PTTEP กำไร Q1/69 ลดลง 28.54% ,เป้าปริมาณขาย Q2 ที่ 5.6 แสนบาร์เรล/วัน
#PTTEP #ทันหุ้น- บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ไตรมาส 1/69 มีกำไร 11,835.28 ล้านบาท ลดลง 28.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 16,560.98 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวดีขึ้น จากปริมาณการขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันล่วงหน้า ส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลขาดทุนทางบัญชีจากการปรับมูลค่ายุติธรรมตามราคาตลาด (Mark-to-Market)
กำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้น 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 14% จากการรับรู้ส่วนแบ่งการผลิตของโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนในปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (A-18), โครงการแอลจีเรีย (Touat) และโครงการมาเลเซีย (SK408)
นอกจากนี้ โครงการในอ่าวไทยมีปริมาณการรับซื้อก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่โครงการ G1/61 มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง จากกิจกรรมซ่อมบำรุงของโครงการในอ่าวไทยที่ลดลง และค่าเสื่อมราคาที่ปรับลดลงตามการทบทวนประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสินทรัพย์
**วางเป้าหมาย Q2/69
แนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 และทั้งปี 2569 ปริมาณการขาย ราคาขาย และต้นทุน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัท ทั้งนี้ เพื่อให้แนวโน้มผลการดำเนินงานสอดคล้องกับแผนธุรกิจและภาวะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับปรุงสมมติฐานให้สะท้อนสภาวะปัจจุบัน ส่งผลให้ประมาณการแนวโน้มผลการดำเนินงานมีรายละเอียดดังนี้
**ปริมาณขาย
คาดการณ์ปริมาณการขายเฉลี่ยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 และทั้งปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยคาดการณ์ปริมาณการขายเฉลี่ยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายน้ำมันดิบในภูมิภาคแอฟริกา และการเร่งการผลิตก๊าซธรรมชาติของโครงการในอ่าวไทย
**ราคาขาย
ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท มีโครงสร้างราคาบางส่วนอิงกับราคาน้ำมันย้อนหลัง 3–21 เดือน โดยบริษัทคาดว่าราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 และทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 6.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2569 และจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก
สำหรับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบและคอนเดนเสท จะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน บริษัทมีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีปริมาณน้ำมันภายใต้การประกันความเสี่ยงคงเหลือ 21 ล้านบาร์เรล และยังคงมีความยืดหยุ่นในการปรับแผนการประกันความเสี่ยงให้เหมาะสมกับภาวะตลาดต่อไป
**ต้นทุนต่อหน่วย
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 และทั้งปี 2569 ปตท.สผ. คาดว่าต้นทุนต่อหน่วยจะอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง
ด้านนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 78,841 ล้านบาท (เทียบเท่า 2,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568
โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นของโครงการในประเทศ รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท (เทียบเท่า 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศ
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย
ทั้งนี้จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากวิกฤตพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ) ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นโดยหลักมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บี 17-01 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการจี 2/61 ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย
“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปตท.สผ. จึงได้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศขึ้นในระดับสูงสุด เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้ การผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ อีกด้วย” นายมนตรีกล่าว
สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค405บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
ในด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) นั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย