โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สายเกามียิ้ม เมื่อ CRC พา ‘No Brand’ ข้ามพรมแดน ปั้นอาณาจักร K-Value Retail ยึดใจนักช้อปยุคใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 09.41 น.

เซ็นทรัล รีเทล จับมือ Emart กางโรดแมป 5 ปี ปูพรมสแตนด์อโลน 10 สาขาทั่วประเทศ ชูโมเดล K-Value Retail รับเมกะเทรนด์ "Smart Shopper" หลังสินค้าเกาหลีในไทยโตแกร่ง 8.3% ต่อปี เผยอินไซต์ยอดขาย No Brand ในไทยพุ่ง 1.5 เท่า เล็งปักหมุดสาขา 2 ทันทีภายในไตรมาส 3 ปีนี้

31 มีนาคม 2569 - หากพูดถึง กระแส K-Culture ในประเทศไทย ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับอิทธิพลของซีรีส์ ไอดอล หรือเมนูอาหารในร้านอาหารเกาหลีระดับพรีเมียม แต่ในโลกของ "ค้าปลีก" วันนี้ กำลังเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ที่น่าจับตา เมื่อยักษ์ใหญ่ภาคบริการอย่าง บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ตัดสินใจขยับหมากรุกครั้งสำคัญด้วยการผนึกกำลังกับEmart เบอร์หนึ่งค้าปลีกจากเกาหลีใต้ เพื่อพาแบรนด์กระแสแรงอย่าง “No Brand” มาเปิดตัวในรูปแบบร้านสแตนด์อโลนแห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล บางนา

การบุกตลาดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเข้าสินค้ามาวางเรียงรายบนเชลฟ์ แต่คือ การนำโมเดล K-Value Retail มาท้าพิสูจน์ในสมรภูมิค้าปลีกไทย ภายใต้แนวคิด “คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” (Smart Value) เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์ยุค Smart Shopper ที่ผู้บริโภคฉลาดเลือกและมองหา "เหตุผลของราคา" มากกว่าแค่ชื่อยี่ห้อติดหน้าซอง

เมื่อ ‘คุณภาพ’ ไม่จำเป็นต้องพ่วงด้วย ‘ค่าโฆษณา’

หัวใจสำคัญที่ทำให้ No Brand กลายเป็นขวัญใจคนเกาหลีจนขยายสาขาไปกว่า 270 แห่ง และส่งออกไปมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก คือปรัชญาธุรกิจที่เฉียบคมอย่าง “คงไว้เฉพาะคุณภาพ และตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออก” ซึ่ง Mr. Byoung-Kan Roh Head of No Brand Division จาก Emart ได้ฉายภาพกลยุทธ์ที่เป็นกระดูกสันหลังของแบรนด์ไว้ได้อย่างน่าสนใจ:

“จุดแข็งของ No Brand คือการมุ่งลดต้นทุนจากการตลาดที่ไม่จำเป็น การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เกินจริง และบรรจุภัณฑ์ที่ซับซ้อน เพื่อส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เราพิสูจน์แล้วว่าผู้บริโภคให้ความไว้วางใจในแนวคิดนี้”

กลยุทธ์การลดต้นทุนแฝง (Hidden Cost) เพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภคในรูปแบบของ"ราคาที่คุ้มค่า" กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักช้อปทั่วโลก และเมื่อถูกนำมาปรับใช้ในไทยผ่านเครือข่ายของเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสินค้าคุณภาพระดับโลกกับความเข้าใจพฤติกรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

อินไซต์ตลาดไทย เมื่อ K-Content เปลี่ยนจาก "ความบันเทิง" เป็น "วิถีชีวิต"

ทำไมต้องเป็นตอนนี้? คำตอบอยู่ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่ง ข้อมูลจาก UN Comtrade Database ระบุว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้มายังประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยถึง 8.3% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567 สะท้อนว่าสินค้าเกาหลีไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่ได้เข้าไปอยู่ในตะกร้าช้อปปิ้งของคนไทยอย่างถาวร

ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล วิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคไว้อย่างคมชัดว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไทยไม่ได้มองหาแค่ของราคาถูก แต่กำลังมองหา “ความคุ้มค่าที่มาพร้อมคุณภาพ” ซึ่งเป็นหัวใจของ Smart Value:

“พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่มาพร้อมคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสินค้า No Brand ที่เราทดลองนำเข้ามาวางจำหน่ายใน Tops ก่อนหน้านี้ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม โดยมียอดขายเติบโตถึง 1.5 เท่าในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566”

สถิตินี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ CRC กล้าเปิดตัวโมเดลสแตนด์อโลนบนพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร โดยเลือกทำเลชั้น B1 ของเซ็นทรัล บางนา ซึ่งอยู่ใกล้กับ Tops Food Hall สาขาที่มียอดขายติดอันดับ Top 5 ของประเทศ เพื่อสร้าง Synergy และใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าเดิมที่มีพฤติกรรมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ (Trend Seekers)

ก้าวต่อไป World-Class Grocery Destination

เป้าหมายของ CRC ในการปั้น No Brand ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จของสาขาแรก แต่คือการวางโรดแมปเชิงรุกเพื่อก้าวสู่การเป็น Thailand’s Daily K-Flavour Destination หรือจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับสินค้าเกาหลี โดยตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 10 แห่งภายในปี 2571 ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่กลยุทธ์การบริหารจัดการสินค้าที่ No Brand นำมาใช้ :

  • Fast-Changing Assortment: การหมุนเวียนสินค้ากว่า 2,200 รายการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสดใหม่และกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ
  • Focus on High Growth Categories: เน้นกลุ่มสินค้าที่คนไทยโปรดปรานอย่าง K-Street Food (คิมบับ, ต็อกบกกี), Trendy Snacks (ชีสบอล, มันม่วงอบกรอบ) และกลุ่ม K-Beauty ภายใต้แบรนด์ Glow Up ที่พัฒนาโดยความเชี่ยวชาญของ Emart
  • Data-Driven Strategy: การใช้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจริงมาพัฒนาสินค้าใหม่ (NPD) ให้ตรงใจผู้บริโภคชาวไทยแบบ Real-time

ท้ายที่สุดแล้ว การขยับตัวของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้ คือภาพสะท้อนของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่ไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับโมเดลเดิมๆ ได้ การนำแบรนด์ระดับโลกมาปรับตัวให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่น (Localization) ผ่านโครงสร้างราคาที่เข้าถึงง่าย และการหยิบจับกระแสวัฒนธรรมมาแปรเป็นรายได้ คือสูตรสำเร็จที่ No Brand กำลังใช้เพื่อเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างแนบเนียน

จากนี้ไป เราจะไม่ได้เห็นเพียงแค่ร้านขายสินค้าเกาหลี แต่เรากำลังจะได้เห็นอาณาจักร Value Retail ที่มี "คุณภาพ" เป็นตัวนำ และมี "ความคุ้มค่า" เป็นตัวตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ส่งให้เซ็นทรัล รีเทล บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำด้าน Grocery ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ตามที่ตั้งใจไว้นั่นเอง

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...