โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พัฒนาการ “กฎหมายทะเล 1982” (UNCLOS) ระเบียบโลกเหนือมหาสมุทร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 12.13 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 12.10 น.

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล(UNCLOS) คือระบบและกลไกธรรมาภิบาลสากลในการ “จำกัด” พื้นที่ทางทะเล ซึ่งประเทศไทยเองให้การยอมรับเพื่อให้ “ผูกพัน” ต่อกฎหมายระหว่างประเทศ อนุสัญญา หรือความตกลงทางทะเลฉบับต่าง ๆ

กลไกดังกล่าวมีความสำคัญทั้งในฐานะของ “โอกาส” และ “ข้อจำกัด” บนเกมการต่อสู้ในพื้นที่สมุททานุภาพโลก ซึ่งก็คือการที่รัฐใดรัฐหนึ่งจะมีอำนาจหรือขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์จากทะเล ทั้งด้านความมั่นคง การพาณิชย์ และการจัดการทรัพยากร เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของชาติตน

ระบบและกลไกแบบ UNCLOS มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานมากแล้ว โดยพัฒนามาตั้งแต่สมัยโบราณในลักษณะข้อตกลงในการใช้พื้นที่ทางทะเล เช่น กฎหมายทะเลแห่งโรเดียน(The Rhodian Sea Laws) เมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเรือสินค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือการเกิดสถาบันทางทะเล(the Consutate of the Sea) ในยุคกลางของยุโรป เพื่อจัดการข้อพิพาทระหว่างเรือขนส่ง ท่าเรือ พ่อค้า และชาวประมง บริเวณท่าเรือบาร์เซโลนา

เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ฮิวโก โกรเทียส(Hugo Grotius) ได้เขียนบทความชื่อ“Mare Liberum” หรือเสรีภาพทางทะเล ว่าด้วยแนวคิด“ทะเลเปิด”เขาเสนอว่า มหาสมุทรควรมีสถานะเป็นพื้นที่ที่รัฐต่าง ๆ ใช้ร่วมกันในการสัญจรและค้าขายระหว่างดินแดน โดยไม่อยู่ใต้อธิปไตยของรัฐใดเลย แต่ชาติมหาอำนาจไม่พอใจนักกับข้อเสนอดังกล่าว

คริสต์ศตวรรษที่ 18คอร์เนลิส ฟาน บิเกอร์โชก(Cornelis van Bynkershoek) เสนอให้แบ่งเขตน่านน้ำชายฝั่ง (Coastal Waters) และทะเลหลวง (High Seas) โดยใช้กฎระยะยิงของปืนใหญ่ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด“ทะเลปิด” แต่เมื่อเทคโนโลยีอาวุธล้ำสมัยขึ้น การวัดระยะแบบเดิมเลยไร้ผล

ไม่นานหลังจากนั้นเฟอร์ดินานโด กาเลียนี (Ferdinando Galiani) จึงเสนอให้กำหนดระยะตายตัวของน่านน้ำชายฝั่งที่ 3 ไมล์ทะเล (5.55 กิโลเมตร)

ค.ศ. 1930 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการก่อตั้งองค์การสันติบาตชาติ ก็เกิดความพยายามผลักดันให้เกิดระบบระหว่างประเทศขึ้นมาหลายอย่าง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเลมีประเด็นว่าด้วยเขตแดนในน่านน้ำ แต่ยังไม่มีการผลักดันให้เกิดอนุสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเป็นทางการ องค์การสันนิบาตชาติก็สิ้นสุดไปเสียก่อน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด และเกิดองค์การสหประชาชาติขึ้น มีการประชุมอีกครั้งใน ค.ศ. 1958 ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ณ กรุงเจนีวา แล้วประกาศใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดนิยามของทะเลอาณาเขตและพื้นที่ทางทะเลอื่น ๆ เช่น การจัดแบ่งอาณาเขตทางทะเล อำนาจอธิปไตยของรัฐต่าง ๆ ในทะเล เขตเสรีภาพ การอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเลหลวง และการกำหนดพื้นที่ไหล่ทวีป แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ในปลายยุคสงครามเย็น อนุสัญญาข้างต้นก็ถูกนำมาทบทวนในการประชุมกฎหมายทะเลเมื่อ ค.ศ. 1982 ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการยกระดับกฎหมายทางทะเลครั้งใหญ่อีกครั้ง เกิดเป็น “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982”(United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS 1982) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้น

แต่เนื่องจากมีประเทศต่าง ๆ เรียกร้องให้แก้ไขข้อความจำนวนมาก กว่าอนุสัญญาฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จก็ต้องรอถึง ค.ศ. 1994 โดยอาณาเขตทางทะเลของ UNCLOS ได้แบ่งพื้นที่ของน่านน้ำส่วนต่าง ๆ ไว้ดังนี้

1) น่านน้ำภายใน (Internal Waters)หมายถึง ทะเลสาบ อ่าว หรือแม่น้ำ รัฐชายฝั่งมีอำนาจเหนือน่านน้ำภายใน เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอธิปไตยโดยสมบูรณ์

2) ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea)คือพื้นที่ทางทะเลที่วัดจากเส้นฐานออกไปไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล (22.22 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต

3) เขตต่อเนื่อง (Contiguous Zone)คือบริเวณที่อยู่ถัดจากทะเลอาณาเขต กว้างไม่เกิน 24 ไมล์ทะเล (44.44 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งมีอำนาจในการกำหนดกฎหมาย หรือมาตรการป้องกันและลงโทษการละเมิดกฎหมายว่าด้วยศุลกากร การคลัง การเข้าเมือง และการสาธารณสุข อำนาจดังกล่าวจะจำกัดกว่า คือไม่เท่ากับอำนาจอธิปไตย

4) เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) คือบริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต มีความกว้างไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล (370.40 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งมีอำนาจในการสำรวจ แสวงประโยชน์ อนุรักษ์ และจัดการทรัพยากรเหนือพื้นที่

5) ทะเลหลวง (High Seas)คือพื้นที่ถัดจากเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐต่าง ๆ มีเสรีภาพในการเดินเรือ ทำประมง วางสายเคเบิล และวิจัยต่าง ๆ

6) ไหล่ทวีป (continental shelf)คือบริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต ขยายออกไปได้ไม่เกิน 350 ไมล์ทะเล (648.20 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งยังมีสิทธิในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรไหล่ทวีปอยู่

7) บริเวณพื้นที่ (The Area)คือ พื้นดินท้องทะเล พื้นมหาสมุทร และดินใต้ผิวดินที่อยู่พ้นขอบเขตอำนาจรัฐ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ (International Seabed Authority-ISA) ไม่อยู่ใต้อำนาจจำเพาะของรัฐใด ๆ ทุกรัฐมีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้หลักการเสรีภาพแห่งทะเลหลวง

ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีใน UNCLOS แล้วถึง 94 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้นในอนาคต อนุสัญญาฯ ดังกล่าวยังมีข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นบรรทัดฐานและกฎระเบียบในการออกแบบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทางทะเล สิทธิในการเดินทาง การจัดสรรทรัพยากร และกลไกในการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ปิติ ศรีแสงนาม และจักรี ไชยพินิจ. (2568). Amidst The Global Sea Power : ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก.กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พัฒนาการ “กฎหมายทะเล 1982” (UNCLOS) ระเบียบโลกเหนือมหาสมุทร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...