"ฟิลิปปินส์" ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเป็นเวลา 1 ปี เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
เมื่อวานนี้ (อังคาร 24 มีนาคม) ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ก่อให้เกิด“ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา” ต่อเสถียรภาพพลังงานในประเทศอย่างรุนแรง บีบีซีระบุว่า ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน นับจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ที่ลุกลามเป็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและปกป้องเศรษฐกิจโดยรวม ภายใต้คำสั่งนี้ คณะกรรมการพิเศษที่ประธานาธิบดีเป็นประธาน จะกำกับดูแลการเคลื่อนย้าย จัดหาและกระจายเชื้อเพลิง อาหาร ยา ตลอดจนสินค้าและบริการจำเป็นอื่นๆให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การขนส่งสาธารณะ สาธารณูปโภคและสาธารณสุข -กระทรวงพลังงาน และบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ที่จำเป็น ผ่านขั้นตอนที่ง่ายขึ้น และให้ชำระเงินล่วงหน้าในจำนวนร้อยละ 15 ของมูลค่าสัญญาได้ เพื่อรับประกันการส่งมอบตรงเวลา - เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้ดำเนินการกับผู้ที่กักตุน ค้ากำไรเกินควร และบิดเบือนอุปทานของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างเด็ดขาด -ประกาศภาวะฉุกเฉิน จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาหรือยกเลิกโดยประธานาธิบดี การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเอเชีย เนื่องจากน้ำมันและก๊าซเกือบ 90% ที่ขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือนี้ มีจุดหมายปลายทางในเอเชีย ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมัน 98% จากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์มีปริมาณสำรองเชื้อเพลิงเพียงพอประมาณ 45 วันที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือหลายอย่าง รวมถึงแจกเงิน 5 พันเปโซ (ประมาณ 2,700 บาท)ต่อคน ให้แก่คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง , จัดบริการรถโดยสารฟรีแก่นักเรียนและคนงานในบางเมือง และให้ข้าราชการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อประหยัดพลังงาน แต่รัฐบาลประธานาธิบดีมาร์กอส ถูกสมาชิกวุฒิสภาหลายคนวิจารณ์ว่า ขาดการประสานงานและตอบสนองในระดับ "ภาวะฉุกเฉิน" ต่อปัญหาราคาสินค้าที่ครอบครัวชาวฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอยู่ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่รัฐมนตรีพลังงานแถลงว่า ฟิลิปปินส์วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินชั่วคราว เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้า เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประชากร 116 ล้านคน พึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 60% อยู่แล้ว