“สี จิ้นผิง” ส่งสัญญาณเจรจาการค้าจีน-สหรัฐคืบหน้า ทรัมป์ยกย่องเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่
"สี จิ้นผิง" ส่งสัญญาณเจรจาการค้าจีน-สหรัฐคืบหน้า ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวยกย่องผู้นำจีนว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางการจับตาประเด็นอ่อนไหวทั้งไต้หวัน AI และสงครามอิหร่าน
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.31 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวชื่นชมความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐในช่วงเปิดการประชุมสุดยอดสองวันกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันพฤหัสบดี โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมหารือประเด็นสำคัญทั้งสงครามอิหร่าน การค้า และการขายอาวุธของสหรัฐให้ไต้หวัน
การเยือนจีนครั้งนี้ของทรัมป์ ซึ่งเป็นการเดินทางเยือนคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐ ครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเดินทางเยือนจีนเมื่อปี 2560 ถูกจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่คะแนนนิยมของทรัมป์เผชิญแรงกดดันจากบทบาทของสหรัฐในตะวันออกกลาง
ระหว่างพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีทั้งกองทหารเกียรติยศและเด็กจำนวนมากโบกธงจีนและสหรัฐต้อนรับทรัมป์กล่าวชื่นชมสี จิ้นผิง ว่า “คุณคือผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แม้บางคนอาจไม่ชอบที่ผมพูดแบบนี้ แต่ผมก็จะพูด เพราะมันคือความจริง”
ทรัมป์ยังกล่าวว่า“หลายคนบอกว่านี่อาจเป็นการประชุมสุดยอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง” พร้อมระบุว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบสี จิ้นผิง และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ จะดีกว่าที่เคยมีมา
ด้านสี จิ้นผิง กล่าวเปิดการประชุมว่า ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างจีนและสหรัฐเป็นประโยชน์ต่อทั้งโลก พร้อมย้ำว่า “เมื่อเราร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ แต่เมื่อเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับผลกระทบ”
ผู้นำจีนยังเปิดเผยว่า การหารือเบื้องต้นระหว่างทีมเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่เกาหลีใต้เมื่อวันพุธ ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นบวกโดยรวม
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า การเจรจารอบล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา และสร้างกลไกสนับสนุนการค้าและการลงทุนในอนาคต
ทรัมป์พาคณะผู้บริหารธุรกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปจีนด้วย ทั้ง Elon Musk, Jensen Huang และ Tim Cook โดยทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สิ่งแรกที่เขาจะขอจากสี จิ้นผิง คือการ “เปิดจีน” ให้ภาคธุรกิจอเมริกันมากขึ้น
หลังการหารือเปิดฉาก มัสก์กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ว่า การพูดคุยยอดเยี่ยมมาก
นักวิเคราะห์มองว่า ดุลอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐเปลี่ยนไปมากจากช่วงที่ทรัมป์เยือนจีนในปี 2560 โดยAli Wyne ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนของ International Crisis Group ระบุว่า ในอดีตจีนพยายามโน้มน้าวให้สหรัฐยอมรับสถานะมหาอำนาจที่กำลังเติบโตของตน แต่ครั้งนี้กลับเป็นสหรัฐที่เริ่มยอมรับสถานะดังกล่าวด้วยตัวเอง
เขาชี้ว่า ทรัมป์กลับมาใช้คำว่า G2 หรือคู่มหาอำนาจโลกอีกครั้ง ระหว่างพบสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์เข้าสู่การเจรจาครั้งนี้ด้วยสถานะที่อ่อนแอลง หลังศาลสหรัฐฯ จำกัดอำนาจการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ขณะที่สงครามอิหร่านยังผลักดันเงินเฟ้อในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงที่พรรครีพับลิกันอาจสูญเสียเสียงข้างมากในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน
แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่สี จิ้นผิง ไม่ได้เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งทรัมป์ระงับภาษีระดับสูงต่อสินค้าจีน ขณะที่จีนลดแรงกดดันต่อการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและอาวุธ
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังคาดว่าจะหารือกลไกสนับสนุนการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้าน AI เพิ่มเติม
สหรัฐต้องการผลักดันการขายเครื่องบินของ Boeing สินค้าเกษตร และพลังงานให้จีน เพื่อลดการขาดดุลการค้าที่ทรัมป์วิจารณ์มานาน ขณะที่จีนต้องการให้สหรัฐผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง
นอกเหนือจากการค้า ทรัมป์ยังคาดว่าจะขอให้จีนช่วยกดดันอิหร่านให้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สี จิ้นผิง อาจไม่เต็มใจเพิ่มแรงกดดันต่อเตหะรานมากนัก เนื่องจากอิหร่านยังเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการถ่วงดุลสหรัฐ
ด้าน Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าการคลี่คลายวิกฤตอิหร่านสอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีน เพราะเรือสินค้าจีนจำนวนมากยังติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะกระทบผู้ส่งออกจีนโดยตรง
สำหรับจีน ประเด็นสำคัญที่สุดอีกเรื่องคือ การขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวัน โดยจีนย้ำเมื่อวันพุธว่า คัดค้านอย่างหนักต่อแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ที่ยังรอการอนุมัติจากทรัมป์
แม้สหรัฐจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่กฎหมายสหรัฐกำหนดให้วอชิงตันต้องช่วยให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้
Ronan Fu นักวิจัยจาก Academia Sinica ของไต้หวัน กล่าวว่า “ทรัมป์อาจไม่ได้มีไพ่ในมือมากนัก แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้มองสถานการณ์แบบนั้น”
รายงานยังระบุว่า สี จิ้นผิง มีแผนเดินทางเยือนสหรัฐแบบตอบแทนในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะถือเป็นการเยือนสหรัฐครั้งแรกของเขานับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2568
อ้างอิง : www.reuters.com