ตลาดหุ้นเอเชียดิ่ง รับข่าวเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านล่ม
น้ำมันพุ่ง-หุ้นร่วงทั่วเอเชีย กังวลสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ หลังเจรจาสันติภาพล้มเหลว
13 เม.ย. 2569 - CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปรับตัวลดลงในการซื้อขายวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์การปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากที่การเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้
ความล้มเหลวของการเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงอิสลามาบัด ได้จุดชนวนความกังวลอีกครั้งว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันดิบทยานขึ้นเมื่อวันอาทิตย์หลังจากที่การเจรจาสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง และสหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อปิดล้อมเส้นทางเดินเรือเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่าน
โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) พุ่งขึ้น 8.54% แตะที่ 104.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 23:45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.27% อยู่ที่ 102.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
มีรายงานจาก Wall Street Journal ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งตกลงหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์เพื่อแลกกับการที่เตหะรานยอมเปิดทางให้เรือแล่นผ่านช่องแคบได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยขู่ว่าจะทิ้งระเบิดทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่าน
ดัชนี Nifty 50 ของอินเดีย กลายเป็นดัชนีหลักในเอเชียที่ทำผลงานแย่ที่สุด โดยร่วงลงเกือบ 2%
ทางด้านดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ลดลง 1.09% ขณะที่ดัชนี Topix ลดลง 0.67% ส่วนดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ลดลง 1.26%
ในขณะที่ดัชนี Kosdaq ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มทุนจดทะเบียนต่ำกลับขยับขึ้น 0.26% ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน สำหรับออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 ปรับตัวลดลง 0.53%
ดัชนี CSI300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ ลดลงเล็กน้อย 0.12% ส่วนดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงเช้า โดยร่วงลงไป 1.22%
ทางฝั่งวอลล์สตรีทเมื่อคืนนี้ ดัชนี Dow Jones Industrial Average ล่วงหน้า ร่วงลง 517 จุด หรือ 1.1% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ล่วงหน้า ลดลง 1.1% และดัชนี Nasdaq 100 ล่วงหน้า ปรับตัวลดลง 1.2%
อ้างอิง : cnbc.com