witness ระบุว่า วิกฤตระดับโลกมักจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นกำไรมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ขณะที่ประชาชนคือผู้แบกรับต้นทุนที่แท้จริง ด้านเจส ราลสตัน (Jess Ralston) ชี้ว่า การลงทุนในเทคโนโลยีที่มุ่งสู่เป้าหมาย net zero คือหนทางเดียวที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ขณะที่เบธ วอล์กเกอร์ (Beth Walker) เสนอให้ใช้ภาษีลาภลอยเป็นเครื่องมือเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ด้านมาเรีย ปัสตูโควา (Maria Pastukhova) จาก E3G เตือนว่า ตราบใดที่ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ ประเทศผู้นำเข้าพลังงานก็จะยังคงเสี่ยงต่อช็อกราคาในตลาดโลกอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าน้ำมันและก๊าซเหล่านั้นจะมาจากแหล่งใดก็ตาม

ที่มา: The Guardian

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...