โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

PTTEP กำไร Q1/69 ลดลง 28.54% ,เป้าปริมาณขาย Q2 ที่ 5.6 แสนบาร์เรล/วัน

ทันหุ้น

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 06.11 น.

#PTTEP #ทันหุ้น- บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ไตรมาส 1/69 มีกำไร 11,835.28 ล้านบาท ลดลง 28.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 16,560.98 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวดีขึ้น จากปริมาณการขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันล่วงหน้า ส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลขาดทุนทางบัญชีจากการปรับมูลค่ายุติธรรมตามราคาตลาด (Mark-to-Market)

กำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้น 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 14% จากการรับรู้ส่วนแบ่งการผลิตของโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนในปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (A-18), โครงการแอลจีเรีย (Touat) และโครงการมาเลเซีย (SK408)

นอกจากนี้ โครงการในอ่าวไทยมีปริมาณการรับซื้อก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่โครงการ G1/61 มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง จากกิจกรรมซ่อมบำรุงของโครงการในอ่าวไทยที่ลดลง และค่าเสื่อมราคาที่ปรับลดลงตามการทบทวนประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสินทรัพย์

**วางเป้าหมาย Q2/69

แนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 และทั้งปี 2569 ปริมาณการขาย ราคาขาย และต้นทุน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัท ทั้งนี้ เพื่อให้แนวโน้มผลการดำเนินงานสอดคล้องกับแผนธุรกิจและภาวะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับปรุงสมมติฐานให้สะท้อนสภาวะปัจจุบัน ส่งผลให้ประมาณการแนวโน้มผลการดำเนินงานมีรายละเอียดดังนี้

**ปริมาณขาย

คาดการณ์ปริมาณการขายเฉลี่ยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 และทั้งปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยคาดการณ์ปริมาณการขายเฉลี่ยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายน้ำมันดิบในภูมิภาคแอฟริกา และการเร่งการผลิตก๊าซธรรมชาติของโครงการในอ่าวไทย

**ราคาขาย

ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท มีโครงสร้างราคาบางส่วนอิงกับราคาน้ำมันย้อนหลัง 3–21 เดือน โดยบริษัทคาดว่าราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 และทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 6.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2569 และจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก

สำหรับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบและคอนเดนเสท จะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทมีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีปริมาณน้ำมันภายใต้การประกันความเสี่ยงคงเหลือ 21 ล้านบาร์เรล และยังคงมีความยืดหยุ่นในการปรับแผนการประกันความเสี่ยงให้เหมาะสมกับภาวะตลาดต่อไป

**ต้นทุนต่อหน่วย

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 และทั้งปี 2569 ปตท.สผ. คาดว่าต้นทุนต่อหน่วยจะอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง

ด้านนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 78,841 ล้านบาท (เทียบเท่า 2,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นของโครงการในประเทศ รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท (เทียบเท่า 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศ

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

ทั้งนี้จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากวิกฤตพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ) ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นโดยหลักมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บี 17-01 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการจี 2/61 ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปตท.สผ. จึงได้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศขึ้นในระดับสูงสุด เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้ การผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ อีกด้วย” นายมนตรีกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค405บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

ในด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) นั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...