โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การบินไทย Q1 กำไร 10,093 ล้านบาท โต 2.8% กางแผนรับมือวิกฤติพลังงาน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 11.16 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 04.16 น.

การบินไทย ไตรมาส 1/69 กำไร 10,093 ล้านบาท โต 2.8% ต้นทุนน้ำมันและค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง บุ๊กรายได้พิเศษ รายได้รวมหด 1.2% เหลือ 51,029 ล้านบาท ปริมาณเที่ยวบิน ขนส่งผู้โดยสารชะลอ เปิด 6 แผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง วิกฤติพลังงาน

วันที่ 14 พ.ค.2569 บมจ.การบินไทย (THAI) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 10,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีก่อน

โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 10,093 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.36 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.35 บาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 819 ล้านบาท หรือ 4.9%

มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 51,029 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 596 ล้านบาท หรือ 1.2% สาเหตุหลักจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และค่าเบี้ยประกันภัย ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) ยังสามารถรักษาระดับใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารด้านราคาและโครงสร้างรายได้

มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 37,282 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.8% จากค่าน้ำมันเครื่องบินลดลงตามปริมาณการผลิตที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และการแข็งค่าของเงินบาท ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

รวมทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนที่แปรผันตามปริมาณการผลิตและ/หรือปริมาณการขนส่ง จำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารที่ลดลง ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 13,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) อยู่ที่ 26.9%

มีต้นทุนทางการเงิน จำนวน 2,987 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 494 ล้านบาท และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้ 1,088 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน ผลกำไรจากการวัดมูลค่าตราสารอนุพันธ์ และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ส่งผลให้ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 10,107 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท และมี EBITDA 17,548 ล้านบาท

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินทั้งสิ้น 80 ลำ มีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินเฉลี่ย 13.8 ชั่วโมงต่อลำต่อวัน และขนส่งผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 4.18 ล้านคน

มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เท่ากับ 17,389 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.9% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เท่ากับ 14,453 ล้านคน-กิโลเมตร ลดลง 2.2% ส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 83.1% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 83.3%

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน 324,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 20,483 ล้านบาท หรือ 6.7%

มีหนี้สินรวมจำนวน 235,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 7,773 ล้านบาท หรือ 3.4% มีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 88,622 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 12,710 ล้านบาท หรือ 16.7%

มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 รวมทั้งสิ้นจำนวน 132,320 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการดำเนินกิจการ 8,760 ล้านบาท จาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

ในคำอธิบายงบการเงินของการบินไทยที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่าจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทระหว่างประเทศ บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผลการดำเนินงาน อาทิ

  • การบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันตามนโยบายบริษัทฯ ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำมัน และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  • การบริหารเครื่อข่ายเส้นทางบิน โดยปรับแผนเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบินให้เหมาะสมกับความ ต้องการเดินทางของผู้โดยสาร
  • การบริหารรายได้โดยปรับราคาบัตรโดยสารให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางในแต่ละช่วงเวลา มุ่งเน้นตลาดที่มีศักยภาพสูง และมีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น
  • การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด รวมถึงชะลอหรือระงับโครงการลงทุนที่ไม่เร่งด่วน
  • การบริหารสภาพคล่อง โดยรักษาระดับเงินสดและสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับความไม่แน่นอน และบริหารเงินสดอย่างใกล้ชิด
  • การติดตามสถานการณ์และบริหารเชิงรุก โดยติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จัดทำ Stress Test และ Scenario Analysis เพื่อเตรียมความพร้อมในหลายกรณี เพื่อปรับแผนธุรกิจอย่างทันท่วงที

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...