โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แย้มค่าไฟงวดใหม่ 3.95 บ. SSP เตรียมได้อานิสงส์

ทันหุ้น

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 20.00 น.

#ค่าไฟฟ้า #ทันหุ้น – จับตาประชุม กกพ. วันนี้เคาะทางเลือกขึ้นค่าไฟหรือไม่ ด้านปลัดพลังงานแย้มอาจขยับเป็น 3.95 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่ออยู่ที่ 3.95 บาท เช่นกัน ชี้จะช่วยผ่อนคลายต้นทุนโรงไฟฟ้าได้บ้าง ด้าน SSP ชูมีพอร์ตพลังงานหมุนเวียนที่เกี่ยวกับ Ft ถึง 80 เมกะวัตต์ ลุ้นรับประโยชน์

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดถึงกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งมีการประชุมวันนี้ 25 มีนาคม เพื่อกำหนดค่าไฟฟ้างวดใหม่พฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ว่า มีความเป็นไปได้ที่ค่าไฟฟ้ารอบใหม่มีโอกาสขยับเพิ่มเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ในกรณีไม่ใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนำเงิน Claw Back ที่มีในมือ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 0.13 บาทต่อหน่วย เมื่อเทียบค่าไฟงวดปัจจุบันซึ่งอยู่ที่3.88 บาทต่อหน่วย

แต่อีกกรณีหนึ่งหากมีการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมดที่ปัจจุบันค้างอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งรูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้นเชื่อทางรัฐบาลใหม่คงจะมีการพิจารณาเพื่อทางแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนต่อไป

@เสียงแตกขึ้นค่าไฟ

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า หาก กกพ. กำหนดมติให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจะเป็นผลบวกต่อกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนรายได้อ้างอิงกับค่า Ft

อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังถือว่าอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานปัจจัยหลักที่ต้องติดตามคือต้นทุนราคาเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรการคำนวณค่า FT โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามหลักแล้วการปรับค่าไฟมีทางเลือก 3 ด้าน กรณีแรก คำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมดที่ปัจจุบันค้าอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ไม่ใช้หนี้ กฟผ. ทำให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย กรณีที่ 3 ไม่ใช้หนี้ กฟผ. และนำเงินหน่วยงานกำกับดูแลเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินที่เรียกว่า Claw Back ที่มีในมือ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะสูงกล่าวค่าไฟงวดปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้มุมมองนักวิเคราะห์คาดกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงสุดคือ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่เนื่องจากต้นทุนที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันความต้องการใช้ไฟฟ้าในไทยมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งบีบให้ต้องนำเข้าก๊าซที่มีราคาสูงขึ้นมาเป็นเชื้อเพลิงสำรอง ดังนั้นจึงปรับมุมมองความน่าสนใจของกลุ่มสาธารณูปโภคลงเป็นระดับกลาง

ด้านนายธันย์ จิระสิทธิกร นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า คาดการณ์ เชื่อว่า ทางกกพ. จะมีการเสนอตามหน้าที่ แต่สุดท้ายแล้วจะไม่มีการปรับราคาขึ้นจริง เนื่องจากที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แสดงจุดยืนไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า

ดังนั้นเมื่อไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูง จะส่งผลเสียต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งหมด แม้ว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะดูมีความน่าสนใจมากกว่าเล็กน้อยเพราะได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ภาพรวมก็ยังไม่ถือว่าโดดเด่นนัก

@ SSP ลุ้นได้ประโยชน์

นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงินบริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า หากมีการปรับขึ้นค่า FT จริง SSP จะได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบก๊าซ ขณะที่โรงไฟฟ้าหลายแห่งอิงรายได้จากค่าไฟฟ้าฐานบวกค่า FT

ปัจจุบัน SSP มีโรงไฟฟ้าในประเทศไทยที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับขึ้นค่า FT รวมประมาณ 80 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์ 40 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีก 40 เมกะวัตต์ โดยโครงการเหล่านี้เป็นรุ่นที่การอุดหนุนแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีการคำนวณรายได้จาก “ค่าไฟฟ้าฐาน + Ft” ซึ่งเมื่อค่า Ft ปรับตัวสูงขึ้น รายได้ในส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...