พัฒนาการ “กฎหมายทะเล 1982” (UNCLOS) ระเบียบโลกเหนือมหาสมุทร
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล(UNCLOS) คือระบบและกลไกธรรมาภิบาลสากลในการ “จำกัด” พื้นที่ทางทะเล ซึ่งประเทศไทยเองให้การยอมรับเพื่อให้ “ผูกพัน” ต่อกฎหมายระหว่างประเทศ อนุสัญญา หรือความตกลงทางทะเลฉบับต่าง ๆ
กลไกดังกล่าวมีความสำคัญทั้งในฐานะของ “โอกาส” และ “ข้อจำกัด” บนเกมการต่อสู้ในพื้นที่สมุททานุภาพโลก ซึ่งก็คือการที่รัฐใดรัฐหนึ่งจะมีอำนาจหรือขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์จากทะเล ทั้งด้านความมั่นคง การพาณิชย์ และการจัดการทรัพยากร เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของชาติตน
ระบบและกลไกแบบ UNCLOS มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานมากแล้ว โดยพัฒนามาตั้งแต่สมัยโบราณในลักษณะข้อตกลงในการใช้พื้นที่ทางทะเล เช่น กฎหมายทะเลแห่งโรเดียน(The Rhodian Sea Laws) เมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเรือสินค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือการเกิดสถาบันทางทะเล(the Consutate of the Sea) ในยุคกลางของยุโรป เพื่อจัดการข้อพิพาทระหว่างเรือขนส่ง ท่าเรือ พ่อค้า และชาวประมง บริเวณท่าเรือบาร์เซโลนา
เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ฮิวโก โกรเทียส(Hugo Grotius) ได้เขียนบทความชื่อ“Mare Liberum” หรือเสรีภาพทางทะเล ว่าด้วยแนวคิด“ทะเลเปิด”เขาเสนอว่า มหาสมุทรควรมีสถานะเป็นพื้นที่ที่รัฐต่าง ๆ ใช้ร่วมกันในการสัญจรและค้าขายระหว่างดินแดน โดยไม่อยู่ใต้อธิปไตยของรัฐใดเลย แต่ชาติมหาอำนาจไม่พอใจนักกับข้อเสนอดังกล่าว
คริสต์ศตวรรษที่ 18คอร์เนลิส ฟาน บิเกอร์โชก(Cornelis van Bynkershoek) เสนอให้แบ่งเขตน่านน้ำชายฝั่ง (Coastal Waters) และทะเลหลวง (High Seas) โดยใช้กฎระยะยิงของปืนใหญ่ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด“ทะเลปิด” แต่เมื่อเทคโนโลยีอาวุธล้ำสมัยขึ้น การวัดระยะแบบเดิมเลยไร้ผล
ไม่นานหลังจากนั้นเฟอร์ดินานโด กาเลียนี (Ferdinando Galiani) จึงเสนอให้กำหนดระยะตายตัวของน่านน้ำชายฝั่งที่ 3 ไมล์ทะเล (5.55 กิโลเมตร)
ค.ศ. 1930 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการก่อตั้งองค์การสันติบาตชาติ ก็เกิดความพยายามผลักดันให้เกิดระบบระหว่างประเทศขึ้นมาหลายอย่าง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเลมีประเด็นว่าด้วยเขตแดนในน่านน้ำ แต่ยังไม่มีการผลักดันให้เกิดอนุสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเป็นทางการ องค์การสันนิบาตชาติก็สิ้นสุดไปเสียก่อน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด และเกิดองค์การสหประชาชาติขึ้น มีการประชุมอีกครั้งใน ค.ศ. 1958 ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ณ กรุงเจนีวา แล้วประกาศใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดนิยามของทะเลอาณาเขตและพื้นที่ทางทะเลอื่น ๆ เช่น การจัดแบ่งอาณาเขตทางทะเล อำนาจอธิปไตยของรัฐต่าง ๆ ในทะเล เขตเสรีภาพ การอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเลหลวง และการกำหนดพื้นที่ไหล่ทวีป แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ในปลายยุคสงครามเย็น อนุสัญญาข้างต้นก็ถูกนำมาทบทวนในการประชุมกฎหมายทะเลเมื่อ ค.ศ. 1982 ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการยกระดับกฎหมายทางทะเลครั้งใหญ่อีกครั้ง เกิดเป็น “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982”(United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS 1982) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้น
แต่เนื่องจากมีประเทศต่าง ๆ เรียกร้องให้แก้ไขข้อความจำนวนมาก กว่าอนุสัญญาฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จก็ต้องรอถึง ค.ศ. 1994 โดยอาณาเขตทางทะเลของ UNCLOS ได้แบ่งพื้นที่ของน่านน้ำส่วนต่าง ๆ ไว้ดังนี้
1) น่านน้ำภายใน (Internal Waters)หมายถึง ทะเลสาบ อ่าว หรือแม่น้ำ รัฐชายฝั่งมีอำนาจเหนือน่านน้ำภายใน เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอธิปไตยโดยสมบูรณ์
2) ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea)คือพื้นที่ทางทะเลที่วัดจากเส้นฐานออกไปไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล (22.22 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต
3) เขตต่อเนื่อง (Contiguous Zone)คือบริเวณที่อยู่ถัดจากทะเลอาณาเขต กว้างไม่เกิน 24 ไมล์ทะเล (44.44 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งมีอำนาจในการกำหนดกฎหมาย หรือมาตรการป้องกันและลงโทษการละเมิดกฎหมายว่าด้วยศุลกากร การคลัง การเข้าเมือง และการสาธารณสุข อำนาจดังกล่าวจะจำกัดกว่า คือไม่เท่ากับอำนาจอธิปไตย
4) เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) คือบริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต มีความกว้างไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล (370.40 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งมีอำนาจในการสำรวจ แสวงประโยชน์ อนุรักษ์ และจัดการทรัพยากรเหนือพื้นที่
5) ทะเลหลวง (High Seas)คือพื้นที่ถัดจากเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐต่าง ๆ มีเสรีภาพในการเดินเรือ ทำประมง วางสายเคเบิล และวิจัยต่าง ๆ
6) ไหล่ทวีป (continental shelf)คือบริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต ขยายออกไปได้ไม่เกิน 350 ไมล์ทะเล (648.20 กิโลเมตร) รัฐชายฝั่งยังมีสิทธิในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรไหล่ทวีปอยู่
7) บริเวณพื้นที่ (The Area)คือ พื้นดินท้องทะเล พื้นมหาสมุทร และดินใต้ผิวดินที่อยู่พ้นขอบเขตอำนาจรัฐ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ (International Seabed Authority-ISA) ไม่อยู่ใต้อำนาจจำเพาะของรัฐใด ๆ ทุกรัฐมีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้หลักการเสรีภาพแห่งทะเลหลวง
ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีใน UNCLOS แล้วถึง 94 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้นในอนาคต อนุสัญญาฯ ดังกล่าวยังมีข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นบรรทัดฐานและกฎระเบียบในการออกแบบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทางทะเล สิทธิในการเดินทาง การจัดสรรทรัพยากร และกลไกในการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ
อ่านเพิ่มเติม :
- 6 กองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ครอบคลุมทั่วโลก
- เปิดสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ร.ศ. 125 ยืนยันสิทธิสยามเหนือ “เกาะกูด”
- ใครเป็นเจ้าของ “ซาน โฆเซ” เรือมหาสมบัติมูลค่าสูงสุดในโลก ที่ถูกค้นพบหลังอับปางกว่า 300 ปี?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ปิติ ศรีแสงนาม และจักรี ไชยพินิจ. (2568). Amidst The Global Sea Power : ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก.กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 เมษายน 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พัฒนาการ “กฎหมายทะเล 1982” (UNCLOS) ระเบียบโลกเหนือมหาสมุทร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com