จับชีพจร! เศรษฐกิจไทยเข้าโค้งสอง ‘เกษตร-บริการ-บริโภค’ กระอักนำ้มัน
เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าไตรมาสสองของปี 2569 มาพร้อมกับความวิตกกังวลมากมาย ล้วนมาจากสาเหตุตั้งต้น สงครามในตะวันออกกลาง การลำเลียงสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ปริมาณน้ำมันดิบออกสู่ประเทศทั่วโลกน้อยลง ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้เป็นแรงกระเพื่อมกระทบไปทุกเป้าหมาย ที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่การส่งออกการลงทุน การท่องเที่ยว และการบริโภค หลุดเป้าหมายคาดการณ์พร้อมกัน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้พิษจากสงครามครั้งนี้ ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง ส่งผลต่อต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็นวิกฤตสองทาง ทั้งจากราคาสินค้าพลังงาน และการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.4% จากเดิมมองไว้ 1.8% ด้วยไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิม โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิสัดส่วนสูงถึง 8% ของจีดีพี และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง 12-13% ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation (สถานการณ์ที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ) เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น อาจเห็น 3.2% สร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านการขาดดุลใน 3 มิติได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น
⦁ราคาน้ำมัน-ดีเซล ชี้จีดีพีโตต่ำ&ลบ
เจาะตรงถึงเศรษฐกิจไตรมาสสองปีนี้ ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยืนยันว่า ภาพยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไตรมาสสองจะติดลบ แต่มีโอกาสโตต่ำกว่าไตรมาสแรก คาดขยายตัวได้ 1-2% เพราะต้องติดตามราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในประเทศจะขึ้นอีกเท่าใด จะขึ้นอีก5-10 บาทต่อลิตรอีกมั้ย จากที่ขึ้นแล้ว 10 บาท รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในช่วงสงกรานต์และยอดจองนอกฤดูการท่องเที่ยว ที่สำคัญมาตรการของรัฐบาลใหม่จะประคองการใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระภาคธุรกิจได้มากน้อยอย่างไร หลักสำคัญคือต้องประคองสภาพคล่องของธุรกิจไว้ให้ได้ มีผลต่อรายได้และการจ้างงาน
“จีดีพีไตรมาสสองนี้ต้องให้ราคาน้ำมันนิ่งก่อน หากแตะ 100-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน กระทบจีดีพี 0.9% หากน้ำมันอยู่ช่วง 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และยืดเยื้อ 3 เดือน กระทบจีดีพี 0.4% จะกระทบต่อจีดีพีทั้งปี 2569 คาดการณ์ไว้ 2% อาจเหลือ 1-1.5% เฉพาะไตรมาสสองเชิงบวกน่าต่ำแต่ไม่ติดลบ” ธนวรรธน์กล่าว
⦁วิกฤตค่าครองชีพ-ต้นทุนผลิตทำGDPต่ำสุด5ปี
ขณะที่ อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ฟันธง “เศรษฐกิจไทย 2569 : วิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ทำ GDP ต่ำสุดในรอบ 5 ปี” โดยอธิบายไว้ 4 ประเด็น คือ
1.สามปัจจัยเสี่ยง: ราคาดีเซล ไฟฟ้า ปุ๋ย กดเศรษฐกิจไทยปี 2026 ต่ำสุดรอบ 5 ปี
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่เปราะบางต่อแรงกระแทกด้านพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูงเมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น ต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.15 จุดเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากดีเซลเพิ่ม 3 บาท ผลกระทบอาจสูงถึง -0.45 จุดเปอร์เซ็นต์ และหากเพิ่ม 5 บาท ผลกระทบอาจอยู่ที่ -0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งแรงกดดันจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากค่าไฟฟ้าและราคาปุ๋ยปรับสูงขึ้นพร้อมกัน เพราะจะซ้ำเติมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรในเวลาเดียวกัน โดยค่าไฟที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการผลิตและลดกำไรภาคธุรกิจ ขณะที่ปุ๋ยแพงจะกดรายได้เกษตรกรและเพิ่มต้นทุนการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับไปยังกำลังซื้อในประเทศและอัตราเงินเฟ้อ
ดังนั้น ในกรณีที่ราคาดีเซล ค่าไฟ และปุ๋ยปรับขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยย่อมมากกว่ากรณีน้ำมันอย่างเดียว และอาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2026 เสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะหากไม่มีมาตรการชดเชยจากภาครัฐเพียงพอ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจะ “ติดลบ” หรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่น เช่น การท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกด้วย
เมื่อลงรายละเอียดผลกระทบราคาน้ำมันดีเซลต่อ GDP ไทย พบว่า ราคาดีเซล 30-33 บาทต่อลิตร GDP หดตัว -0.4% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 1.3-1.5% ราคาดีเซล 33-35 บาทต่อลิตร GDP หดตัว -0.7% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 1.0-1.2% ราคาดีเซล 35-40 บาทต่อลิตร GDP หดตัว -1.5% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 ระดับ 0.2-0.7% ราคาดีเซล มากกว่า 40 บาทต่อลิตร GDP หดตัว มากกว่า 1.5% อัตราขยายตัว GDP ปี 2569 ติดลบ 1.0 ถึงบวกแค่ 0.1%
2.ไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569 ขยายตัวต่ำ
อัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในปี 2569 มีแนวโน้มผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในเชิงรายไตรมาส พบว่าผลกระทบจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า และราคาปุ๋ย จะทยอยส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง ไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเป็นช่วงที่แรงกดดันดังกล่าวปรากฏชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเป็นระยะที่ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอลง ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลกระทบสะสมถึงระดับสูงสุด ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ยังจำกัด ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ หรือมีความเสี่ยงเข้าใกล้ภาวะชะงักงัน (economic slowdown) มากที่สุดในปี
จำแนกเป็น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยรายไตรมาส ปี 2569 คาดหากราคาน้ำมันดีเซลที่ขึ้นสูงอย่างวันนี้ มากกว่า 40 บาทต่อลิตร จากจีดีพีไตรมาสแรก โต 0.2% จะติดลบ -0.8% -1.8% -1.5% ในไตรมาส 2, 3 และ 4 ตามลำดับ ทั้งปีจะติดลบ 0.1% แต่หากราคาดีเซลอยู่ช่วง 35-40 บาทต่อลิตร จีดีพีจะโต 1% และ 0.3% ในไตรมาส 1 และ 2 และติดลบ 0.5% ในไตรมาส 3 และ 0% ในไตรมาส 4 ทำให้ทั้งปีจีดีพีบวกแค่ 0.2%
3.ค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต : โจทย์หินของรัฐบาลใหม่
จากราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ควบคู่กัน โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลง อาจส่งผลต่อการเลิกจ้าง ซึ่งรายได้ของประชาชนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ มีความเสี่ยงที่หนี้ครัวเรือนอาจขยับเข้าใกล้ระดับ 90% ของ GDP ซึ่งจะยิ่งจำกัดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน และการปิดกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
4.มาตรการเร่งด่วนพยุงเศรษฐกิจ
ประกอบด้วย 1.ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : สนับสนุนรายได้เกษตรกรรายย่อย ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ อาจใช้กลไกโอนเงินตรงหรือบัตรคูปองสวัสดิการ 2.มาตรการดูแลราคาสินค้าจำเป็น : ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในระยะสั้น อย่างน้อย 3 เดือน ควบคู่กับการอุดหนุนต้นทุนบางส่วนให้ผู้ประกอบการ SMEs 3.ลดต้นทุนพลังงานที่ต้นทาง : ควรลดต้นทุนพลังงานตั้งแต่ต้นทาง เช่น ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า (Ft) ชั่วคราว การลดภาษีน้ำมัน มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้พร้อมกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรึงราคาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว 4.การดูแลราคาปุ๋ยและต้นทุนภาคเกษตร : การเพิ่มขึ้นของราคาปุ๋ยจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในวงกว้าง รัฐควรมีมาตรการเฉพาะ เช่น การอุดหนุนปุ๋ยแบบมุ่งเป้า การจัดซื้อรวมเพื่อลดต้นทุน หรือการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก สินค้าเกษตรเสี่ยงต้นทุนการผลิต คือ ข้าว ทุเรียน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น และ 5.การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท : ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าพลังงาน รัฐและธนาคารกลางควรร่วมกันดูแลความผันผวนของค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดแรงกดดันต่อราคานำเข้าและเงินเฟ้อ
⦁เหนื่อยทั้งแผ่นดิน ถึงขั้น‘วิบัติ’
กูรูด้านเศรษฐกิจอีกคน ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ชี้ถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปีนี้ เหนื่อยหมด ตั้งแต่รัฐบาล ธุรกิจ เกษตรกร ทำประมง ยิ่งนานวันจะส่งผลไปถึงครัวเรือน มองว่าเรากำลังเจอวิกฤตที่รุนแรงสุด มากกว่าวิกฤตใด ไม่ว่าจะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตต้มยำกุ้ง การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะทุกครั้งเรามีน้ำมันใช้เพียงพอ อาจมีราคาสูงขึ้น แต่รอบนี้ไม่มีน้ำมันเพียงพอ อีกทั้งลุกลามไปถึงวัตถุดิบ โภคภัณฑ์ หายากและตึงตัว หีบห่อภาชนะใส่ของมีไม่พอ จะผลิตของแล้วจะขายกันอย่างไร
เรื่องพลังงานไม่ได้มองว่าแรงแต่วิตกว่าปริมาณชอร์ต หากเรื่องนี้ลากยาว แค่เรื่องนี้กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเท่าวันนี้ก็ต้องใช้เวลาอย่างเร็วเกิน 6 เดือน แย่สุดก็น่าจะ 12 เดือน ดีเซลหากปล่อยลอยตัวจะยิ่งยุ่ง ทุก 1 บาทที่ลอยตัว กระทบขนส่ง 1.6% ซึ่งเป็นสัดส่วนต่อราคาสินค้าถึง 10% เมื่อของแพงจะกระทบต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) สูงขึ้น ซึ่งน้ำมันเป็นสัดส่วน 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อ และดีเซลยังเป็นต้นทุนแอบแฝงไปกับทุกสินค้าและบริการ ดีเซลยิ่งสูง เงินเฟ้อปีนี้อาจเห็น 2 หลัก อย่างน้อยสูงขึ้น 5-6% จากต้นปีเรามองไว้ 1% กระทบต่อการบริโภคหดตัว 4% จากเดิมบวก 2-5% ส่งออกแม้จะดีในช่วง 2 เดือนแรก แต่ตลาดตะวันออกกลางส่งออกเป็น 0% ที่ต่อปีเคยส่งออกเป็นมูลค่า 4 แสนล้านบาท ก็จะหายไป หากจะใช้เส้นทางอื่นส่งสินค้าแต่เจอต้นทุนขนส่งสูงเฉลี่ย 40-45% ผลักไปปลายทาง ลูกค้าจะรับได้แค่ไหน ภาคท่องเที่ยวจากน้ำมันแพง ต้นทุนเดินทางสูง คนระมัดระวังใช้จ่าย อาจมียอดไม่เข้าเป้า 35 ล้านคน การลงทุนโครงการเก่าอาจเดินหน้าบางส่วน แต่ของใหม่เชื่อว่าถูกเบรก จุดปลายไปจบที่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อหดตัวมากขึ้น ปีก่อนหดตัว 1% ปีนี้อาจเห็น 4%
“หากเจอน้ำมันลอยตัว 3 รอบ รอบละ 3-4 บาท รวมก็ 15-16 บาท ธุรกิจและคนไทยจะจมเงินไปกับน้ำมันแพงขึ้น ตอนนี้อาจมีเรื่องค่าเงินอ่อนตัวบ้าง และไม่ใช่ปีที่จะปรับขึ้นค่าแรงงาน จึงยังไม่เห็นสัญญาณเลิกจ้าง อีกอย่างคือผลการเลือกตั้งในประเทศ หากโมฆะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจอย่างหนัก เชื่อว่าไม่น่าจะเห็น ผมยังไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยลอยตัวพลังงาน น่าจะดูแลอยู่ และปรับบางช่วง พร้อมกับใช้มาตรการเก็บภาษีลาภลอย และเห็นด้วยที่จะดึงทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคเอกชน ในการเข้ามาแก้วิกฤตพลังงาน” ธนิตกล่าว
โดยธนิตทิ้งท้ายถึงนิยามเศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 2/2569 คำเดียว “เสี่ยงวิบัติ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับชีพจร! เศรษฐกิจไทยเข้าโค้งสอง ‘เกษตร-บริการ-บริโภค’ กระอักนำ้มัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th