โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อภิปรายซัดรัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำน้ำมันขาดแคลน-ค่าไฟพุ่ง ชี้เป้าแก้ปัญหา น้ำมันลดทันที 9 บาท/ลิตร

Thai PBS

อัพเดต 34 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

‘อดีต รมว.คลัง’ อภิปราย สะท้อนวิกฤตพลังงาน จี้ รัฐบาลเลิกอ้างสงครามตะวันออกกลาง ชี้ ไทยมีโรงกลั่น-น้ำมันสำรองพร้อม แต่ทำไมประชาชนยังต้องแย่งคิวเติมน้ำมัน แฉโครงสร้างราคาเอื้อนายทุน หวั่นค่าไฟพุ่งพฤษภาคมนี้ ขณะที่ ‘รอง หน.พรรคประชาชน’ แนะ รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ย้ำ ต้องทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

วันนี้ (25 มี.ค. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มี โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม มีวาระการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง วิกฤตพลังงาน

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง วิกฤตน้ำมัน โดยชี้ว่า น้ำมันเป็นเสมือน เส้นเลือดใหญ่ ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง

การพาประเทศไทยฝ่า วิกฤตโลกป่วน ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย จึงเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้

1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด

โดยมองว่า การทำงานของรัฐบาลภายใต้ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ที่มี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก

“อย่างวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ คุณพิพัฒน์กับคุณเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่น ๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค.”

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

นอกจากกลุ่มใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ ศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น การทำงานแบบเปิด เปิดหู เปิดใจ รับฟัง

อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัด ๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ สำนักงานพลังงานจังหวัด จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เอง และพิมพ์ค้นหา สำนักงานพลังงานจังหวัด ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 8.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบใน เพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา

เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น การจัดการวิกฤตแบบเปิด ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ

2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง

โดยเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยน คือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งเห็นว่า ความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ อุดหนุนแบบขั้นบันได โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง

นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถ อุดหนุนเฉพาะจุด ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ

วีระยุทธ ยังย้ำว่า ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่น ๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลดภาษีสรรพสามิต เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ ภาษีลาภลอย จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร

3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

โดยภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด เชื่อว่า โครงการปุ๋ยธงเขียว ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น ธงเขียวพลัส เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมาก ๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

“รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต”

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

อีกขาหนึ่งคือการแจก คูปองปุ๋ย ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้

วีระยุทธ จึงเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง”

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้หยิบยกประเด็นวิกฤตพลังงานขึ้นมาอภิปรายเช่นกัน โดยระบุว่า แม้สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกจริง แต่ความเดือดร้อนที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญอยู่ในระดับที่ “เทียบไม่ได้เลย” กับประเทศอื่น ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก การบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาล มากกว่าปัจจัยภายนอก

เปิด 4 ปมน้ำมันขาดแคลน-แฉไอ้โม่งกักตุน

กรณ์ยังตั้งคำถามว่า ในเมื่อนายกรัฐมนตรีเคยยืนยันว่า ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้อีก 100 วัน มีโรงกลั่นขนาดใหญ่ถึง 6 โรง และมีปั๊มน้ำมันกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ทำไมประชาชนยังต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปรับคิวเติมน้ำมันเพียง 400-500 บาท โดยสรุปปัญหาหลักเป็น 4 ข้อ

  • คลังไม่ส่งน้ำมัน : โดยคลังน้ำมันของโรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันในระดับที่เพียงพอให้กับปั๊มน้ำมัน ซึ่งมีชุดข้อมูลที่ย้อนแย้งกัน คือปริมาณการผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันและปริมาณการส่งที่ยังไม่ครบถ้วน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เพียงพอที่จะยืนยันว่า “ไอ้โม่ง” มีจริง แต่น่าตกใจที่รัฐบาลไม่มี Data หรือข้อมูลว่าน้ำมันไปตกอยู่ที่ใคร

  • โครงสร้างราคา 3 ตลาด : รัฐบริหารล้มเหลว ปล่อยให้ผู้ซื้อในตลาดขายส่งและน้ำมันเขียวประมง เข้ามาเบียดบังน้ำมันในตลาดของพี่น้องประชาชน ซึ่งความล้มเหลวของรัฐบาลคือไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้อในแต่ละตลาดอยู่ในตลาดของตนเอง ทำให้เกิดปัญหาความขาดแคลนในหมู่ประชาชนทั่วไป พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ที่ในอนาคตประชาชนต้องมาชดเชยหนี้ของกองทุนน้ำมันทั้งที่ตัวเองไม่ใช่ผู้ใช้น้ำมันนั้น แต่เป็นภาคอุตสาหกรรม

  • กองทุนน้ำมันขาดสภาพคล่อง : กองทุนฯ เป็นหนี้กว่า 20,000 ล้านบาท และ ครม. ยังไม่มีมติให้กู้ยืมเงินมาอุดหนุน ทำให้โรงกลั่นขาดเงินหมุนเวียนและลดการส่งน้ำมันให้ปั๊ม เพราะยิ่งทำให้ขาดสภาพคล่อง

  • ปล่อยโรงกลั่นฟันกำไรเกินควร : รัฐปล่อยให้โรงกลั่นกินส่วนต่างกำไรจากสต็อกน้ำมันราคาถูก และค่าการกลั่นที่สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า โดยผลักภาระให้ประชาชน

“การเป็นรัฐบาลรักษาการไม่ใช่คำอธิบายที่ดีพอ เพราะฉะนั้นจึงขอยืนยันว่า ด้วยข้อมูลหลักฐานทั้งหมด ประชาชนรับทราบแล้วว่าไอ้โม่งมีจริง แต่นายกรัฐมนตรียังบอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชน เกิดจากการกักตุนของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่เป็นเพราะรัฐบาลบริหารล้มเหลว โดยขอเรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้ เพราะสุ่มเสี่ยงที่ประชาชนจะสับสนหรือคิดเลยเถิดไปว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งนั้นเป็นพวกเดียวกัน”

กรณ์ จาติกวณิช

‘ประชาธิปัตย์’ เสนอทางออกทำได้ทันที ลดราคาน้ำมันลงลิตรละ 9 บาท

สำหรับเรื่องของราคา กรณ์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยมีข้อเสนอให้รัฐบาลไปแล้ว โดยขอนำมาย้ำอีกที คือ การที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปตรวจสต๊อกน้ำมันที่คลังน้ำมันและโรงกลั่นตั้งแต่แรก ปล่อยให้โรงกลั่นสามารถทำกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่มีราราคาถูกก่อนวิกฤตสงคราม โดยที่ผู้รับภาระนั้นคือประชาชน

นอกจากนั้นรัฐบาลยังปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันยังสามารถขายน้ำมันที่สูงกว่าระดับปกติถึง 3 เท่า ส่วนภาระปัญหาราคาน้ำมัน ขอส่งสัญญาณถึงรัฐบาลว่าขอให้ท่านเป็นผู้ริเริ่มการประหยัด การประหยัดจะนำไปสู่ความสามารถในการปรับลดภาษีให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้ภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเก็บจากพี่น้องประชาชนสำหรับน้ำมันดีเซลไม่เคยลดลงตลอดช่วง 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพูดถึงการลอยตัวน้ำมัน แล้วเหตุใดจึงยังไม่ลดให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งข้ออ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินนั้นก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกับประชาชนที่มีความต้องความจำเป็นต้องใช้เช่นเดียวกัน

“เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนต้องประหยัด รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม โรงกลั่นต้องมีส่วนร่วม ข้อเสนอคือ กำไรที่เป็นกำไรเกินควรช่วงก่อนหน้านี้ ควรแบ่งปันในรูปแบบของธรรมเนียมลาภลอยเข้ามาช่วยภาระประชาชนในกองทุนน้ำมัน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลให้ลดภาษีสรรพสามิต ทั้งสองข้อเสนอนี้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันทีลิตรละ 9 บาท มีผลมหาศาลกับพี่น้องประชาชน ที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที”

กรณ์ จาติกวณิช

เตือน 1 พ.ค. ค่าไฟพุ่งแน่! ชี้โครงสร้างเอื้อนายทุน

สำหรับประเด็นค่าไฟฟ้านั้น กรณ์ ยอมรับว่า ราคาแก๊ส LNG ในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 100% ส่งผลต่อค่า FT แน่นอนในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่คือ โครงสร้างการซื้อไฟฟ้า ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชนมีกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ต้นทุนแก๊สพุ่งสูงขึ้น

โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องเงื่อนไขกลไกตลาด และต้องช่วยกันในการลดการพึ่งพาแก๊สในอนาคตและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเซ็นสัญญาซื้อขายไฟระหว่างกันเองได้ เปิดเสรีในการลงทุนการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน

โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันทีก่อนที่ค่าไฟจะขึ้น คือ โครงสร้างการซื้อไฟของรัฐบาลที่ยังเอื้อให้กับนายทุนภาคเอกชนมีกำไรมากขึ้น ทุก ๆ ครั้งที่ต้นทุนค่าแก๊สเพิ่มขึ้น ซึ่งมีปัญหาที่สูตรของการคำนวณที่ทำให้ภาคเอกชนมีกำไรมากขึ้น

“ทุก ๆ รัฐบาลมีวิกฤตของตนเอง เรา(พรรคประชาธิปัตย์) ก็เคยมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ พรรคเพื่อไทยเคยมีวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ท่านประยุทธ์มีวิกฤตโควิด ส่วนวิกฤตของรัฐบาลนี้ ณ เวลานี้คือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ความหวังของพี่น้องประชาชนคือรัฐบาลจะไม่เอาวิกฤตมาเป็นข้ออ้าง แต่รัฐบาลจะมีวิธีในการบริหารจัดการเพื่อให้ประชาชน ไม่ต้องเดือดร้อนมากนักในช่วงที่มีวิกฤต เพราะฉะนั้น ขอวิงวอนให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขและออกมาพูดความจริงกับพี่น้องประชาชน”

กรณ์ จาติกวณิช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ภาพกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล ถูกถล่มจนพังจากขีปนาวุธ แท้จริงสร้างจาก AI

21 นาทีที่แล้ว

เช็กราคาน้ำมัน 26 มี.ค.2569 หลังประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาท/ลิตร

58 นาทีที่แล้ว

รัฐบาลจ่อออกมาตรการช่วย 5 กลุ่ม ขณะสภาฯ ถกด่วน “วิกฤตพลังงาน” (25 มี.ค. 69) I ตรงประเด็น

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มาตรการลดผลกระทบด้านพลังงาน(25 มี.ค. 69) I ตรงประเด็น

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...