รพ.อุ้มผาง ครวญ เจอ 2 เด้ง วิกฤติการเงิน-พลังงาน ถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายบุคลากร
รพ.อุ้มผาง วิกฤติหนัก เจอ 2 เด้ง ทั้งการเงิน พลังงาน เผยหนักสุดในรอบ 35 ปี ล่าสุดเหลือเงินบำรุง 3 ล้านบาท แต่รายจ่ายเดือนละกว่า 12 ล้านบาท
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการ รพ.อุ้มผาง จ.ตาก เปิดเผยว่า รพ.อุ้มผาง ประสบภาวะวิกฤติทางการเงินมาตลอดหลายสิบปี แต่ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 เป็นต้นมา เมื่อเจอภาวะวิกฤตพลังงานจากสงครามยิ่งรับผลกระทบหนัก จนไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร รพ.ได้แล้วในเดือน เม.ย.2569 นี้
สถานการณ์ขณะนี้ ต้องบอกว่า วิกฤตที่สุด ตั้งแต่ทำงานมา 35 ปี ไม่ว่าจะเป็นเงินจัดสรร เงินต่างๆ ลดลงหมด ยิ่งเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากสงครามยิ่งรับผลกระทบหนัก จากเงินที่มีอยู่คาดว่า จะบริหารได้ไม่น่าเกิน 6 เดือนจากนี้
สำหรับค่าใช้จ่ายของ รพ. มีทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าน้ำมัน ค่าออกซิเจน และอื่น ๆ เฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท แต่ขณะนี้เหลือเงินอยู่ 3 ล้านบาท และยังมีหนี้ค้างเก่าอีกเกือบ 50 ล้านบาท เช่น หนี้ค่ายา ต้องขอบคุณบริษัทยาหลายแห่งมาก ที่เมตตาไม่ทวงหนี้ เพราะเข้าใจสถานการณ์ของ รพ.อุ้มผาง
เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ผมไปยืมเงิน รพ.แม่สอดมา 5 ล้านบาท และสสจ.แม่สอดให้มาอีก 3 ล้านบาท เพื่อจ่ายค่าตอบแทนสิ้นเดือนม.ค.ได้ ซึ่งค่าตอบแทนบุคลากร เป็นเงินถึง 70% ของรพ.อุ้มผาง เพราะรพ.ไม่มีข้าราชการมาก ซึ่งล่าสุดจ่ายค่าตอบแทนของเดือนมี.ค.ไปแล้ว ตอนนี้เงินบำรุงที่เหลืออยู่ไม่ถึง 3 ล้านบาท ทำให้จะไม่มีเงินจ่ายบุคลากรในเดือนเม.ย.
ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า อุ้มผางอยู่ได้เพราะเงินบริจาคเข้ากองทุน ซึ่งจัดตั้งเป็นกองทุนซื้อยา และยังขอรับบริจาคยาจากบริษัทยาที่ให้ความอนุเคราะห์ แต่ละเดือนได้ประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งเงินบริจาคค่ายา ได้เอามาจ่ายตามวัตถุประสงค์ คือ ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าแลปต่างๆ ส่วนอาหารคนไข้ ก็ขอความเมตตารับบริจาคเช่นกัน
นอกจากนี้ กองทุนยังนำมาช่วยคนไข้ แต่รพ.ก็ยังต้องใช้งบประมาณในการจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน เพราะไม่สามารถเอาเงินบริจาค มาจ่ายนอกวัตถุประสงค์ได้ และระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข เงินบริจาคเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อจำกัดจากงบประมาณที่ได้รับน้อยลงทุกปี รวมทั้งเงินบำรุง ยังต้องนำมาใช้จ่ายทุกสิ้นเดือน และระหว่างเดือน ดังนั้น รายได้หลักของ รพ. เงินจากประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ท.99) หากไม่พอใช้จ่าย แบบนี้ทำนายได้ว่า รพ.ไปไม่รอด
ปัจจุบัน รพ.อุ้มผาง มีประชากรจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง จำนวน 28,000 คน แต่ที่ต้องดูแลในอำเภออุ้มผางฝั่งไทย 83,000 คน และเขตนอกฝั่งไทย คือ เมียนมาอีกราว 29,000 คน ซึ่งชาวบ้านเป็นคนยากจน มีโรคระบาด หากเราไม่รักษาก็แพร่เชื้อมาคนไทย
หลายคนเคยบอกว่า จะไปรักษาคนที่ไม่มีสัญชาติไทยทำไม ตนเข้าใจมุมมองหลากหลาย แต่ถามว่า คนที่อยู่หน้างาน หมอหน้างาน เราจะปล่อยให้คนไข้เจ็บป่วย เสียชีวิตต่อหน้าเราได้จริงหรือ
ที่สำคัญ โรคระบาดติดทุกคน ไม่ได้กำหนดว่าจะติดแค่คนไม่มีสัญชาติไทย ติดได้ทุกสัญชาติ อย่างวัณโรคดื้อยา หากปล่อยไปมาติดคนไทย ก็จะแพร่กระจายทั่ว หรือมาลาเรีย โรคเหล่านี้อันตรายหมด ที่สำคัญขณะนี้ รพ.อุ้มผาง มีศูนย์อพยพมาเพิ่มด้วย
นพ.วรวิทย์ กล่าวอีกว่า อุ้มผางเป็นแบบนี้มานานแล้ว งบประมาณไม่เคยเพียงพอ เราก็บริหารให้ผ่านพ้นไปได้ตลอด แต่ปีนี้หนักมาก งบประมาณลดลงเรื่อย ๆ อย่างรพ.อุ้มผางได้รับงบ UC จากสปสช. 35 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ตกเดือนละไม่ถึง 3 ล้านบาท แต่ต้องใช้จ่ายจริงเฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท จะเพียงพออย่างไร
ส่วนงบประมาณแหล่งอื่นๆ เช่น งบประมาณสนับสนุนด้านสาธารณสุขจากประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA เป็นงบที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ คือ ใช้ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือแพทย์ อบรมบุคลากรสำหรับช่วยให้ชาวบ้านมีเงินทำ เป็นต้น จึงไม่เกี่ยวกับการดำเนินการของรพ.
แม้ที่ผ่านมา จะได้รับการช่วยเหลือจากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขตลอด แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม เช่น น้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งในอุ้มผาง ไม่ได้รับผลกระทบราคาน้ำมันแพง แต่ผลกระทบคือ ไม่มีน้ำมันให้เติมแล้ว
ทั้งนี้ เรื่องน้ำมัน ต้องขอบคุณ ปตท.ที่แม่สอด ที่ยอมเติมน้ำมันให้รถพยาบาลที่ไปส่งแม่สอด และเติมกลับมาได้ ส่วนน้ำมันกรอกถัง มาเติมเครื่องปั่นไฟ ตอนนี้ รพ.ต้องไปซื้อตามปั๊มน้ำมันเล็ก ๆ ที่อ.เมืองตาก อ.สามเงา ซึ่งแต่ละแห่งห่างจากอุ้มผางประมาณ 5-6 ชั่วโมง
อุ้มผาง อยู่พื้นที่ชายแดน ห่างไกล ไฟฟ้าดับบ่อย อย่างหากไฟดับ 1 ชั่วโมง เราต้องมีเครื่องปั่นไฟไว้ใช้ เพราะรพ. จะขาดไฟฟ้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบไปหมด ห้อง ICU ห้องผ่าตัด จะได้รับผลกระทบหมด คนไข้ที่เราต้องช่วยชีวิตจะทำอย่างไร ถ้าไม่มีไฟฟ้า ตอนนี้ก็ต้องสำรองเท่าที่ปั๊มจะยอมให้ได้
ปัจจุบัน อุ้มผาง มีเสาไฟฟ้าแล้ว จากเดิมไฟฟ้าดับวันละ 50-60 ครั้ง เป็นไฟฟ้าดับวันละ 20 ครั้ง ซึ่งดีกว่าเดิม ดังนั้น เมื่อประเทศเผชิญวิกฤตอะไร รพ.อุ้มผางจะโดนก่อน เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้พร้อม อย่างไฟฟ้า น้ำประปา ก็ต้องผลิตเอง ดูดน้ำบาดาลในรพ.
นอกจากนี้ ยังมีรถพยาบาลในเครือข่ายที่อยู่ไกลๆ เช่น สุขศาลา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ที่ต้องมาส่งคนไข้ และจะมาเติมน้ำมันที่ รพ. เพราะข้างนอกจะแพง เราก็ต้องคำนวณระยะทาง โดยคิดเป็น 10 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร เช่น หากรีเฟอร์มา 30 กิโลเมตร ก็จะเติมน้ำมันให้ไปกลับ 6 ลิตร ประคองช่วยเหลือกันเอง นี่ยังไม่รวมปัญหาเรื่อง ก๊าซหุงต้มจะแพงขึ้นอีก
จากวิกฤตพลังงาน บวกกับ รพ.ไม่มีเงิน ทำให้สถานการณ์ปีนี้หนักสุด วิกฤติของจริง ไม่ใช่แค่รพ.อุ้มผาง แต่เชื่อว่า รพ.อื่น ๆ จะได้รับผลกระทบกันหมด จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือให้ รพ.ประคับประคองเดือนต่อเดือนก็ยังดี โดยเฉพาะเงินบุคลากร เพราะหากไม่มีเงินจ่าย ก็จะเกิดปัญหาเจ้าหน้าที่ลาออก เมื่อรพ.ไม่มีบุคลากร จะอยู่อย่างไร หากรพ.ล้ม จะลุกขึ้นยาก
จากปัญหาที่เกิดขึ้น อยากให้มีการปรับระบบทั้งการเงิน การบริหารจัดการดูแลงบประมาณ อย่างกรณีเงินดูแลรักษาผู้ไม่มีสถานะทางสิทธิ หรือไม่มีสัญชาติไทย หากมีเงินตรงนี้มาช่วยบ้าง ก็จะบรรเทาภาระ รพ. เพราะเราไม่สามารถเห็นคนเจ็บป่วยตายต่อหน้าเราได้ เราเป็นหมอก็ต้องรักษา
ขณะที่ในระยะสั้นนี้ขอมีมาตรการหรือแนวทางใดเข้าช่วย เพื่อประคับประคองรพ. และหากเป็นไปได้ ขอให้สธ. และรัฐบาลจัดแผนเกี่ยวกับผลกระทบรพ. แต่ละระดับ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเพิ่มขึ้น เพราะ รพ.อุ้มผาง เป็นที่แรกที่เห็นชัด แต่หากไม่มีมาตรการใดๆ จะขยายวงกว้างแน่นอน
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคช่วยโรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งกองทุนยา และอาหารผู้ป่วย ได้ตาม QR Code รพ.ด้านบน หรือคลิกได้ที่เฟชบุ๊ก รพ.อุ้มผาง
ขอบคุณที่มา: Hfocus
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- แจงยิบ เงินบำรุง รพ. สังกัด สธ. ยังเหลือ 4.6 หมื่นล้าน รับขาดทุน 13 แห่ง
- ผู้ป่วยเพิ่ม เงินบำรุง ลดลง ส่งผลการเงิน รพ.วิกฤติ 4 แห่ง สธ. จ่อใช้ AI ตรวจสอบก่อนเคลม
- ถล่ม สปสช. จ่ายค่ารักษาพยาบาลต่ำเกินจริง ทำเงินบำรุง รพ. ติดลบ
ติดตามเราได้ที่