บ้านปู เดินหน้าลงทุน BESS รับดีมานด์ AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ ขยาย 8 โครงการ ใน 4 ประเทศ
บ้านปู เดินหน้าลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) รับเทรนด์พลังงานโลกยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์โตแรง ชู Power+ เสริมความมั่นคงไฟฟ้า ขยาย 8 โครงการใน 4 ประเทศ กำลังผลิตรวมกว่า 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง พร้อมปักหมุดสหรัฐฯ เจาะตลาดพลังงานขนาดใหญ่ สร้างรายได้-เพิ่มเสถียรภาพระบบในระยะยาว
26 มีนาคม 2569 - นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นของระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในโครงสร้างพลังงานยุคใหม่
ปัจจุบันตลาด BESS ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เติบโตขึ้น 36% จากปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนรวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มพัฒนา โครงการ BESS ตั้งแต่ปี 2564 โดยเริ่มจากการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ก่อนทยอยขยายการลงทุนไปยังประเทศจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันบริษัทมีโครงการ BESS จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนา กระจายใน 4 ประเทศหลัก รวมกำลังการผลิตมากกว่า 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง และมีทิศทางขยายการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานสะอาดที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การขยายการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Energy Symphonics ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Power+ ซึ่งมุ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
ในลักษณะแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร ผสานการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน และพลังงานหมุนเวียน เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้ากลุ่มธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้บ้านปูมุ่งขยายธุรกิจ BESS ในตลาดที่เอื้ออำนวย ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตลาดไฟฟ้าที่เปิดเสรี และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ โดยในจีน บริษัทมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ที่ติดตั้ง BESS เพื่อบริหารการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีความผันผวนตามช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงในเวลากลางวัน
BESS จึงเข้ามาช่วยปรับสมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้กับความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดว่าโครงการ Jinhu Qianfeng จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ส่วนในออสเตรเลียโครงการ Wooreen และ โครงการ Kerang อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะเปิดดำเนินการครึ่งหลังของปี 2570
ขณะที่ในญี่ปุ่น บ้านปูก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้เล่นรายหลักระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ด้วยโครงการ Iwate Tono ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการ Aizu โครงการ Tsuno รวมถึง โครงการ Kamigumi-Tokyo ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571โดยโครงการ Kamigumi-Tokyo ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government)
โครงการทั้งหมดดำเนินงานในรูปแบบตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) และสร้างรายได้จากการซื้อขายพลังงาน (Energy Arbitrage) การให้บริการในตลาดสมดุลพลังงาน (Balancing Market) และตลาดกำลังการผลิต (Capacity Market) พร้อมใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
นายสินนท์ กล่าวว่า โครงการ Megamouth ซึ่งเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบ้านปูในสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในเมืองฮิวสตัน หนึ่งในตลาด BESS ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศและเติบโตอย่างรวดเร็วโครงการมีขนาดกำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy และดำเนินงานในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT
โดยการลงทุนครั้งนี้ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าของบ้านปูในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า
โครงการสร้างรายได้จากการบริหารจัดการราคาพลังงานในแต่ละช่วงเวลา เช่น การซื้อไฟฟ้าในช่วงราคาต่ำและจำหน่ายในช่วงราคาสูง (Energy Arbitrage) และการให้บริการเสริมเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services)
อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบจากความสามารถในการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์อื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานของบ้านปู เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และธุรกิจซื้อขายพลังงาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานของแต่ละสินทรัพย์ เช่น การบริหารต้นทุนและสร้างรายได้ หรือการควบคุมความเสถียรของระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการพลังงานและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์และภาคธุรกิจ
“การขยายการลงทุนใน BESS ของบ้านปูในประเทศยุทธศาสตร์ต่าง ๆ คือก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโฟลิโอพลังงานของเราให้สอดรับกับเทรนด์พลังงานอนาคต เราเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาเสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์
อีกทั้งการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและขยายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน บ้านปูจึงมั่นใจว่าการลงทุนใน BESS ไม่เพียงตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว” นายสินนท์ กล่าว