เปิดเอกสารขุดลอก "เวียงหนองหล่ม" จ.เชียงราย ถอดบทเรียนการพัฒนา "ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ"
เมื่อการขุดลอกเวียงหนองหล่มเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ 8 บ่อ และไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ได้เป็นพื้นที่ป่าหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามการให้ข้อมูลของ กรมชลประทาน ที่ให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569
ไทยพีบีเอสภาคเหนือ สัมภาษณ์พิเศษ “สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา” นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ถึงช่องโหว่ กฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่เกิดขึ้น เพื่ออนุรักษ์ หรือป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณมหาศาล เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะใน "พื้นที่ชุมน้ำ"
ความเข้าใจคุณค่าพื้นที่ชุ่มน้ำ
สมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งแรกไม่ว่าจะพัฒนาโครงการใดๆในพื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องความเข้าใจพื้นที่ชุ่มน้ำคืออะไร และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง หน่วยงาน หรือสังคมไทย มีความเข้าใจน้อยมาก เข้าใจเพียงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำ คือพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วพื้นที่ชุ่มน้ำมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน้ำท่วมถึง โครงการพัฒนาต่างๆเมื่อไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบตามมา จากการขาดข้อมูล หรือความรู้ในอดีตกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
พื้นที่ชุมน้ำในประเทศไทย ในเรื่องนโยบาย มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2540เรื่องการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ คำนึงถึงคุณค่าและความสำคัญของมติคณะรัฐมนตรี หลักการในการคุ้มครองโดยมติคณะรัฐมนตรี
สมเกียรติ ย้ำว่า การขุดลอกเวียงหนองหล่ม ถือว่าเป็นการละเลยแนวทางการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้มติคณะรัฐมนตรี ที่เล็งเห็นคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ คุณค่าวิถีชีวิตของประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเกิดโครงการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
การขุดลอกพื้นที่ชุ่มน้ำต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่?
สมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่เข้าใจผิดการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ถ้าจะต้องทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจะต้องทำเฉพาะพื้นที่ป่า ตามกฎหมายป่าอนุรักษ์ แต่ความเป็นจริงพื้นที่ชุ่มน้ำถือว่ามีคุณค่าเพียงไม่ได้อยู่เงื่อนไขด้านกฎหมายการอนุรักษ์ แต่อยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุสัญญาแรมซาร์ เป็นเจตนารมณ์การปกป้องสภาพนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ และยับยั้งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำระดับท้องถิ่น ถึงระดับโลก ประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำจะต้องถูกคุ้มครองด้วยมติ ครม.เมื่อปี 2540
ผมคิดว่าต้องมีการทบทวนนโยบายการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในอนาคต ต้องมีเงื่อนไขในการพัฒนา ภายใต้หลักการใช้ประโยชน์และการดูแลรักษา
บทเรียนสำคัญการขุดลอกเวียงหนองหล่ม ขณะนี้พื้นที่ชุ่มน้ำได้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่แหล่งน้ำโดยธรรมชาติ ยังมีความหวังอยู่ว่าอนาคตจะต้องทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแนวทางการฟื้นฟูจะต้องตามมา หากไม่ฟื้นฟูเวียงหนองหล่มจะไม่เหลือสภาพความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอีกเลย สมเกียรติ กล่าว
เปิดข้อมูลกรมชลประทานโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย
สำหรับโครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย ข้อมูลจากกรมชลประทาน ระบุถึงความเป็นมาเวียงหนองหล่มเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 14,091ไร่ ครอบคลุม 4ตำบล ใน อ.แม่จัน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีพื้นที่รับน้ำฝน 187ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำเฉลี่ยแต่ละปี 72ล้าน ลบ.ม. โดยน้ำจะไหลลงไปยังแม่น้ำลัว 60ล้าน ลบ.ม.กักเก็บได้เพียง 8ล้าน ลบ.ม.
เวียงหนองหล่มเกิดการสะสมตะกอนดินและปัญหาวัชพืชปกคลุมบริเวณกว้าง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ
กรมชลประทานได้ประชุมร่วมกับ คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ได้ร่วมประชุมระดับจังหวัดและลงพื้นที่สำรวจภูมิประเทศกับ อปท.และผู้นำชุมชน เพื่อพิจารณากรอบดำเนินงาน
ข้อมูลจากกรมชลประทาน ระบุถึงแผนแม่บทโครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ (กรมชลประทาน) การดำเนินการปี 2565-2568ด้วยงบประมาณ 886.50ล้านบาท โดยมีกิจกรรม ดังนี้
1.การขุดลอกตะกอนดิน พื้นที่ 2,000ไร ปริมาณดินขุด 12ล้าน.ลบ.ม.
2.ก่อสร้างอาคารระบายน้ำจำนวน 2แห่ง
3.การก่อสร้างฝายทดน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ ความยาว 11กิโลเมตร
4.ขุดลอกแม่น้ำลัว ความยาว 16.2กิโลเมตร
5.สร้างอาคารอัดน้ำกลางคลองและอาคารประกอบ
6.ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและท่อลอดถนน จำนวน 8แห่ง
เอกสารในโครงการฯ ยังระบุถึงหนังสือเลขที่ ผสล.บก.2030ลงวันที่ 20กันยายน 2564 ”การแจ้งตรวจสอบสถานด้านสิ่งแวดล้อม โครงการแก้มลิงเวียงหนองหล่มระบุว่า
พื้นที่มิได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 A หรือ 1B จึงเป็นโครงการไม่ต้องจัดทำรายงานทางด้านสิ่งแวดล้อมใดๆ
ความเป็นแผนพัฒนาเวียงหนองหล่มภาพรวมแผน 5 ด้าน ก่อนถูก ครม.ปัดตก มีเพียงแผนการขุดด้านเดียว
สำหรับความเป็นมาของโครงการฯ ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สทนช. ระบุโครงการฯเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีข้อสั่งการให้ สนทช.และจังหวัดเชียงราย ร่วมกันขับเคลื่อนดำเนินงานพัฒนาเวียงหนองหล่มให้ครอบคลุมทุกมิติ
ปี 2564ตั้งคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง (26ม.ค.64) คณะทำงานฯกำหนดแผนอนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟู จำนวน 5ด้าน 39โครงการ งบประมาณ 3,024ล้านบาท
คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มีมติเห็นชอบ “กรอบแผนพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ด้านทรัพยากรน้ำเป็นโครงการสำคัญ โดยเร่งรัดจัดทำกรอบแผนด้านทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมสมบูรณ์ทุกมิติ ก่อนเสนอ กทช.(11มิ.ย.64)
คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง (18ส.ค.64) เห็นควรเพิ่มเติมแผนโครงการฯ เชื่อมโยงแหล่งน้ำโดยรอบเวียงหนองหล่ม และเห็นควรให้คณะทำงานฯปรับปรุงรายละเอียดโครงการในแผนอนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม และ เสนอเป็นแผนหลักการพัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม
ศึกษาจัดทำแผนหลัดการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่มทุกมิติ และสอดคล้องกับแผนจัดการน้ำ 20ปี (23ก.ย.64) โดย สทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปี 2565คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง เห็นชอบ ในหลักการร่างแผนฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและยืนยันในร่างแผนหลัก
ร่างแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย ได้รับความเห็นชอบในหลักการคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง เมื่อ 20ก.ย.2565และยืนยันแผนตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และร่างแผนฯดังกล่าว ผ่านการพิจารณาคณะอนุกรรมการน้ำจังหวัดเชียงราย เมื่อ 7พ.ย.2565และผ่านความเห็นชอบ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ เมื่อ 14พ.ย.65
ได้ผ่านการพิจารณา คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์พื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง 30พ.ย.2565 และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อ 28ธ.ค.2565
เมื่อเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี โครงการฯไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี และกรมชลประทานได้เสนองบประมาณตรง ทำให้โครงการดังกล่าวมีเพียง 1ด้าน คือการขุดลอกและพัฒนาระบบส่งน้ำ ไม่มีด้านอื่นๆโดยเฉพาะการฟื้นฟู
“เวียงหนองหล่ม” อาจเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของแผนการพัฒนาในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่อาจขาดแผนรอบด้านในการพัฒนาและการอนุรักษ์ไปพร้อมๆกัน
ที่สำคัญพื้นที่รอบเวียงหนองหล่มไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ยังเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับการสร้างเมืองก่อนยุคล้านนา มีแหล่งโบราณสถานโดยรอบมากกว่า 77 แหล่ง อีกชื่อของพื้นที่นี้จึงชื่อว่า “เวียงหนองล่ม” ตามตำนานบ้านเมืองล่มสลายกลางเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่
อ่านเพิ่มเติม : ขุดลอก “เวียงหนองหล่ม” หวังได้แค่น้ำ-ปิดโครงการผลกระทบถ้วนหน้า "คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม" www.thaipbs.or.th/news/content/503631
รายพิเศษ : โกวิทย์บุญธรรม ไทยพีบีเอสภาคเหนือ