โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

YLG มองทองคำระยะยาวยังเป็นขาขึ้น ปัจจัยหนุนแกร่ง คงเป้าที่ 90,000 บาท

The Bangkok Insight

อัพเดต 14 เม.ย. เวลา 01.23 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. เวลา 01.23 น. • The Bangkok Insight

YLG มองทองคำระยะยาวยังเป็นขาขึ้น คงเป้าหมาย 5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 90,000 บาทต่อบาททองคำ ภายในไตรมาสที่ 4/2569

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวลักษณะแกว่งตัว เพื่อรอสัญญาณชัดเจนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าก่อนนี้จะประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์แต่ก็ไม่สามารถปฏิตามข้อตกลงได้ จึงทำให้ทองคำที่บวกรับข่าวดังกล่าวในตอนแรกต้องชะลอการปรับขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ นับตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 69 ซึ่งแม้โดยปกติทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มักจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง แต่ในครั้งนี้ราคาทองคำกลับตอบรับเชิงบวกต่อ "ข่าวการเจรจา" เนื่องจากตลาดประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เคยพุ่งสูงเริ่มคลี่คลาย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงประมาณ 0.3% ทันทีหลังการประกาศข่าว ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์มีความน่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยนักลงทุนบางส่วนได้โยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ทองคำมากขึ้น เพื่อเก็งกำไรในรอบใหม่ (Buy the Dip) หลังจากที่ราคาทองคำพักตัวลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า

ทั้งนี้ ในระยะที่มีความขัดแย้งทองคำจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวเนื่องจากนักลงทุนสลับทำกำไรกับสินทรัพย์อื่น แต่ระยะยาวยังมั่นใจว่าทองคำเป็นขาขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังมีความไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพนโยบายของสหรัฐ จึงคาดการณ์ว่าในปี 69 นี้ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายระดับ 5,824 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 90,000 บาท/บาททองคำ ภายในไตรมาสที่ 4/69 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (Real Yield) ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะช่วงการบริหารภายใต้ "โดนัลด์ ทรัมป์"

โดยอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้มองว่าทองคำยังเป็นขาขึ้น คือธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่ง J.P. Morgan และ Goldman Sachs ระบุว่าในปีนี้ความต้องการทองคำจากภาครัฐยังคงสูงเฉลี่ยถึง 190 ตัน/ไตรมาส เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ในระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแรงพยุงราคาไม่ให้ร่วงลงไปลึกแม้ในยามที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น

YLG จัดอันดับข้อมูลประเทศที่เข้าซื้อทองคำมากที่สุดในไตรมาส 1/2569 (ข้อมูลอัปเดตถึงสิ้นเดือนก.พ./ ต้นเดือนมี.ค.) ดังนี้

  • จีน รักษาความเป็นผู้นำการสะสมทองคำต่อเนื่อง โดยเดินหน้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน แม้ตัวเลขรายเดือนจะดูไม่เยอะ (ประมาณ 1-2 ตันต่อเดือน) แต่เป็นการซื้อแบบสะสมต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วนทองคำในเงินทุนสำรองให้ถึงเป้าหมาย 10% การสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 4,800 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ แล้วก็ตาม สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศยังคงให้น้ำหนักกับทองคำในฐานะ "ทองคำคือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าดอลลาร์" ในระยะยาว
  • อุซเบกิสถาน เป็นประเทศที่เข้าซื้อสูงสุดในช่วงต้นปี เพื่อสำรองมูลค่าสินทรัพย์ในประเทศ ในปริมาณประมาณ 9 ตัน (เฉพาะในเดือนมกราคม)
  • โปแลนด์ เข้าซื้อสะสมอย่างหนักต่อเนื่องมาจากปี 68 ที่ซื้อไปกว่า 80 ตัน โดยในปี 69 โปแลนด์ประกาศชัดเจนว่าจะเพิ่มสัดส่วนทองคำในสำรองเลี้ยงชีพสู่ระดับ 20-25% เพื่อเสริมเสถียรภาพความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ
  • อินเดีย เป็นกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Emerging Buyers) กลับมาเข้าซื้อแบบเป็นระยะ (Episodic Additions) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
  • มาเลเซีย เข้าซื้อในปริมาณประมาณ 3 ตัน เป็นการเพิ่มทองคำครั้งแรกตั้งแต่ปี 61
  • อินโดนีเซีย, เช็กเกีย และเซอร์เบีย เริ่มทยอยเข้าซื้อในลักษณะประปราย เฉลี่ยราวประเทศละ 1-2 ตัน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...