เปลี่ยนชื่อพรรคดีมั้ย?
ทำเป็นเล่นไป…
พรรคส้มอาจได้ชื่อใหม่จริงๆ
เป็นชื่อ “พรรคราษฎร” ตามที่ “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ผู้นำทางจิตวิญญาณ ตั้งเป้าเป็นรัฐบาลปี ๒๕๗๕
"…ถ้าถูกยุบ ก็ตั้งชื่อใหม่ 'พรรคราษฎร'ดีไหม ตั้งเป้าเป็นรัฐบาลปี ๒๕๗๕/๒๐๓๒ ครบรอบ ๑๐๐ ปีพอดี…"
ครบร้อยปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ นั่นแหละครับ
ก็ดีครับ…
ยังหน้ามืดตามัวกับพรรคส้ม คาดหวังว่าจะเป็นพรรคที่จะมาปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปมันทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือประมง
ทั้งๆ ที่พรรคนี้แค่ข้อมูลสมาชิกพรรคยังรักษาไว้ไม่ได้ เดือดร้อนสมาชิกพรรคส้มนับแสนคนที่ต้องเสียวสันหลัง ไม่รู้ว่าวันไหนจะมีหมายเรียก หมายจับ หมายศาล มาถึงบ้าน ข้อหาบัญชีม้า
คิดอะไรใหญ่โต แต่ดันทำเรื่องเล็กๆ พลาด ทั้งๆ ที่ไม่ควรพลาด
วานนี้ (๑๕ มีนาคม) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลอื่นๆ เนื้อหาระบุตามนี้ครับ…
-----------------------
ตามที่ปรากฏข่าวสาร กรณีพรรคประชาชน ได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอเรียนชี้แจง ดังนี้
๑.การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ
(๑) กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน ได้แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๒.๐๐ น. เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบายการรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
(๒) กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิด สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับผู้กระทำความผิด ต่อไป
๒.กรณีหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูลมีการปล่อยปละละเลยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่
(๑) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
-เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรโดยมิชอบ
(๒) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
-เข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำอันมีข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร
(๓) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (PDPA)
-การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย
-โทษ : โทษทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา
(๔) พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ หากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
(๕) กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง
-หากการได้มาของข้อมูลนำไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ
-ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดต้องอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ
๓.สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลหากมีการนำข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของบุคคลไปใช้โดยมิชอบ เช่น บริการทางการเงิน เปิดบัญชีทำธุรกรรมต่างๆ เป็นต้น จนทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดที่มีโทษอาญา และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่
(๑) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๒) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔-๒๖๘ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงสิบปี และปรับสูงสุดสองแสนบาท
(๓) ความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา ๑๔ (๑) แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๔) ความผิดเกี่ยวกับเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๕) หากมีการเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๖) ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย
๔.แนวทางการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ ในกรณีที่ประชาชนมีความกังวลว่าข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ สามารถดำเนินการได้ ดังนี้ (๑) ติดต่อ สำนักทะเบียนอำเภอ/เขต เพื่อขอทำบัตรประชาชนใหม่ (๒) กรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาดำเนินการออกบัตรใหม่ได้ตามระเบียบ แต่ยังคงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ระเบียบกำหนด (ค่าธรรมเนียม ๑๐๐ บาท) (๓) โดยเลขประจำตัวประชาชนยังคงเดิม แต่จะมีเลขหลังบัตร (Laser ID) ใหม่
-------------------------------------------
ฐานความผิดเป็นบัญชีหางว่าวครับ
ทั้งแพ่ง อาญา โทษทางปกครอง
ส่วนความผิดฐานยุบพรรคการเมืองตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๒ หลักๆ คือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง, ทุจริตเลือกตั้ง, รับเงินมิชอบ เป็นต้น
อยู่ที่การหลุดของข้อมูลครับว่าหลุดเพราะอะไร เอาไปทำอะไร ใครเป็นคนทำหลุด คนใน หรือคนนอก
ถ้าคนในมีเจตนาเอาไปทำธุรกิจ เอาไปค้ากำไร แล้วปรากฏหลักฐานก็ไม่รอดครับ มาตรา ๒๐ วรรคสอง “พรรคการเมืองต้องไม่ดําเนินกิจการอันมีลักษณะเป็นการแสวงหากําไรมาแบ่งปันกัน”
แต่คงไม่มีใครทำแบบนั้นหรอกครับ
เว้นเสียแต่ว่าอยากเปลี่ยนชื่อพรรค.