โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงสกัดติงคุมส่งออกปาล์ม ชาวสวนฮึ่มรัฐทำราคาร่วงเจอประท้วง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 07.19 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 07.31 น.

ชาวสวนปาล์มโวยรัฐคุมส่งออกปาล์มน้ำมัน ทำตลาดปั่นป่วน เปิดช่องพ่อค้า-โรงสกัด กดราคารับซื้อ หวั่นราคาร่วงจากที่ได้อยู่ 9.10 บาท/กก. ชงรัฐประกาศให้ชัดแผนบริหารปาล์มทั้งระบบ ปริมาณทำ “ไบโอดีเซล-ส่งออก” เท่าไหร่ พร้อมชดเชยน้ำมันปาล์มขวดสำหรับกลุ่มเปราะบาง ขู่ถ้าราคาร่วงแรง ได้เห็นประท้วงแน่ ขณะที่โรงสกัดเตือนระวังเสียสมดุล ชี้ B20 ต้องใช้ “เมทานอล” ตอนนี้แพงแถมขาดตลาดเช่นกัน

จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศสอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน รวมถึงเป็นการสำรองวัตถุดิบพลังงานภายในประเทศ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กัน โดยกรมจะรักษาระดับราคาผลปาล์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือความผันผวนของราคา เพื่อให้เกษตรกรยังคงมีรายได้จากราคาผลปาล์มอย่างเป็นธรรม และลดความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง

สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่า จะมีผลผลิต 21.87 ล้านตัน สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ 3.94 ล้านตัน โดยล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือ 0.371 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ

นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ และกรรมการในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มรับซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 9.10 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตออกน้อย แต่กังวลว่าราคามีสิทธิปรับลงแรง จากนโยบายของรัฐบาลที่ควบคุมการส่งออกและการใช้ในประเทศไม่มีความชัดเจน โดยการควบคุมการส่งออก CPO อาจจะส่งผลให้พ่อค้า โรงสกัด และโรงกลั่นใช้เป็นเหตุผลกดราคารับซื้อ เพราะกังวลสต๊อกค้างและระบายสินค้าไม่ได้

แม้หลายฝ่ายมองว่า ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นจังหวะผลผลิตออกมาก แต่เกษตรกรยืนยันว่า ปีนี้ผลผลิตไม่ได้พุ่งแรงเหมือนปีก่อน ขณะเดียวกัน ระบบยังขาดความชัดเจนเรื่องปริมาณการใช้ปาล์มน้ำมันในภาคพลังงาน ทั้ง B7, B10 และ B20 ว่าแต่ละเดือนจะใช้เท่าใด ซึ่งเกษตรกรประเมินว่า ผลผลิตเฉลี่ยที่เข้าสู่ระบบอยู่ที่ราว 280,000 ตันต่อเดือน ขณะที่การใช้จริงอยู่ที่ประมาณ 200,000 ตันต่อเดือน จึงต้องมีแผนบริหารสต๊อกและส่งออกที่แน่นอน

ดังนั้น เกษตรกรเสนอให้รัฐบาลเร่งทำใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ประกาศตัวเลขการใช้ไบโอดีเซลให้ชัดว่า แต่ละเดือนจะใช้ B7, B10และ B20 ปริมาณเท่าใด เพื่อให้ตลาดประเมินอุปสงค์ได้ 2.กำหนดปริมาณส่งออกที่ชัดเจน ไม่ใช่เปิดให้ขออนุญาตเป็นรายกรณี 3.หากกังวลราคาน้ำมันปาล์มขวดกระทบผู้บริโภค รัฐควรใช้วิธีอุดหนุนหรือชดเชยให้กลุ่มเปราะบางโดยตรง แทนการกดราคาปาล์มทั้งระบบ

นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเจอต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าแรงและปุ๋ย หากราคาปาล์มปรับลดลง จะกระทบรายได้ชาวสวนทันที จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนบริหารปาล์มน้ำมันทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว หากปล่อยให้ราคาปรับลงแรงโดยไร้มาตรการรองรับ เกษตรกรย้ำว่า มีโอกาสเกิดการรวมตัวประท้วงแน่นอน

นายกฤษดา ชวนะนันท์ นายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การกำหนดให้การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ต้องขออนุญาต ส่งผลในทางปฏิบัติ “ไม่ต่างจากการห้ามส่งออก” เพราะยังไม่มีรายละเอียดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ทั้งนี้ โครงสร้างตลาดปาล์มน้ำมันของประเทศไทย พึ่งพา 3 เสาหลัก ได้แก่ การบริโภคในประเทศ ไบโอดีเซล และการส่งออก ซึ่งปกติแต่ละส่วนรองรับประมาณ 1 ใน 3 แต่เมื่อ “ขาส่งออก” ถูกปิด ระบบทั้งห่วงโซ่จึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงเสียสมดุลทันที ส่วนมาตรการส่งเสริม B20 แม้เป็นความพยายามดูดซับอุปทานส่วนเกิน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาวัตถุดิบ คือ “เมทานอล” ที่มีต้นทุนสูงและขาดแคลนในตลาดโลก หลังหลายประเทศเร่งเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเช่นกัน ทำให้การขยาย B20 อาจไม่เกิดขึ้นได้เต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักของ CPO ของไทย คือ อินเดีย ตอนนี้ก็เริ่มรับรู้สถานการณ์แล้ว และมองว่าการต้องขออนุญาตส่งออกเท่ากับข้อจำกัดทางการค้า ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ “กดราคา” จากฝั่งผู้ซื้อ เนื่องจากผู้ขายไทยมีภาระต้องส่งมอบตามใบอนุญาต

“ปกติไทยจะส่งออก CPO ราว 1.2 ล้านตันต่อปี โดยกว่า 80% อยู่ในช่วงฤดูกาลผลผลิต (เมษายน-กรกฎาคม) แต่ปีนี้คำสั่งซื้อใหม่เริ่มชะงัก หากผลผลิตสูงตามคาดราว 22 ล้านตัน หรือคิดเป็น CPO ประมาณ 3.9 ล้านตัน แต่ไม่สามารถระบายผ่านการส่งออกและ B20 ได้ทัน อาจทำให้เกิดภาวะน้ำมันปาล์มล้นระบบได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรงสกัดติงคุมส่งออกปาล์ม ชาวสวนฮึ่มรัฐทำราคาร่วงเจอประท้วง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...