โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โชว์ไอเดียเปลี่ยนอุตสาหกรรม ชง 5 ข้อรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

The Better

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 02.00 น. • THE BETTER
‘ชนะ ภูมี’พร้อมชิงตำแหน่งประธานส.อ.ท.คนใหม่ โชว์แผนพัฒนาอุตสาหกรรมยกระดับการแข่งขัน  โดดลงช่วย SME หนุนกลกาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ชูคู่มือทางรอด 5 ข้อ  

นายชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หนึ่งในแคนดิเดตชิงประธานส.อ.ท.คนใหม่ เปิดเผยถึง การรับมือกับวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ว่า ขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งภาคพลังงาน โลจิสติกส์ ซึ่งมีหลายสินค้าเริ่มมีปัญหาซัพพลาย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มขาดแคลน เช่นเม็ดพลาสติก ของในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองหาแหล่งซัพพลายเชนใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

นอกจากนี้การสนับสนุน SME และอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการช่วยเหลือ เพราะหาก SME อยู่ไม่ได้ อุตสาหกรรมภาพรวมก็จะได้รับผลกระทบ รวมถึงต้องมีการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในพื้นที่เข้ากับการค้าขาย และใช้แนวคิด Longevity เพื่อดึงดูดกลุ่ม Talent หรือผู้มีศักยภาพจากต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่

การปรับเปลี่ยนนี้จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจปัจจุบันมีความลำบากมาก ซึ่งหากสภาอุตสาหกรรมไม่ปรับตัวและไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้สมาชิกได้ อุตสาหกรรมไทยอาจเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม

ทั้งนี้สิ่งที่ SME ควรเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น ประกอบไปด้วย1.การบริหารสภาพคล่องเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่เป็นเรื่องกระแสเงินสดในมือที่เตรียมไว้ให้พอใช้หมุนเวียนในช่วงวิกฤต วางแผนและปรับปรุงเป็นประจำ หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ธุรกิจจะสามารถประคองตัวได้นานเท่าใด ควรมองให้ครอบคลุม 6 เดือนข้างหน้า และมองอนาคตแบบเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด

2.ทบทวนค่าใช้จ่ายทุกรายการ ชะลอโครงการลงทุนที่ชะลอได้ออกไปก่อน เก็บเงินสดไว้สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ

3.บริหารการผลิต ปรับให้สอดคล้องกับตลาดที่หดตัว ปรับลดสต็อกวัตถุดิบหรือสินค้าให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้เงินจม ทั้งตลาดยังหดตัวจากเหตุเงินเฟ้อ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป การวางแผนผลิตต้องรัดกุม ผลิตตามที่ขายได้จริง เน้น SKU ที่หมุนเร็ว เพราะวัตถุดิบจะตึงตัว อาจขาดแคลน หายาก จึงต้องทำให้มีความคล่องตัวที่สุด

4.สื่อสารพูดคุยกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งฝ่าย supplier และลูกค้า ทุกฝ่ายต้องมีข้อมูลที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ช่วยกันคิดและหารือกำหนดทิศทางประคองให้ทุกฝ่ายรอดไปด้วยกัน ลดการแย่งซื้อกักตุน และทำให้ตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น ร่วมหารือกันบนข้อมูลจริงที่เป็นปัจจุบัน ปัญหาวัตถุดิบใดขาดแคลน ใครมีอะไรที่พอแบ่งปันได้ ทุกฝ่ายจะช่วยกันประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปด้วยกันได้อย่างไร ในช่วงวิกฤตความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้ามีค่าอย่างยิ่ง

5.ความร่วมมือในกลุ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จัดตั้งเวทีหารือร่วมกัน หรือ War Room เพื่อช่วยกันจัดเรียงปัญหาที่ประสบอยู่ร่วมกัน ปัญหาเหล่านั้นต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนอย่างไร แล้วเดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกันกับด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน อย่างเข้าใจข้อจำกัดซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตามหากภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือได้เร็วและตรงปัญหา จะเป็นแรงเสริมให้ผู้ประกอบการรับมือวิกฤตได้ดีขึ้น แม้จะมีความหวังให้รัฐบาลช่วยเหลือดูแล และมีมาตราการลดผลกระทบ เราจะไม่เพียงตั้งตารอ เพราะเวลาในช่วงนี้มีค่ามากๆ เราจะทำสิ่งที่สามารถทำได้เองไปด้วยคือ ประเมินสถานการณ์ และลงมือให้เร็วที่สุด

นายชนะ กล่าวว่า วิกฤตทุกครั้งมีทั้งคนรอดและคนล้ม อยู่ที่การเตรียมตัวพร้อมรับมือ สร้างภูมิคุ้มกันไว้ก่อน ใครคุยกับคู่ค้าได้ดีกว่า ใครกล้าพลิกสถานการณ์ได้เร็วกว่า โอกาสรอดสูงกว่า ขอให้ทุกคนผ่านช่วงนี้ไปได้ด้วยดี

นอกจากนี้ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลกที่ซัดเข้าหาประเทศไทยพร้อมกันหลายทิศ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สินค้าต่างชาติราคาถูกทะลักเข้าตลาดออนไลน์ หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมทุกวัน ถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนไทยต้องลุกขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยร่วมมือกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดใน นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม 5+1 และ "3 ทุน" เป็นรากฐานขับเคลื่อนจากภายใน ได้แก่

นโยบายที่ 1 : Smart Industry — "อัพเกรดโรงงานไทยสู่ยุคดิจิทัล" โรงงานไทยส่วนใหญ่ยังใช้เทคโนโลยีเก่า พึ่งพาแรงงานราคาถูกที่กำลังขาดแคลนมากขึ้นทุกปีจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย หากไม่เร่งปรับตัว ประเทศไทยเสี่ยงสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพที่ตามหลังคู่แข่ง เราพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อผลักดันให้โรงงานไทยเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Factory ด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ IoT เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้ได้ถึง 2 เท่า พร้อมกันนั้น เราพร้อมส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเครื่องจักรและซอฟต์แวร์สัญชาติไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และสนับสนุนให้ภาครัฐจัดตั้งโรงงานต้นแบบระดับชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการทดลองใช้เทคโนโลยีก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

นโยบายที่ 2 : Smart Market — "ปกป้องตลาดในประเทศ ขยายตลาดโลก" ภัยคุกคามอุตสาหกรรมไทยในวันนี้มาจากสองทิศพร้อมกัน ทิศแรกคือสินค้าต่างชาติด้อยคุณภาพทะลักเข้าตลาดทั้งในห้างและออนไลน์ ทิศที่สองคือ SME ไทยยังขาดโอกาสเชื่อมตัวเองเข้ากับห่วงโซ่การผลิตระดับโลกที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยเราจะเริ่มจากการแก้ปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดก่อน นั่นคือการปกป้องตลาดในประเทศ โดยสนับสนุนให้รัฐเร่งขยายการบังคับใช้มาตรฐาน มอก. ให้ครอบคลุมสินค้าที่ SME ไทยมีศักยภาพผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อกรองสินค้าไม่ได้มาตรฐานออกจากตลาด ทั้งที่ด่านศุลกากรและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม มาตรฐานใหม่จะไม่มีประโยชน์หากผู้ประกอบการรายเล็กยังไม่พร้อม ความร่วมมือกับรัฐในการส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ช่วยเหลือ SME ล่วงหน้าก่อนบังคับใช้มาตรฐานใหม่แต่ละรายการ เพื่อให้ทุกคนได้ปรับตัวทันโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อตลาดในประเทศมีความมั่นคงขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือ การสร้างรากฐานให้ SME ไทยเติบโตจากภายใน เราจะผลักดันให้รัฐส่งเสริมผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าทุนทดแทนการนำเข้า

ปัจจุบันไทยเสียเงินไปกับการนำเข้าสินค้าทุนกว่า 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี หากเราสามารถเปลี่ยนมาผลิตในประเทศได้สัก 30-50% จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้ถึง 10% ของ GDP

นอกจากการปกป้องตลาดในประเทศแล้ว เรายังพร้อมผลักดันให้รัฐเร่งขยายและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เนื่องจากปัจจุบันเครือข่าย FTA ของไทยยังน้อยกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สินค้าไทยแบกรับภาระภาษีที่สูงกว่าในตลาดเดียวกัน และเมื่อ SME ไทยมีสินค้าและมาตรฐานที่แข็งแกร่งพอแล้ว โอกาสถัดไปคือการเชื่อมพวกเขาเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เราจะสนับสนุนให้รัฐผลักดันนโยบายที่ให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยหันมาใช้สินค้าทุนและชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทยมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโรงงานของบริษัทใหญ่ แต่กระจายสร้างมูลค่าลงไปถึง SME ไทยในห่วงโซ่การผลิตอย่างแท้จริง

โอกาสนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในบริบทโลกปัจจุบัน ความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาค ทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน กำลังบังคับให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยง ไทยจึงอยู่ในจังหวะที่ดีที่สุดในรอบหลายทศวรรษในการดึงดูดการย้ายฐานการผลิตเหล่านี้ แต่การจะคว้าโอกาสนี้ได้ ไทยต้องไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทางของการลงทุน หากแต่ต้องเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในตัวเอง นโยบาย Smart Market ทั้งหมดนี้จึงทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสิ่งนั้น การที่ SME ไทยสามารถผลิตสินค้าทุนได้เองในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งเดียว มีมาตรฐานสินค้าที่เป็นที่ยอมรับ และเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทนานาชาติที่กระจายตัวมาลงทุน คือการสร้าง resilience ให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเติบโตในยามปกติ แต่รอดและยืนหยัดได้แม้ในยามที่ห่วงโซ่อุปทานโลกถูกพลิกคว่ำอีกครั้ง

นโยบายที่ 3 : Smart Funding — "ปลดล็อกเงินทุน ด้วยศักยภาพ ไม่ใช่หลักทรัพย์" ปัญหาเรื้อรังของ SME ไทยคือเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ทั้งที่ธุรกิจมีออเดอร์ในมือและมีประวัติการค้าที่ดี เพียงเพราะไม่มีที่ดินมาค้ำประกัน เราจะร่วมมือกับภาคการเงินเพื่อเปลี่ยนกติกาสินเชื่อจากการวัดที่ "สินทรัพย์" มาเป็น "ศักยภาพและข้อมูล" โดยนำประวัติธุรกรรมการค้าในระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นหลักฐานยื่นขอสินเชื่อแทนโฉนดที่ดิน เปลี่ยนระบบจากการวัดทรัพย์สินมาเป็นการวัดผลงานจริง และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแล SME ที่ติดหนี้เสียและถูกตัดออกจากระบบสินเชื่อ เราต้องร่วมมือกับรัฐในการจัดตั้ง ทีมผู้เชี่ยวชาญแก้ไขธุรกิจเฉพาะด้าน เพื่อลงพื้นที่ช่วยวิเคราะห์ต้นตอปัญหา ปรับโครงสร้างหนี้ หาตลาดใหม่ และวางแผนธุรกิจ โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือพา SME ที่มีฝีมือแต่สะดุดล้มให้กลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อปกติได้อีกครั้ง

นโยบายที่ 4 : Smart & Green Infrastructure — "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและโลจิสติกส์อัจฉริยะ" การแข่งขันในตลาดโลกวันนี้ไม่ได้วัดที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดที่ต้นทุนพลังงานและคาร์บอนด้วย โดยเฉพาะมาตรการของสหภาพยุโรปที่กำลังบังคับใช้ และบริษัทข้ามชาติที่กดดันผู้ผลิตในห่วงโซ่ให้ต้องใช้พลังงานสะอาด

ด้านพลังงานสะอาด เราจะผลักดันให้รัฐเปิดทางให้โรงงานและ SME เข้าถึงไฟฟ้าสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ผลิต (Direct PPA) และร่วมมือกับรัฐเพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Direct PPA

ด้านโลจิสติกส์ เราพร้อมสนับสนุนให้รัฐปลดล็อกกฎระเบียบที่ขัดขวางการเข้ามาของผู้ประกอบการเดินรถเอกชน และร่วมผลักดันระบบเชื่อมข้อมูลระหว่างรถ เรือ และราง แบบ Real-time เพื่อให้การขนส่งทุกรูปแบบทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ โดยในปัจจุบัน SJWD ร่วมกับธุรกิจพันธมิตร กำลังดำเนินโครงการนำร่องขนส่งทางรางเส้นทางสระบุรี–ขอนแก่น–แหลมฉบัง ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนามาตรฐานโลจิสติกส์ระดับชาติต่อไป

นโยบายที่ 5 : Smart Government — "รัฐที่คล่องตัว เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ไม่ใช่อุปสรรค" กฎหมายและระเบียบราชการที่ล้าหลังคือภาระซ่อนเร้นที่กัดกินต้นทุนและโอกาสของผู้ประกอบการทุกวัน การศึกษาพบว่าการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนอาจช่วยประหยัดต้นทุนให้ภาคเอกชนได้กว่า 1.3 แสนล้านบาทต่อปี เราจะทำงานร่วมกับรัฐเพื่อผลักดันสามเรื่องสำคัญ ได้แก่ การตัดกฎระเบียบล้าสมัยที่ซ้ำซ้อนออก การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาย่นระยะเวลาการอนุมัติใบอนุญาต รวมถึงรวมใบอนุญาตหลายฉบับให้เหลือฉบับเดียว และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของภาครัฐจาก "ผู้ออกใบอนุญาต" มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ที่มองผู้ประกอบการเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศ

และ + 1 คือ บวกด้วย PPPP - TH Model (Public Private People Partnership) ความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม

นโยบาย 3 ทุน "สร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน" นโยบาย 5+1 จะไม่เกิดผลจริงหากปราศจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ภาคเอกชนจึงเสนอให้ขับเคลื่อน "3 ทุน" ควบคู่กันไปเพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ

ทุนที่ 1 — ทุนมนุษย์ : "คนเก่ง ทักษะตรง พร้อมทำงานได้ทันที"

ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงไม่ใช่เรื่องผลิตบัณฑิตไม่พอ แต่เป็นเรื่องความไม่สอดคล้องระหว่างสิ่งที่สอนกับสิ่งที่โรงงานต้องการ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรตั้งแต่ต้น ผ่านรูปแบบที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล เช่น โครงการที่วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด ซึ่งภาคอุตสาหกรรมออกแบบหลักสูตร และรับประกันการจ้างงานทันที ผลลัพธ์คือนักศึกษาที่จบมา มีงานทำ 100% ทั้งนี้ และจะสนับสนุนให้รัฐขยายสิทธิลดหย่อนภาษีค่าฝึกอบรม เพื่อจูงใจให้บริษัทลงทุนพัฒนาคน และขยายระบบการฝึกทักษะเพื่อให้แรงงานในระบบเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ได้โดยตรงตลอดเวลา

ทุนที่ 2 — ทุนข้อมูล : "ข้อมูลฉลาด ลดคอร์รัปชัน สร้างโอกาส"

ประเทศไทยมีข้อมูลกระจัดกระจายตามหน่วยงานต่าง ๆ โดยไม่เชื่อมกัน เราจะสนับสนุนให้รัฐสร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ ตั้งแต่ข้อมูลการค้า การลงทุน ภาษี แรงงาน ไปจนถึงโลจิสติกส์ ให้ทำงานร่วมกันในลักษณะ "ลูกบาศก์ข้อมูล" ที่พลิกมุมมองได้รอบทิศ เพื่อลดการทุจริต ลดแรงเสียดทานในการทำธุรกิจ และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่มองไม่เห็นมาก่อน

ทุนที่ 3 — ทุนองค์กร : "ระบบที่เข้มแข็ง กลไกที่ทำงานได้จริง"

ความล้มเหลวของนโยบายในอดีตไม่ได้เกิดจากยุทธศาสตร์ผิดพลาด แต่เกิดจากหน่วยงานทำงานแยกส่วน ไม่มีเป้าหมายร่วมกัน และไม่มีใครรับผิดชอบภาพรวม ภาคเอกชนจึงพร้อมร่วมผลักดันให้มีคณะทำงานข้ามหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจได้จริง มีตัวชี้วัดร่วมที่วัดผลลัพธ์ทั้งระบบ เช่น สัดส่วนสินค้าท้องถิ่นในโครงการลงทุนต่างชาติและต้นทุนโลจิสติกส์ต่อขนาดเศรษฐกิจ พร้อมระบบรายงานผลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากภายนอก

กลไกที่ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดนี้คือโมเดล PPPP — เอกชนนำหน้า รัฐอำนวยสะดวก ประชาชนได้ประโยชน์จริง โดยกำหนดบทบาทของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น "หัวรถจักร" ที่ลงมือก่อน ลงทุนก่อน โดยไม่รอรัฐ และชักนำ SME ในห่วงโซ่ผลิตให้ปรับตัวตาม ภาครัฐเปลี่ยนบทบาทมาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ที่ปลดล็อกกฎระเบียบ สนับสนุนนโยบาย และสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรม ส่วนภาคประชาชนและชุมชนคือ "หุ้นส่วน" ที่ต้องได้รับประโยชน์จริงและจับต้องได้ ทั้งในแง่การจ้างงาน รายได้ และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นของทุกคน ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ โมเดลนี้ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่พิสูจน์แล้วจากโครงการ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ที่ภาคเอกชนลงมือร่วมกันโดยไม่รองบประมาณ สามารถลดการนำเข้าถ่านหินได้ถึง 4 ล้านตัน มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท เปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน และสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน ยิ่งกว่านั้น อุปสรรคที่โครงการค้นพบในทางปฏิบัติยังกลายเป็นโจทย์ที่ภาคเอกชนพร้อมผลักดันให้รัฐแก้ไขในระดับชาติต่อไป ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทุนองค์กรที่แข็งแกร่งควรทำได้ นั่นคือเรียนรู้จากการลงมือจริง แล้วแปลงบทเรียนนั้นให้กลายเป็นนโยบายที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตามนโยบาย 5+1 และ 3 Capitals คือข้อเสนอที่ออกแบบให้ทำงานเสริมกันเป็นระบบ พร้อมร่วมทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยจากฐานแรงงานราคาถูก สู่ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มาตรฐาน และความสามารถที่แท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...