โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Hello China! รันโปรเจกต์ชีวิตฉบับ ‘พี่จีน’ เรียนป.ตรี Com-Sci ที่ม.วิศวะชั้นนำ สู่โอกาสลุยบริษัท Big Tech สัญชาติจีน

Dek-D.com

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 05.00 น. • DEK-D.com
เปิดรีวิวรุ่นพี่ทุนเต็มจำนวนจากมหาวิทยาลัย จบป.ตรี คณะ Computer Science and Technology 西北工业大 (Northwestern Polytechnical University)

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้แบรนด์เทคโนโลยีจากจีนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว แถมอุตสาหกรรมฝั่ง Tech ของเขาก็เดือดสุด ๆ จนทำให้เด็กสายคอมพิวเตอร์หลายคนเบนเข็มหมุดหมายไปเรียนต่อที่ประเทศนี้กันมากขึ้น

วันนี้เราจะพาไปเปิดสูตรลับและ Survival Guide ของ“พี่จีน-ธเนศ ฉันทสิทธิพร”เด็กไทยที่คว้าทุน ป.ตรี สาขา Computer Science and Technologyจากมหาวิทยาลัยตัวตึงด้านวิศวกรรมอย่าง Northwestern Polytechnical University (NWPU) ในเมืองซีอาน // เส้นทางตั้งแต่วันแรกที่สมัคร จนถึงการได้ร่วมงานกับ Big Tech จะโหดและมันส์แค่ไหน ไปลุยกันทีละข้อเลย

*หมายเหตุ: CS = Computer Science

Note:เตรียมพบ "พี่จีน" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fairเพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98)จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair// ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)

*พบพี่จีนได้วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . .

1

Setup.exe: จากเด็กร้านเกม

สู่เส้นทางสาย Code

ตอนเด็กที่บ้านผมเปิดร้านเกมครับ แล้วผมก็เคยเป็นเด็กติดเกมนี่แหละ คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มาตลอด แล้วก็สังเกตเห็นเทคโนโลยีที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่สมาร์ตโฟนเข้ามา คนเริ่มเล่นเกมจากที่บ้านได้มากขึ้น + คอมพ์ไม่ได้ราคาแรงเหมือนเมื่อก่อน และอีกหลายปัจจัยที่ทำให้บ้านผมต้องพับกิจการร้านเกมไป

แต่ตอนนั้นความชอบของผมไม่ได้ปิดตัวตามร้านไปด้วย ผมเลยรู้สึกว่าคงไม่มีคณะไหนจะเข้าทางผมได้มากเท่า Computer Science (CS) อีกแล้วแหละ

ช่วงม.ต้นผมเรียนหลักสูตรห้องเรียนพิเศษ Mini English Program (MEP) ที่ รร.เทพศิรินทร์ บวกกับการที่ชอบดูแคสเกมเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทำให้ภาษาอังกฤษแข็งแรงประมาณนึง แต่พอขึ้นม.ปลายผมมาสายวิทย์-คณิต ผมเห็นความอ่อนแอของตัวเองวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ผมตกอยู่หลายตัว! ยังดีที่สุดท้ายแล้วเกรดรวม 5 เทอมมีวิชาสายสังคมและภาษามาช่วยแบกไว้ จนดึงเกรดรวมขึ้นมาได้ 3.44 ผมเลยเลือกไปทางที่เข้ากับตัวเองมากกว่า

เกรดระดับนี้ถ้าไปยื่นทุนที่จีนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเค In general ถึงปริญญาตรีที่จีนจะเขียนเกณฑ์รับสมัครขั้นต่ำไว้ยังไงก็ช่าง ผมแนะนำรุ่นน้องตลอดว่าควรมี 3.00 ขึ้นไป หรือถ้าอยากให้มีแต้มต่อจริง ๆ 3.5+ จะเปิดโอกาสได้กว้างกว่า

. . . . . . .

2

SELECT * FROM University WHERE City = 'Xi_an';

คุณแม่ผมเป็นอาจารย์สอนภาษาจีนที่ มศว แล้วเคยเรียนที่จีนมาก่อนครับ เค้าก็สอนผมว่าควรเลือกจากปัจจัยอะไรบ้าง สำหรับสูตรของผมตามนี้เลย

  • เลือกเมืองและสภาพอากาศที่เราไหวผมเลือกโซนเหนืออย่างซีอาน เพราะในยุคนั้นรัฐบาลจีนจะมีนโยบายติดตั้งฮีตเตอร์ในอาคารแบบจัดเต็มให้เมืองโซนหนาว (แต่ปัจจุบันนี้น่าจะมีฮีตเตอร์ทั่วถึงแล้วนะครับ)

  • ค่าครองชีพช่วงที่ผมเตรียมตัวเข้าเรียน ผมเห็น ดัชนีค่าครองชีพ (Index) ของเมืองซีอานอยู่ในกลุ่มกลาง ๆ ซึ่งถูกกว่าเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกค่อนข้างมาก สังเกตว่ายิ่งออกไปทางซ้ายของแผนที่จีน ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งถูกลงครับ

  • เรื่องไลฟ์สไตล์ก็สำคัญแต่ละเมืองมีคาแรกเตอร์ต่างกัน อย่างเซี่ยงไฮ้จะดู lively คึกคักมีชีวิตชีวาแต่สำหรับซีอานจะผสมผสาน Ancient + Modern Tech เป็นทั้งเมืองหลวงของราชวงศ์จีนหลายยุค เลยมีสถานที่ landmark โบราณให้เที่ยวเยอะ ในขณะเดียวกันก็เป็นฐานที่มีรัฐวิสาหกิจมาลงทุน โครงสร้างพื้นฐานเลยเจริญมาก ๆ รถไฟฟ้าครอบคลุมทั้งเมือง เดินทางสะดวก ค่าโดยสารไม่แรง และยังมีไฟลต์บินตรงจากไทยมาลงซีอานด้วยนะ (ถ้าหาจังหวะจองดี ๆ ค่าตั๋วไม่เกิน 10,000 บาทครับ)

  • ด้านอาหารการกินด้วยความที่ซีอานเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมที่เชื่อมต่อจีนโบราณ (และรวมถึงในปัจจุบัน) กับประเทศทางทิศตะวันตก ทำให้ในเมืองมีประชากรต่างแดนย้ายถิ่นฐานมาปักหลักเยอะกว่าเมืองทั่วไป ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมตั้งแต่โบราณเป็นต้นมา หนึ่งในนั้นคือด้านอาหาร ซีอานมี Signature dish เยอะมากตั้งแต่ biáng biáng miàn (ก๋วยเตี๋ยวเส้นสดสไตล์ส่านซี) 肉夹馍 (เบอร์เกอร์สไตล์จีน) และ 冷皮 (ยำก๋วยเตี๋ยวเย็น) น้ำมันจะค่อนข้างเยอะ แต่รสชาติจัดว่าอร่อยมาก

  • ด้านวิชาการหลัก ๆ ผมเช็ก Academic Ranking จาก Times Higher Education (THE), QS World University Rankingsและ Shanghai Rankingครับ

西北工业大学 หรือ Northwestern Polytechnical University (NWPU) เป็นมหาลัยในกลุ่ม '985'และ'211'ที่รัฐบาลจีนทุ่มงบพัฒนาเยอะ (แนะนำว่าให้น้อง ๆ เลือกมหาลัยที่อยู่ในกลุ่ม Double Class Project) แล้วยังขึ้นตรงกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ดังนั้นคุณภาพการศึกษา ห้องแล็บ และงานวิจัยของก็เลยไว้วางใจได้ ส่วนสาขา CS ติด Top 1% ของโลกจากการจัดอันดับ ESI (Essential Science Indicators) และยังเกาะกลุ่ม Top 200 ของโลกในสาย CS จาก THE World University Rankings อีกด้วยครับ

Application.bat: ขั้นตอนการสมัครเรียนมหาวิทยาลัย

โดยปกติแล้วเราต้องสมัครทางเว็บของแต่ละมหาลัยเลย ในเว็บจะบอกหมดทุกอย่างตั้งแต่ช่วงเวลารับสมัคร เอกสารที่ต้องใช้ เกณฑ์การรับสมัคร ทุนการศึกษา ฯลฯ โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป ผมแนะนำให้สมัครโดยเร็วที่สุด เพราะสมัครก่อน = พิจารณาก่อน = มีโอกาสได้ทุนก่อน บางคณะที่นิยมคนสมัครจนเต็ม (โดยเฉพาะ CS ของ) หรือทุนหมดก็มี

  • อย่างแรกที่ต้องเตรียมคือเกรดม.ปลาย 5 เทอมโดยส่วนใหญ่เกณฑ์ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 2.7 แต่ยังไงก็ควรจะเกิน 3.00 ขึ้นไป ผมเคยคุยกับฝ่ายที่รับนักเรียน เขาให้ insight ไว้ว่าสำหรับ เกรด 3.50 ขึ้นไปจะได้คะแนนพิเศษ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่แนะนำไปตอนแรกครับ

  • อีกสิ่งที่สำคัญคือ คะแนนภาษาถ้าจะเข้าภาคอินเตอร์ IELTS 5.5 คือขั้นต่ำ แต่ถ้าเป้าหมายคือทุน ผมแนะนำให้ได้ 6.5 ขึ้นไปเลย หรือเดี๋ยวนี้มีตัวเลือกอย่าง Duolingo Test ที่ค่าสอบย่อมเยากว่า แต่ถ้ายื่น IELTS ได้ อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักคะแนนในสายตากรรมการ (ยึดหลักเกินดีกว่าขาดครับ !)

  • และล่าสุด ของใหม่แกะกล่องกับการสอบCSCAที่รัฐบาลจีนนำมาใช้วัดความรู้สำหรับเด็กต่างชาติที่สมัครเรียนที่จีนโดยเฉพาะ เปิดรับสมัครช่วงปลายปีก่อนสอบต้นปี แต่ละคณะจะมี requirement ต่างกันว่าต้องการวิชาไหนและคะแนนเท่าไหร่บ้าง ส่วนนี้จะมีระบุไว้ในเว็บไซต์มหาลัย (ให้นึกภาพเหมือนสอบ GAT-PAT ยื่นตามมหาลัยในไทยเลยครับ)

  • Portfolioผมเน้นใส่โปรเจกต์ส่วนตัวสาย Computer Science และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าไป ซึ่งคีย์สำคัญคือการเล่าเรื่องครับ ผมพยายามร้อยเรียงสตอรี่ให้เชื่อมโยงกันว่า จากเด็กที่คลุกคลีกับร้านเกม สู่ความสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ เริ่มลองกดตรงนั้น ตรงนี้ และกลายมาเป็นความมุ่งมั่นว่าอยากเรียน CS โปรเจกต์ผมเป็นโปรเจกต์เล็ก ๆ แต่เราต้องอธิบายให้กรรมการเห็นภาพว่า เราทำอะไร? ตอนทำคิดอะไรอยู่? และได้เรียนรู้อะไรจากผลงานชิ้นนั้นบ้าง?

  • Recommendation Letterจากคุณครูสอนภาษาอังกฤษ และ Resume ที่จัดรูปแบบให้เป็นทางการที่สุดครับ

ขั้นตอนคร่าว ๆ ก็คือยื่นเอกสารผ่านเว็บมหาลัยโดยตรง มหาลัยพิจารณาเอกสาร (ระหว่างนี้อาจจะมีการแจ้งบนระบบหรือติดต่อกลับทางอีเมล เพราะงั้นสายดองเมลควรจะสมัครอีก account มาใช้สำหรับการเรียนแล้วเปิดแจ้งเตือนไว้เลย) จากนั้นอาจจะเป็นการสอบข้อเขียน (แล้วแต่คณะ) จากนั้นเป็นการสัมภาษณ์ (ตรงนี้ควรจะทำการบ้านล่วงหน้าโดยดูข้อมูลพื้นฐานของมหาลัย)

ส่วนเรื่องทุน มหาลัยจะพิจารณาให้อัตโนมัติตั้งแต่ตอนสมัครเรียน อย่างปีแรกผมได้ทุน NWPU มัดรวมมากับทุนเมืองซีอาน สรุปคือจริง ๆ “เรียนฟรี” เลยครับ แต่ข้อควรระวังคือทุนพวกนี้เขาพิจารณาแบบปีต่อปีตามเกรด (แอบแชร์ด้วยก็ได้ คือตอนเรียนช่วงปี 2 ผมแอบโยนไปบางวิชา ทุนเรียนฟรีก็เลยถูกหั่นเหลือ 50% พอขึ้นปี 3 ดันมีวิชาของปี 2 ตกไปตัวนึง ทุนก็เลยไม่ขยับขึ้น ถึงตอนปี 4 ผมจะฮึดสู้จนทำเกรดดีขึ้นและไม่มีวิชาไหนตกเลย แต่ทุนก็ยังค้างอยู่ที่ 50% เท่าเดิม เหตุผลคือผมยังไม่ได้ไปตามแก้ตัวที่เคยตกไว้เพราะตารางเรียนไปชนกับวิชาเอกอีกตัวพร้อมกับเพื่อนในเซ็คอีก 10 กว่าคนครับ)

ดังนั้นสำคัญมากกก ผมอยากแนะนำว่ารักษาเกรดให้ดี และต้องถาม Criteria จากครูที่ปรึกษาให้เคลียร์ตั้งแต่แรกเลยว่ามีเกณฑ์การรักษาทุนยังไงถ้าเกรดตกไปแล้วต้องแก้ยังไงถึงจะดีดกลับมาได้ทุนเต็มจำนวนเหมือนเดิม เพราะเงื่อนไขมหาลัยที่จีนค่อนข้างโหดโดยเฉพาะปีหลัง ๆ และอาจมีปรับเปลี่ยนได้ตลอดทุกปีครับ

. . . . . . . .

3

try { เรียนวิศวะคอมจีน } catch (Error) { เอาตัวรอด }

ถ้าถามว่าเรียนที่จีนหนักมั้ย ผมบอกได้เลยว่าาาา

ความชิลตอนอยู่ไทย ใช้ไม่ได้ครับ!วันแรกที่ไปถึงผมยังติดนิสัยตอนเรียนม.ปลาย มาด้วย พอเจอวิชาเอกตัวแรกที่สอนเรื่องการทำงานของคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ทำข้อสอบเสร็จแล้วกุมขมับเลยครับ ยากกว่าที่คิดไว้เยอะมาก คะแนนออกมาปริ่มขอบเหว ยิ่งเห็นเพื่อนคณะอื่นได้คะแนนดีกว่า ผมยิ่งช็อก ทำให้รู้เลยว่าเราจะมาปล่อยจอยแบบเดิมไม่ได้แล้ว

ส่วนเรื่องภาษา ผมไปเริ่มภาษาจีนจากศูนย์ตอนปี 1 เลย ผมต้องเรียนออนไลน์ที่ไทย 3 เทอมแรก กว่าจะได้ไปจีนต้องรอเทอมที่ 4 ไปถึงช่วงแรกถ้าไม่ได้ภาษาจีนจะเหนื่อยหน่อย ต้องใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาช่วยสั่งอาหารและคุยสื่อสาร แต่ผมอาศัยการไปเล่นกีฬาและเตะบอลกับคนจีนบ่อย ๆ เลยได้พัฒนาภาษาจีนไปด้วย พยายามใช้ภาษาจีนให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ เวลาคุยกับครูพยายามใช้ภาษาจีนไปก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยสับมาภาษาอังกฤษ (หรือบางครั้งก็ทับศัพท์อังกฤษในศัพท์ที่ไม่ได้ไปเลยก็เป็นเรื่องปกตินะครับ เราใช้แบบนี้ได้เหมือนกัน)

คณะฝั่ง Engineer สองปีแรกจะอัดหน่วยกิตเยอะหน่อย เทอมหนึ่งประมาณ 23-27 (เทียบเท่าเรียนวันละ 4 คาบทุกวัน) หน่วยกิต ตารางเรียนอัดแน่นแบบเช้า สาย บ่าย เย็น และบางทีก็มีแล็บวันเสาร์ด้วย

ตัวอย่างวิชาเรียน

  • ช่วง 2 ปีแรก (ปี 1-2) จะเป็นการอัดพื้นฐานวิทย์-คณิตสำหรับเด็กวิศวะเรียนต่อเนื่องกันยาว ๆ อย่างวิชา Calculus 1-3 และ College Physics แล้วก็เริ่มมีวิชาปูทางของคณะและพื้นฐานวิชาเอกอย่าง Fundamentals of Electric Circuits (วงจรไฟฟ้า) C Language (ภาษา C) Fundamental of Computer (หลักการทำงานพื้นฐานคอมพิวเตอร์) Data Structure (โครงสร้างข้อมูล) แทรกเข้ามา รวมถึงวิชาบังคับสำหรับเด็กต่างชาติอย่าง Brief Introduction of China และ Chinese Language เพื่อปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและเอาตัวรอดในจีนได้ครับ

  • ปี 3 เข้าสู่วิชาเอกจริงจังครับอย่างวิชา Algorithm Design and Analysis ที่สอนให้คิดตรรกะว่าต้องเขียนโค้ดยังไงให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด มีวิชา Object Oriented Programming ที่สอนการเขียนโค้ดให้เป็นระบบเพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ต่อได้ รวมถึงเริ่มมีวิชาเฉพาะทางอย่าง Artificial Intelligence, Principle of Computer Network และ Computer Operating System เข้ามาให้เราได้ลงลึกขึ้นครับ

  • ปี 4 ปีนี้จะเป็นวิชาเฉพาะทางระดับแอดวานซ์มากขึ้นเช่น Multimedia Technology (ประมวลผลภาพ วิดีโอ เสียง), Assembly and Interface (ฮาร์ดแวร์ระดับล่าง) และวิชา Parallel Programming ที่สอนการจัดสรรทรัพยากรเครื่องให้ทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนตัวผมค่อนข้างสนใจวิชาสาย Hardware มากกว่า Software ครับ แล้วเวลาที่เหลือก็คือต้องทุ่มเทให้กับการทำโปรเจกต์จบยาว ๆ เลย

ถ้าวิชาที่ประทับใจสุด ๆ สำหรับผมคือ Data Visualization อาจารย์สอนสนุก + Interactive มากกกก เค้าเข้าใจเนื้อหาที่สอนแบบทะลุปรุโปร่ง บรรยายสลับให้ทำ Assignment ที่จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนขึ้นเป็น Final Project โดยที่เขาจะช่วยไกด์นักศึกษาเป็นเคส ๆ

Reagentc: Recovery Mode แก้เกมเกรดต่ำและการกู้คืน

ช่วงที่ท้อที่สุดคือตอนปี 2 เกรดผมร่วงไปเหลือ 2.2ความมั่นใจหายเกลี้ยงจนแอบคิดอยากซิ่วไปเรียน Finance เพราะผมชอบเรื่องการลงทุนอยู่แล้ว แต่ลองฮึดดูอีกสักตั้งทำให้ตอนขึ้นปี 3 เทอม 1 ผมเริ่มจับจุดและใช้ AI มาช่วยแนะนำการเรียนให้ถูกจุด ผมขอแชร์ทริคการเอาตัวรอดประมาณนี้

survival_guide.pdf: สูตรฟาร์มเกรดและทริกเอาตัวรอด

  • พยายามหาข้อสอบเก่ามาแกะ Pattern ครับ โครงสร้างข้อสอบมักจะเหมือนเดิมแค่เปลี่ยนตัวเลข (ยกเว้นว่าวิชานั้นเปลี่ยนคนสอน หรือปรับหลักสูตร) แต่เนื้อหาส่วนใหญ่อ้างอิงจาก Reference Book ได้ พอเข้าช่วงปี 3 (เทอม 5-6) รูปแบบเก็บคะแนนจะลดการสอบลงและเน้นทำโปรเจกต์มากขึ้น ผมเลยเริ่มดึงเกรดขึ้นมาได้

  • ผมอาศัยลงวิชาเสรีที่ตัวเองถนัดเพื่อช่วยฟาร์มเกรด อย่างวิชาเปียโน (ผมถนัดเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก ๆ) วิชาพละที่หลักศูตรบังคับแค่ 4 หน่วยกิต แต่ผมอัดไปถึง 7 หน่วยกิตเพราะพื้นฐานชอบเล่นกีฬาด้วย นอกจากนี้ระบบที่จีนยังเปิดให้ลงเรียนข้ามคณะอย่างวิชา Python for Engineering ที่สอนโดยคณะอื่นแล้วเทียบโอนหน่วยกิตกลับมาสาขา CS ได้ด้วย คุณแม่ผมเคยแนะนำไว้ว่า วิชาไหนที่มีประโยชน์กับสายงาน อย่างเช่น วิชา AI ที่ทุกคนรู้เหมือนกันว่าสอบยากดึงเกรดตก ก็ควรลงเรียนเพื่อให้มีพื้นฐานความรู้และโชว์อยู่บน Transcript ครับ

  • วิชาที่มีเช็กชื่อ แน่นอนว่าควรเข้าอย่างยิ่ง แต่ก็มีบางวิชาที่ไม่เช็กชื่อ ทำให้บางคนเลือกที่จะไม่มาเรียน ตรงนี้แล้วแต่สไตล์แต่ละคนได้เลยครับ แต่ผมแนะนำว่าเข้าไปเถอะ อย่างน้อยครูก็จำหน้าได้ หรือมีอะไรเราจะได้รู้จากปากครู ตรงไหนที่ไม่เข้าใจสามารถถามท้ายคาบได้เลย ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยทำให้อาจารย์มี impression ที่ดีต่อเราได้ครับ

สรุปคือผมใช้เวลา 3 เทอม ดึงเกรดตัวเองกลับมาจบที่ 2.85 ได้ สำหรับผมแค่นี้ก็ถือว่า Success มากแล้ว แต่ใด ๆ ก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองได้จะไม่โยน เพราะมันจะเหนื่อยตอนท้าย+ตอนหางานนี่แหละ

Thesis.tex

พอถึงช่วงทำธีสิสจบ บางคนเลือกอาจารย์ตามที่ระบบมีให้เลือก บางคนเลือกตามหัวข้อที่อาจารย์เปิดให้สมัคร บางคนรวมถึงผมติดต่ออาจารย์ที่มี Research Interest ตรงกันและเลือกหัวข้อล่วงหน้า

แน่นอนว่าระหว่างที่เรียนมา 3 ปี ทุกคนน่าจะมีอาจารย์ที่เราชอบสไตล์การสอนเขาหรือชอบเนื้อหาที่เขาสอน เราสามารถเชิญให้เขามาเป็นที่ปรึกษาธีสิสได้ แต่อันดับแรกเช็คจากหน้าโปรไฟล์ว่าเขามี research interest อะไรบ้าง มีอันไหนที่ตรงกับที่เราสนใจไหม จากนั้นลองอ่านงานที่เขาเขียนซัก 1-2 งาน แล้วไปคุยกับอาจารย์ได้เลย ทั้งหมดนี้ต้องทำก่อนช่วงที่เปิดให้เลือกที่ปรึกษาบนระบบนะ

ผมได้ทำหัวข้อ “Multi-Scale Stock Price Prediction with Graph Neural Networks” ถ้าพูดง่าย ๆ ก็การพยากรณ์ราคาหุ้นด้วย AI ส่วนที่เป็นเรื่องหุ้นไทยผมเขียนจบไวมากเพราะคลุกคลีมาเยอะ ตรงนี้เป็นข้อดีของการที่เราได้หัวข้อที่ถนัด แต่ถ้าได้หัวข้อที่ไม่คุ้นก็ไม่เป็นไรนะ ยังไงเราก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่พาร์ต AI ผมต้องคอยหาความรู้เพิ่มเรื่อย ๆ คำแนะนำคือทำความเข้าใจและวางแผนล่วงหน้าว่าตรงไหนต้องเขียนอะไร

ส่วนที่ยิบย่อยอย่างการใส่อ้างอิง ผมใช้โปรแกรมจัดการ reference ของฟรีที่ชื่อ Zoteroมาช่วยเขียนอ้างอิงให้เป๊ะบนรายงานเราโดยอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดเวลาได้พอสมควรเลย

บรรยากาศตอนพรีเซนต์ค่อนข้างกดดันหน่อย ๆ กรรมการจะแจ้งล่วงหน้าว่าเราจะมีเวลานำเสนอกี่นาที เราต้องบริหารเวลาในส่วนนี้ให้ดี ถ้าเกินต่อให้พูดยังไม่จบก็จะโดนเบรคและเสียคะแนนไป ซึ่งในส่วนของคำถาม ส่วนใหญ่ผมจะโดนถามประมาณว่าทำไมตรงนี้ถึงใส่สิ่งนี้ มันทำงานยังไง ส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างไร ก่อนวันพรีเซนต์ลองเอาเล่มให้ AI ลองถามคำถามมาแล้วซ้อมตอบไปก่อนจะช่วยให้ไม่ลนตอนสอบจริงได้ครับ ต่อให้ไม่ตรง แต่เราจะพอเห็นภาพว่าคำถามจะมีประมาณไหนบ้าง

สุดท้ายผมโดนคอมเมนต์ให้แก้ Format นิดหน่อยกับเพิ่มตัวแปรเปรียบเทียบ ถือว่าแผลน้อยกว่าที่คิด !

หลังจากที่แก้เล่มและครูให้ผ่านแล้ว ต่อไปคือการเข้าเล่มและส่งให้คณะ ซึ่งแต่ละคณะจะมี format ไม่เหมือนกัน ควรเช็กให้ถูกต้องก่อนเข้าเล่ม ไม่งั้นจะเสียเวลาและเสียเงินได้ (ณ เวลานั้นการรอคิวร้านถ่ายเอกสารไม่ใช่เรื่องตลก ลองนึกสภาพเด็กจีนและเด็กต่างชาติจากทุกคณะมารวมกันที่ร้านถ่ายเอกสารเล็ก ๆ ดูครับ)

เทียบหมัดต่อหมัด ภาคจีนและภาคไทย

สำหรับคนที่กำลังลังเลว่าจะลุยหลักสูตรอินเตอร์ (English Program) หรือภาคจีนดี จากประสบการณ์ของผมและที่เคยคุยกับเพื่อน ๆ ขอสรุปข้อได้เปรียบและข้อจำกัดให้เห็นภาพชัด ๆ ตามนี้เลยครับ (ถ้าเป็นมหาลัยท็อปประเทศมาก ๆ อาจไม่ค่อยเจอช่องว่างตรงนี้ก็ได้ และย้ำอีกครั้งว่าอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว)

ด้วยข้อจำกัดเรื่องจำนวนอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษได้ ภาคอินเตอร์เลยจะเน้นปูพื้นฐานให้เรามีความรู้ครอบคลุมทุกแขนงของสาย CS ครับ ทั้ง Network, AI, Multimedia หรือ Data เราจะได้เรียนรู้เบื้องต้นทั้งหมด (ส่วนวิชาที่ลงลึกสุด ๆ จะเป็นกลุ่ม Hardware) ข้อดีคือทำให้เราได้ "ชิม" ทุกสายเพื่อดูว่าตัวเองถนัดอะไร แล้วค่อยไปใช้เวลาศึกษาเจาะลึกต่อยอดเองทีหลังได้ครับ

ปริมาณการบ้านผมว่าของภาคอินเตอร์จะกำลังพอดีไม่หนักหน่วงเท่าภาคภาษาจีนครับ ช่วยลดความกดดันระหว่างเรียนไปได้เยอะ ทำให้เรามีเวลาเหลือไปปั้นโปรเจกต์ส่วนตัว เก็บพอร์ต หรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียนได้

ตอนสอบป้องกันธีสิสถ้าเรียนภาคจีน อาจารย์จะจี้ถามเนื้อหาแบบดุเดือดมาก แต่สำหรับภาคอินเตอร์ บรรยากาศจะผ่อนคลายกว่า อาจารย์ไม่จี้โหดและไม่กดดันเท่าด้วยข้อจำกัดทางภาษาสำหรับบางคน ถือเป็นความสบายใจในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนครับ 5555

ทางฝั่งภาคจีนจะได้เปรียบตรงที่มีตัวเลือกวิชาเฉพาะทาง (Custom Track) ให้ลงลึกได้เยอะกว่าครับใครมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเจาะสาย AI, Machine Learning หรือ Data แบบเน้น ๆ ก็จะมีคลาสรองรับแบบจัดเต็ม พูดได้ว่าอยากเรียนอะไรก็ได้เรียน แต่ก็ต้องแลกมากับปริมาณการบ้านและความกดดันที่สูงกว่าพอสมควร ระดับภาษาจีนที่แนะนำต้อง HSK5 ขึ้นไปถึงจะพอเอาตัวรอดได้นะครับ เพราะครูพูดไวไม่พอ ศัพท์เทคนิคยังเยอะมากอีกด้วย

ถ้าคุณภาษาจีนแข็งแรงมาก ทนความกดดันได้ และมีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่แรกว่าอยากใช้เวลา 4 ปีขุดลึกวิชาเฉพาะทางสาย Tech บางสายไปเลย แนะนำให้ลุยภาคจีนครับ แต่ถ้าน้อง ๆ อยากได้ความรู้ CS ที่ครอบคลุมทุกสาย เพื่อค้นหาความถนัดของตัวเอง อยากเรียนแบบได้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วยโดยไม่เครียดจนเกินไป และอยากมีเวลาเหลือไปปั้นโปรเจกต์ส่วนตัวเพื่อใช้สมัครงาน ภาคอินเตอร์คือตัวเลือกที่เซฟและลงตัวเลย

อีกเรื่องคือค่าเทอม โดยปกติภาคอินเตอร์จะแพงกว่าภาคจีนเล็กน้อย (ประมาณ 10%) และสำหรับมหาลัยนี้เวลาพิจารณาทุน กรณีที่เกรดเท่ากัน ใครที่เรียนภาคจีนจะได้อันดับดีกว่าเพราะถือว่าเรียนยากกว่าครับ

. . . . . . . .

4

Localhost: รีวิวชีวิตหนาวติดลบในซีอาน

ก่อนบินผมกังวลเรื่องสภาพอากาศและการเตรียมของพอสมควรครับ เพราะผมบินช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พอไปถึงปุ๊บเจอ 0 องศาต้อนรับเลย เลือดกำเดาไหลอยู่ประมาณ 5 วันเต็ม เพราะเมืองโซนเหนืออากาศจะแห้งมาก แล้วอาจเจอเรื่องปัญหาฝุ่น PM ด้วย โดยเฉพาะโซนที่อยู่แถวโรงไฟฟ้าถ่านหิน (สามารถแก้ด้วยการซื้อเครื่องกรองอากาศหรือเครื่องให้ความชื้นครับ)

สิ่งที่ผมอยากแนะนำให้เตรียมไปจากไทยเลยคือยาสามัญประจำบ้าน เพราะตำรับยาที่จีนต่างจากบ้านเรา บางตัวหาซื้อไม่ได้เลยครับ โดยเฉพาะ Pseudophedrine (แก้คัดจมูก), NAC Long (ยาเม็ดฟู่ละลายเสมหะ) และยาเฉพาะทางต่าง ๆ

  • สภาพอากาศด้วยความที่ซีอานไม่ใช่เมืองติดทะเล อากาศจะแห้งกว่าไทยแบบเห็นได้ชัด เริ่มจากเปิดเทอม 1 ในเดือนกันยายน อุณหภูมิจะร้อนประมาณที่ไทยเลย ประมาณ 30°C ถึง 35°C และอากาศจะเริ่มเย็นขึ้นและใบไม้จะมีสีเหลืองในช่วงเดือนตุลาคม (ตรงหน้าประตูมหาลัยถ่ายรูปสวยมาก) ก่อนที่จะเข้าสู่โซน -5°C ถึง 0°C ในปลายเดือนพฤศจิกายน อากาศจะหนาวสุดในช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงมกราคม ในช่วงนี้อาจจะมีหิมะตกได้ จากนั้นช่วงเทอม 2 ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่อากาศดีมาก ใบไม้เริ่มผลิในเดือนมีนาคม (ในมหาลัยมีโซนดอกซากุระอยู่ ตอนบานแล้วสวยมาก) อุณหภูมิจะไต่ขึ้นจาก 0°C จนถึง 20°C และคงที่ซักพักรอผ่ายช่วงพายุทรายและมรสุมสั้น ๆ ก่อนร้อนขึ้นไปถึง 30°C ++ ในเดือนกรกฎาคม
  • เรื่องค่าครองชีพผมใช้เดือนละประมาณ 2,500-3,000 หยวน ไม่รวมค่าหอในมหาลัย ห้องคู่ 600 หยวน/เดือน โดยส่วนตัวส่วนใหญ่ฝากท้องไว้กับโรงอาหารมหาลัย มื้อละประมาณ 15-20 หยวน ที่เหลือซื้อของทั้งนั้น ใครที่ซื้อของเยอะผมแนะนำว่าสมัคร Taobao VIP ไปเลยจะคุ้มกว่า เพราะจะได้ส่วนลดทุกวันและการคืนของฟรีด้วย รวมถึงเวลาติดต่อร้านค้าจะไวกว่าเล็กน้อยครับ

  • การเดินทางหลายคนอาจคิดว่าการเดินทางในจีนคงลำบาก แต่จริง ๆ แล้วรัฐบาลเขาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเยอะมาก อย่างที่ซีอานมีรถไฟฟ้าครอบคลุมถึง 10 สาย (และกำลังสร้างเพิ่มเรื่อย ๆ) ไปไหนมาไหนสะดวกสุด ๆ หรือถ้าใครอยากสะดวกขึ้นอีก ช่วงแรกผมมีเช่าจักรยานรายเดือนแค่ 17 หยวนด้วย พออยู่ไป 1 เทอม ก็เริ่มซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามือสองมาใช้ ราคาประมาณ 1,800 - 3,500 หยวน ถ้าใครจะซื้อมือสอง ผมแนะนำให้ดูอะไหล่กับสภาพแบตเตอรี่ให้ดีว่ามีการเปลี่ยนมาแล้วหรือยัง ส่วนใครที่ซื้อมือหนึ่ง ต้องเผื่อใจหน่อยว่ามูลค่าจะหายไปเร็วกว่ามือสอง

ถ้าใครชอบธรรมชาติ ผมขอป้ายยา อุทยานป่าไม้เซียงอวี่ (祥峪森林公园: Xiángyù Sēnlín Gōngyuán) วิวภูเขาสวยมากเหมือนเปิดสูตรโกง นั่งแท็กซี่จากหน้ามหาลัยไปแค่ประมาณ 15 หยวน ค่าเข้าอีกประมาณ 30 หยวน เหมาะจะเอาไว้ไปพักสมองจากการเรียนที่สุดครับ

Tips: พยายามสังเกตแพตเทิร์นการใช้ชีวิตของคนที่นั่น แล้วเราจะค่อย ๆ หาวิธีใช้ชีวิตที่ทั้งประหยัดและสะดวกได้เอง

. . . . . . . .

5

git push: ลุยสนามจริง รันโปรเจกต์ที่บิ๊กเทค

ช่วงปี 3 เทอม 2 ผมรู้ตัวเรื่องหาที่ฝึกงานช้าไปหน่อยครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเดี๋ยวมหาลัยก็หาให้ แต่พอรู้ว่าโควตาของมหาลัยเราต้องไปแข่งกับเด็กจีนด้วย เลยเริ่มยื่น Resume หาบริษัทในไทยฝึกงานเองตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมปัญหาที่พบคือรอบฝึกงาน (เดือน 7-8) จะไม่ตรงกับมหาลัยในไทย (เดือน 6-7) สมัครไปประมาณ 20-30 ที่ ทั้งบริษัทใหญ่และสตาร์ตอัปในไทย สุดท้ายมีเรียกสัมภาษณ์แค่ที่เดียวคือที่ Huawei

ตอนสัมภาษณ์ ผมนำเสนอประสบการณ์ช่วงที่เป็นเลขาของสมาคมนักเรียนไทย-จีน (TCSA)และหัวหน้าแผนก IT ที่สร้างและดูแลเว็บไซต์สมาคมมาพรีเซนต์ให้เขาดู (ตรงนี้ผมมีผลงานที่เป็นหน้าเว็บ https://tcsa.or.th) และการ Student Assistant ให้กับครูที่ปรึกษา และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอนโครงการ #พาเด็กไทยกลับจีนในช่วงโควิด-19 ทำให้เขาเห็นว่าเราเข้าใจวิธีคิดและรู้วิธีการทำงานร่วมกับคนจีน

รวมถึงประสบการณ์เสริมต่าง ๆ เช่น กรรมการนักเรียนตอนม.6 หรือการเป็นทีมงานด้อมแฟนคลับศิลปินท่านหนึ่งในช่วงรอไปเรียนที่จีน ประสบการณ์เสริมพวกนี้ไม่ได้ตรงสายอะไร แต่ช่วยแสดงให้เห็นว่าเรามีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นและได้ฝึกทักษะต่าง ๆ มาบ้างแล้ว ทั้งหมดนี้น่าจะมีส่วนให้ได้รับเข้าฝึกงานครับ

Side Quest: Internship 100/100

หนึ่งอย่างที่ผมอยากทำได้ตอนเรียนคือการได้ 100/100 คะแนน คำถามที่ว่าทำไม เพราะผมรู้สึกว่ามันเท่ดีบวกกับนิสัยชอบเอาชนะโดยส่วนตัวนี่แหละ ผมรู้ตัวว่าผมไม่สามารถทำจากวิชาเรียนได้แน่ ๆ เพราะตัวแปรเยอะเกิน สำหรับมหาลัยจะให้บริษัทเป็นคนให้คะแนนวิชาฝึกงาน ผมเลยใช้วิธีทำรีพอร์ตส่งเมนเทอร์เป็นรายสัปดาห์ (จากที่ปกติต้องส่งรายเดือน) เพื่อให้สะท้อนการพัฒนามากขึ้น

ผมได้ทำ 2 โปรเจกต์ในช่วงของการฝึกงาน 2 เดือน แต่ละโปรเจกต์ผมจะเขียนรายงานไว้ (แนะนำให้แจ้ง mentor ที่ดูแลเราล่วงหน้าว่าจะของใช้รายงานนี้กลับไปส่งมหาลัย mentor จะบอกว่าส่วนไหนที่เปิดเผยได้/ไม่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาภายหลัง) รวมถึงการลงไซต์งานก็จะมีทำรายงานส่ง mentor เช่นกัน

ที่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เพราะว่าตอนพรีเซนต์ประเมินคะแนนจะได้ใช้หลักฐานพวกนี้มาสนับสนุนว่าทำไมผมถึงควรได้คะแนนเต็ม ผมขอพี่ HR ตามตรงเลยว่าช่วยเขียนประเมินอิงตามผลงานพวกนี้ให้หน่อย เพราะผมอยากได้ 100 เต็มจริง ๆ และสุดท้ายก็ได้ 100/100 มาประดับ transcript ครับ ถือเป็นจุดที่ผมได้เก็บประสบการณ์ หาสกิลใหม่ ๆ แสดงศักยภาพ และดึงความมั่นใจกลับมาได้เยอะมาก ๆ

อีกสิ่งที่พึ่งมารู้ตัวตอนกำลังเขียนสรุปส่งอาจารย์คือเราได้เอาของที่เรียนมาทั้งหมดมาปะติดปะต่อกันระหว่างที่เราฝึกงาน ซึ่งตรงนี้ช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่า 3 ปีที่ผ่านมามันเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และ 1 ปีถัดจากนี้เราจะยังพัฒนาตรงไหนได้บ้าง สำหรับมุมมองคนจีนเอง Huawei คือบริษัทเทคโนโลยีอันดับ 1 Infrastructure หลายอย่างในจีนก็เป็นของ Huawei การที่สามารถได้ฝึกงาน (ต่อให้เป็นในไทย) ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ

ก้าวแรกหลังเรียนจบ

หลังเรียนจบ ผมเปลี่ยนแผนจากการต่อ ป.โท เป็นการหางานในวินาทีสุดท้าย ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ยื่นสมัครงานที่ไหนแบบจริงจัง และมายื่นในจังหวะที่เลยช่วงรับสมัครงานไปแล้ว เลยทำให้ต้องใช้เวลาซักครึ่งปีหางานไปเรื่อย ๆ (เชื่อว่าจะเร็วกว่านี้ถ้าไม่โยนตอน 2 ปีแรก) จนกระทั่งวันนึงมี Recruiter ติดต่อทาง LinkedIn ชวนผมไปสัมภาษณ์งานที่ Xiaomi

คำถามนึงที่เจอตอนสัมภาษณ์คือ “โปรไฟล์คุณมาสาย Data หมดเลยนะ แต่ต้องมาทำ Testing คุณจะโอเคไหม?” ผมก็ตอบไปตามตรงเลยว่ามันเป็นงานแรกเอง ยังมีเวลาให้ลองทำและเรียนรู้อีกเยอะ นอกจากนี้ผมชินกับระบบการทำงานของจีน และพร้อมจะเรียนรู้เรื่องและปรับตัวกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วย (ผมเจอพาร์ตสัมภาษณ์ภาษาจีนจากหลายบริษัทที่สมัครไปเลยครับ ต่อให้เรียนภาคอังกฤษมา การเตรียมภาษาจีนให้อย่างน้อยแนะนำตัวเองแบบเป็นเรื่องเป็นราวและสื่อสารเบื้องต้นได้ก่อนไปสัมภาษณ์ จะทำให้เราพอมี impression ที่ดีมากขึ้นได้ครับ)

สุดท้ายผมก็ได้งานเป็น Quality Assurance ในแผนก Mobile Testing ดูแลการทดสอบโทรศัพท์ Xiaomi ทุกรุ่น ทุกเวอร์ชันก่อนปล่อยสู่ทั่วโลกครับ วัฒนธรรมการทำงานบอกเลยว่าต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เดือนแรกคือการเทรนนิ่งแบบอัดฉีด พอผ่านโปรฯ ปุ๊บ ก็ได้ลงลึกงานจริงทันที ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความแม่นยำ การได้มาทำงานก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีครับ

. . . . . . . .

6

Requirements.txt:

3 สิ่งที่ต้องแพตช์ให้พร้อม ก่อนลุยสาย Tech จีน

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่ผมอยากบอกตัวเองเลยคือ 'อย่าโยนการเรียนทิ้งเร็วเกินไป' ครับ ถึงสุดท้ายผมจะเอาตัวรอดจนจบมาได้ แต่ถ้าเราเต็มที่ตั้งแต่วันแรก แต้มต่อและโอกาสด้านทุนการศึกษาจะเปิดกว้างกว่านี้เยอะมาก ส่วนใครที่เล็งสาย CS แนะนำให้เตรียม 4 อย่างนี้ให้พร้อมเพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง

1. ปั้น Portfolio ให้ตรงสาย

ลองศึกษาพวกวิชาพื้นฐานอย่าง Calculus, Computer Theory และการเขียนโค้ด Python มาก่อน ถ้ามีโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่ลงมือทำเอง เช่น การต่อแผงวงจร Arduino หรือทำผลงาน Coding แล้วอัปโหลดลง GitHub ก็จะช่วยให้โปรไฟล์ของเราดูโดดเด่นเตะตากรรมการขึ้นได้ครับ

2. เตรียมเอกสารให้เร็ว

พวก Transcript, Recommendation Letter และคะแนน IELTS ควรรีบเตรียมและยื่นให้เร็วที่สุด เพราะโควตาทุนส่วนใหญ่จะให้สิทธิ์คนที่โปรไฟล์พร้อมก่อน

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือต้อง 'กล้าส่งอีเมลหา Admission Office' ครับ อีเมลติดต่อสามารถหาได้จากเว็บไซต์มหาลัยเลย ให้ส่งไปปรึกษาแบบเป็นทางการ แนะนำตัวให้ชัดเจนว่าเราเป็นใคร สนใจคณะอะไร แล้วลิสต์คำถามเรียงเป็นข้อ 1-2-3-4 ไปเลย การสื่อสารแบบนี้สำคัญมากในบริบทของการทำงานร่วมกับคนจีน แต่กฎเหล็กที่ต้องระวังเลยคือ 'อย่าทักนอกเวลาทำงาน' และ 'ไม่ควรคุยเรื่องการเมือง' เด็ดขาดครับ

3. ตีบวกของไว้

คำถามคลาสสิกเลยว่าเรียนสายนี้ใช้คอมพิวเตอร์แบบไหนดี ผมแนะนำให้ตั้งงบไว้ประมาณ 20,000-30,000 บาทครับ ยืนพื้นด้วยระบบปฏิบัติการ Windows ไว้ก่อน เพราะบางโปรแกรมต้องไปรันทำงานบนระบบ Linux สเปกขั้นต่ำที่ใช้งานได้โอเคคือ CPU ระดับ Core i5 หรือ AMD Ryzen 5 และ RAM 16GB เป็นอย่างน้อยครับ

4. ลองเรียนของจริง

สิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น คำพูดมากมาย ความหมายไม่ตรงเทสต์ก็มี เพราะงั้น ผมเลยแนะนำว่าลองเรียนคอร์สสั้น ๆ ฟรีตาม YouTube เพื่อชิมลางก่อนก็ได้ครับว่า 4 ปีถัดจากนี้จะเจออะไรบ้าง

  • Every Computer Science College Course Explained in 12 Minutesคลิปนี้อธิบายให้เห็นภาพรวมว่ารายวิชาเอกที่จะได้เรียนมีอะไรและเกี่ยวกับอะไรบ้าง

  • CS50's Computer Science- ภาพรวมเกี่ยวกับ CS สอนโดย Prof. David J. Malan ที่ส่วนตัวผมยกให้ขึ้นหิ้งเรื่องการสอน CS เลย

  • CS50's Introduction to Programming with Python- เรียนภาษา Python ที่เหมาะสำหรับคนเริ่มเรียนเขียนโปรแกรม สอนโดย Prof. David J. Malan เจ้าเดิม

  • Basic Introduction to Calculus 1- ทบทวนความรู้แคลคูลัสม.ปลาย ที่จะต้องเรียนตั้งแต่เทอมแรกไม่ว่าคุณจะเรียนคณะใดก็ตาม

ทั้ง 4 คลิปนี้จะเป็นการไกด์ไลน์เบื้องต้นว่าเนื้อหาที่จะเจอตอนเรียนจะมีโครงประมาณนี้ ถ้ารู้สึกว่าชอบก็สมัครได้เลย ถ้ายังอาจจะต้องย้อนกลับมาคิดให้ตกผลึกอีกครั้งว่าเรายังสนใจคณะนี้จริง ๆ ใช่ไหมก่อนนะครับ

5. Git pull อัปเดตเทรนด์ Tech จีน

สำหรับสายคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าคือ AI & Machine Learning รวมถึงเรื่องการพัฒนาชิปคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะตอนนี้ทิศทางของจีนคือพยายามทำทุกวิถีทางให้อยู่รอดและขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างชาติ

อีกเทรนด์ที่ชัดเจนมากคือ “พลังงานสะอาด” จีนพยายามลดการใช้น้ำมันลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้รถยนต์บนถนนส่วนใหญ่กลายเป็นรถ EV (ไฟฟ้า) เกือบหมดแล้ว หลายพื้นที่ก็หันไปเน้นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind Power) แบบเต็มตัว

ส่วนอีกอุตสาหกรรมที่ดุเดือดไม่แพ้กันคืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จีนผลิตเองทุกอย่างเลยนะ ระดับที่ว่าสร้างมิสไซล์เองได้แล้ว แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าสาขาแนว ๆ นี้มักจะเป็นความลับระดับชาติให้เฉพาะคนจีนเรียนเท่านั้น หรือบางสาขาที่ต่อให้เปิดรับเด็กต่างชาติในภาคอินเตอร์ เนื้อหาก็จะไม่ได้ลงลึกเท่าเด็กภาคภาษาจีนครับ สรุปคือใครที่มีสกิลสายเทคโนโลยีใหม่ ๆ พวกนี้ติดตัวมา โอกาสในตลาดงานยุคหน้าเปิดกว้างแน่นอนครับ

. . . . . . . .

7

README.md บทสรุปส่งท้าย

ระว่างที่พูดคุยเล่าเรื่องนี้ทำให้ผมตกผลึกออกมาได้ว่า 4 ปีในชีวิตมหาลัยเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไวมาก ประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้เราโตขึ้นมามากแม้จะดีหรือร้ายก็ตาม

การไปเรียนเป็นการตัดสินใจที่ดีมากสำหรับผม ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยความยากลำบากจากทั้งการเรียนและการปรับตัวที่เอาจริง ๆ ก็ใช้เวลานานพอควร มันจะมีช่วงเวลาที่ท้อแท้ เศร้า กดดัน เสมอ ลองออกไปพักผ่อน เดินเล่น ออกกำลังกาย ไปร้องเพลงกับเพื่อนฝูง ทำสิ่งที่ชอบให้สมองปลอดโปร่ง กว่าที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ได้ต้องใช้ความพยายาม การฮึดสู้ เป้าหมาย และกำลังใจในการชนะตัวเอง

เมื่อผ่านมาแล้วผมได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิด โอกาส และแรงบันดาลใจเพื่อเดินไปข้างหน้า และสุดท้ายพอมองย้อนกลับมาก็จะเป็นความทรงจำที่สวยงามเสมอ

ถ้าได้มีโอกาสไปเรียนที่จีนแล้ว ก็ไปเอาความรู้ที่หาได้เฉพาะจากที่จีนเท่านั้น ไปเข้าใจแนวคิดว่าทำไมชนชาติหนึ่งถึงพัฒนาขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในช่วงสงครามฝิ่นจนเป็นมหาอำนาจของโลก ไปลองใช้เวลาในต่างแดนด้วยตัวคนเดียวให้โตขึ้น ไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา ไปลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ออกจากกรอบเดิม ๆ ไปหามิตรภาพและผูกมิตรกับคนต่างพื้นเพ ไปหาต่อยอดสิ่งที่เรามีหรือสร้างโอกาสใหม่ และไปใช้ชีวิตให้เต็มที่

ขอให้ทุกคนเรียนอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จครับ

. . . . . . .

The world is waiting,

and you’re warmly invited!

เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Boxโกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair

งานนี้พบ "พี่จีน" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่(ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!

ความปังยังไม่หมดนะคะในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย

มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

  • Save the Date:25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
  • Location: BITEC บางนา (EH98)
  • ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...