โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จับชีพจร! เศรษฐกิจไทยเข้าโค้งสอง ‘เกษตร-บริการ-บริโภค’ กระอักนำ้มัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 06.57 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 02.55 น.

เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าไตรมาสสองของปี 2569 มาพร้อมกับความวิตกกังวลมากมาย ล้วนมาจากสาเหตุตั้งต้น สงครามในตะวันออกกลาง การลำเลียงสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ปริมาณน้ำมันดิบออกสู่ประเทศทั่วโลกน้อยลง ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้เป็นแรงกระเพื่อมกระทบไปทุกเป้าหมาย ที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่การส่งออกการลงทุน การท่องเที่ยว และการบริโภค หลุดเป้าหมายคาดการณ์พร้อมกัน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้พิษจากสงครามครั้งนี้ ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง ส่งผลต่อต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็นวิกฤตสองทาง ทั้งจากราคาสินค้าพลังงาน และการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.4% จากเดิมมองไว้ 1.8% ด้วยไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิม โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิสัดส่วนสูงถึง 8% ของจีดีพี และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง 12-13% ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation (สถานการณ์ที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ) เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น อาจเห็น 3.2% สร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านการขาดดุลใน 3 มิติได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

⦁ราคาน้ำมัน-ดีเซล ชี้จีดีพีโตต่ำ&ลบ

เจาะตรงถึงเศรษฐกิจไตรมาสสองปีนี้ ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยืนยันว่า ภาพยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไตรมาสสองจะติดลบ แต่มีโอกาสโตต่ำกว่าไตรมาสแรก คาดขยายตัวได้ 1-2% เพราะต้องติดตามราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในประเทศจะขึ้นอีกเท่าใด จะขึ้นอีก5-10 บาทต่อลิตรอีกมั้ย จากที่ขึ้นแล้ว 10 บาท รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในช่วงสงกรานต์และยอดจองนอกฤดูการท่องเที่ยว ที่สำคัญมาตรการของรัฐบาลใหม่จะประคองการใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระภาคธุรกิจได้มากน้อยอย่างไร หลักสำคัญคือต้องประคองสภาพคล่องของธุรกิจไว้ให้ได้ มีผลต่อรายได้และการจ้างงาน

“จีดีพีไตรมาสสองนี้ต้องให้ราคาน้ำมันนิ่งก่อน หากแตะ 100-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน กระทบจีดีพี 0.9% หากน้ำมันอยู่ช่วง 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และยืดเยื้อ 3 เดือน กระทบจีดีพี 0.4% จะกระทบต่อจีดีพีทั้งปี 2569 คาดการณ์ไว้ 2% อาจเหลือ 1-1.5% เฉพาะไตรมาสสองเชิงบวกน่าต่ำแต่ไม่ติดลบ” ธนวรรธน์กล่าว

⦁วิกฤตค่าครองชีพ-ต้นทุนผลิตทำGDPต่ำสุด5ปี

ขณะที่ อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ฟันธง “เศรษฐกิจไทย 2569 : วิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ทำ GDP ต่ำสุดในรอบ 5 ปี” โดยอธิบายไว้ 4 ประเด็น คือ

1.สามปัจจัยเสี่ยง: ราคาดีเซล ไฟฟ้า ปุ๋ย กดเศรษฐกิจไทยปี 2026 ต่ำสุดรอบ 5 ปี
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่เปราะบางต่อแรงกระแทกด้านพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูงเมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น ต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.15 จุดเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากดีเซลเพิ่ม 3 บาท ผลกระทบอาจสูงถึง -0.45 จุดเปอร์เซ็นต์ และหากเพิ่ม 5 บาท ผลกระทบอาจอยู่ที่ -0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งแรงกดดันจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากค่าไฟฟ้าและราคาปุ๋ยปรับสูงขึ้นพร้อมกัน เพราะจะซ้ำเติมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรในเวลาเดียวกัน โดยค่าไฟที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการผลิตและลดกำไรภาคธุรกิจ ขณะที่ปุ๋ยแพงจะกดรายได้เกษตรกรและเพิ่มต้นทุนการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับไปยังกำลังซื้อในประเทศและอัตราเงินเฟ้อ

ดังนั้น ในกรณีที่ราคาดีเซล ค่าไฟ และปุ๋ยปรับขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยย่อมมากกว่ากรณีน้ำมันอย่างเดียว และอาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2026 เสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะหากไม่มีมาตรการชดเชยจากภาครัฐเพียงพอ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจะ “ติดลบ” หรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่น เช่น การท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกด้วย

เมื่อลงรายละเอียดผลกระทบราคาน้ำมันดีเซลต่อ GDP ไทย พบว่า ราคาดีเซล 30-33 บาทต่อลิตร GDP หดตัว -0.4% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 1.3-1.5% ราคาดีเซล 33-35 บาทต่อลิตร GDP หดตัว -0.7% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 1.0-1.2% ราคาดีเซล 35-40 บาทต่อลิตร GDP หดตัว -1.5% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 ระดับ 0.2-0.7% ราคาดีเซล มากกว่า 40 บาทต่อลิตร GDP หดตัว มากกว่า 1.5% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 ติดลบ 1.0 ถึงบวกแค่ 0.1%

2.ไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569 ขยายตัวต่ำ
อัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในปี 2569 มีแนวโน้มผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในเชิงรายไตรมาส พบว่าผลกระทบจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า และราคาปุ๋ย จะทยอยส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง ไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเป็นช่วงที่แรงกดดันดังกล่าวปรากฏชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเป็นระยะที่ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอลง ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลกระทบสะสมถึงระดับสูงสุด ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ยังจำกัด ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ หรือมีความเสี่ยงเข้าใกล้ภาวะชะงักงัน (economic slowdown) มากที่สุดในปี

จำแนกเป็น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยรายไตรมาส ปี 2569 คาดหากราคาน้ำมันดีเซลที่ขึ้นสูงอย่างวันนี้ มากกว่า 40 บาทต่อลิตร จากจีดีพีไตรมาสแรก โต 0.2% จะติดลบ -0.8% -1.8% -1.5% ในไตรมาส 2, 3 และ 4 ตามลำดับ ทั้งปีจะติดลบ 0.1% แต่หากราคาดีเซลอยู่ช่วง 35-40 บาทต่อลิตร จีดีพีจะโต 1% และ 0.3% ในไตรมาส 1 และ 2 และติดลบ 0.5% ในไตรมาส 3 และ 0% ในไตรมาส 4 ทำให้ทั้งปีจีดีพีบวกแค่ 0.2%

3.ค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต : โจทย์หินของรัฐบาลใหม่
จากราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ควบคู่กัน โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลง อาจส่งผลต่อการเลิกจ้าง ซึ่งรายได้ของประชาชนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ มีความเสี่ยงที่หนี้ครัวเรือนอาจขยับเข้าใกล้ระดับ 90% ของ GDP ซึ่งจะยิ่งจำกัดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน และการปิดกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

4.มาตรการเร่งด่วนพยุงเศรษฐกิจ
ประกอบด้วย 1.ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : สนับสนุนรายได้เกษตรกรรายย่อย ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ อาจใช้กลไกโอนเงินตรงหรือบัตรคูปองสวัสดิการ 2.มาตรการดูแลราคาสินค้าจำเป็น : ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในระยะสั้น อย่างน้อย 3 เดือน ควบคู่กับการอุดหนุนต้นทุนบางส่วนให้ผู้ประกอบการ SMEs 3.ลดต้นทุนพลังงานที่ต้นทาง : ควรลดต้นทุนพลังงานตั้งแต่ต้นทาง เช่น ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า (Ft) ชั่วคราว การลดภาษีน้ำมัน มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้พร้อมกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรึงราคาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว 4.การดูแลราคาปุ๋ยและต้นทุนภาคเกษตร : การเพิ่มขึ้นของราคาปุ๋ยจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในวงกว้าง รัฐควรมีมาตรการเฉพาะ เช่น การอุดหนุนปุ๋ยแบบมุ่งเป้า การจัดซื้อรวมเพื่อลดต้นทุน หรือการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก สินค้าเกษตรเสี่ยงต้นทุนการผลิต คือ ข้าว ทุเรียน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น และ 5.การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท : ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าพลังงาน รัฐและธนาคารกลางควรร่วมกันดูแลความผันผวนของค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดแรงกดดันต่อราคานำเข้าและเงินเฟ้อ

⦁เหนื่อยทั้งแผ่นดิน ถึงขั้น‘วิบัติ’

กูรูด้านเศรษฐกิจอีกคน ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ชี้ถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปีนี้ เหนื่อยหมด ตั้งแต่รัฐบาล ธุรกิจ เกษตรกร ทำประมง ยิ่งนานวันจะส่งผลไปถึงครัวเรือน มองว่าเรากำลังเจอวิกฤตที่รุนแรงสุด มากกว่าวิกฤตใด ไม่ว่าจะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตต้มยำกุ้ง การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะทุกครั้งเรามีน้ำมันใช้เพียงพอ อาจมีราคาสูงขึ้น แต่รอบนี้ไม่มีน้ำมันเพียงพอ อีกทั้งลุกลามไปถึงวัตถุดิบ โภคภัณฑ์ หายากและตึงตัว หีบห่อภาชนะใส่ของมีไม่พอ จะผลิตของแล้วจะขายกันอย่างไร

เรื่องพลังงานไม่ได้มองว่าแรงแต่วิตกว่าปริมาณชอร์ต หากเรื่องนี้ลากยาว แค่เรื่องนี้กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเท่าวันนี้ก็ต้องใช้เวลาอย่างเร็วเกิน 6 เดือน แย่สุดก็น่าจะ 12 เดือน ดีเซลหากปล่อยลอยตัวจะยิ่งยุ่ง ทุก 1 บาทที่ลอยตัว กระทบขนส่ง 1.6% ซึ่งเป็นสัดส่วนต่อราคาสินค้าถึง 10% เมื่อของแพงจะกระทบต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) สูงขึ้น ซึ่งน้ำมันเป็นสัดส่วน 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อ และดีเซลยังเป็นต้นทุนแอบแฝงไปกับทุกสินค้าและบริการ ดีเซลยิ่งสูง เงินเฟ้อปีนี้อาจเห็น 2 หลัก อย่างน้อยสูงขึ้น 5-6% จากต้นปีเรามองไว้ 1% กระทบต่อการบริโภคหดตัว 4% จากเดิมบวก 2-5% ส่งออกแม้จะดีในช่วง 2 เดือนแรก แต่ตลาดตะวันออกกลางส่งออกเป็น 0% ที่ต่อปีเคยส่งออกเป็นมูลค่า 4 แสนล้านบาท ก็จะหายไป หากจะใช้เส้นทางอื่นส่งสินค้าแต่เจอต้นทุนขนส่งสูงเฉลี่ย 40-45% ผลักไปปลายทาง ลูกค้าจะรับได้แค่ไหน ภาคท่องเที่ยวจากน้ำมันแพง ต้นทุนเดินทางสูง คนระมัดระวังใช้จ่าย อาจมียอดไม่เข้าเป้า 35 ล้านคน การลงทุนโครงการเก่าอาจเดินหน้าบางส่วน แต่ของใหม่เชื่อว่าถูกเบรก จุดปลายไปจบที่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อหดตัวมากขึ้น ปีก่อนหดตัว 1% ปีนี้อาจเห็น 4%

“หากเจอน้ำมันลอยตัว 3 รอบ รอบละ 3-4 บาท รวมก็ 15-16 บาท ธุรกิจและคนไทยจะจมเงินไปกับน้ำมันแพงขึ้น ตอนนี้อาจมีเรื่องค่าเงินอ่อนตัวบ้าง และไม่ใช่ปีที่จะปรับขึ้นค่าแรงงาน จึงยังไม่เห็นสัญญาณเลิกจ้าง อีกอย่างคือผลการเลือกตั้งในประเทศ หากโมฆะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจอย่างหนัก เชื่อว่าไม่น่าจะเห็น ผมยังไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยลอยตัวพลังงาน น่าจะดูแลอยู่ และปรับบางช่วง พร้อมกับใช้มาตรการเก็บภาษีลาภลอย และเห็นด้วยที่จะดึงทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคเอกชน ในการเข้ามาแก้วิกฤตพลังงาน” ธนิตกล่าว

โดยธนิตทิ้งท้ายถึงนิยามเศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 2/2569 คำเดียว “เสี่ยงวิบัติ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับชีพจร! เศรษฐกิจไทยเข้าโค้งสอง ‘เกษตร-บริการ-บริโภค’ กระอักนำ้มัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...