“สงครามอิหร่าน” ป่วนห่วงโซ่อุปทานยา เสี่ยงกระทบยารักษามะเร็งในตะวันออกกลาง
"สงครามอิหร่าน" ป่วนห่วงโซ่อุปทานยา ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบยาสำคัญที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ยารักษามะเร็งและวัคซีน ขณะที่ผู้ผลิตยาเร่งหาเส้นทางขนส่งใหม่
วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.03 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาสำคัญเข้าสู่ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ยารักษามะเร็งและวัคซีน หลังเส้นทางขนส่งหลักทั้งทางอากาศและทางทะเลถูกรบกวนจากการสู้รบในภูมิภาค
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมยาเปิดเผยว่า ความขัดแย้งที่เริ่มจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน และการตอบโต้ของอิหร่าน ได้ทำให้ศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศหลายแห่งหยุดชะงัก รวมถึงเส้นทางเดินเรือบางส่วนถูกปิด ส่งผลให้การขนส่งสินค้า ตั้งแต่ยา อาหาร ไปจนถึงน้ำมัน เกิดความติดขัด
แม้ขณะนี้ยังไม่พบการขาดแคลนยาอย่างรุนแรง แต่ผู้บริหารหลายรายเตือนว่า สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้หากสงครามยืดเยื้อ เนื่องจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียต้องพึ่งพาการนำเข้ายาเป็นหลัก และยาหลายชนิดมีอายุการเก็บรักษาสั้น รวมทั้งต้องเก็บในระบบ Cold Chain หรือการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด
บริษัทผลิตยาจากตะวันตกหลายแห่งจึงเริ่มหาเส้นทางขนส่งทางเลือก เช่น การขนส่งทางอากาศไปยังสนามบินในเจดดาห์และริยาดของซาอุดีอาระเบีย ก่อนจะใช้รถบรรทุกขนส่งต่อทางบกไปยังประเทศปลายทาง ขณะที่บางบริษัทเลือกใช้เส้นทางผ่าน อิสตันบูลหรือโอมาน
ก่อนหน้านี้ สนามบินสำคัญในภูมิภาค เช่น ดูไบ อาบูดาบี และโดฮา ต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราวจากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน สนามบินเหล่านี้ถือเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าระดับโลก ที่เชื่อมยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยสายการบินอย่าง Emirates และ Etihad รวมถึงบริษัทโลจิสติกส์ เช่น DHL มีบทบาทสำคัญในการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ
ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า มากกว่า 20% ของการขนส่งสินค้าทางอากาศของโลก ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับยาและวัคซีนสำคัญ ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่าการสร้างเส้นทางขนส่งแบบ Cold Chain ใหม่ ไม่สามารถทำได้ทันที และบางพื้นที่อาจไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
ผู้บริหารบริษัทเภสัชภัณฑ์รายหนึ่งระบุว่า บริษัทต้องจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อจัดลำดับความสำคัญของการขนส่งยาเร่งด่วน โดยเฉพาะยารักษามะเร็ง พร้อมเตือนว่าการขนส่งที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอาจพลาดเที่ยวบินเชื่อมต่อ หากไม่มีระบบจัดเก็บที่เหมาะสม
ขณะเดียวกันบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์บางแห่งต้องตรวจสอบสินค้าในระบบโลจิสติกทั้งหมด เพื่อตัดสินใจว่าจะต้อง เปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าใด หรือวางแผนการจัดส่งใหม่ เส้นทางขนส่งบางส่วนที่เคยผ่านดูไบหรือโดฮาเริ่มถูกเปลี่ยนไปใช้จีนหรือสิงคโปร์แทน ส่วนการขนส่งทางเรือไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เนื่องจากใช้เวลานานและ ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่า คลังสำรองยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิและมีอายุสั้นมักมีเพียงประมาณ 3 เดือน โดยเฉพาะยารักษามะเร็งประเภทแอนติบอดี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
หากการจัดส่งล่าช้า ผู้ป่วยอาจต้อง เริ่มกระบวนการรักษาใหม่ หรืออาการของโรคอาจรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่าโรงพยาบาลในบางประเทศอาจเริ่มเผชิญภาวะยาขาดแคลนภายใน 4–6 สัปดาห์ หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามบริษัทโลจิสติกบางแห่งระบุว่า ระบบขนส่งยังสามารถรับมือได้ในขณะนี้ โดยใช้การบินไปยังซาอุดีอาระเบียหรือโอมาน และขนส่งทางบกต่อไปยังประเทศปลายทาง แต่ผู้ประกอบการยอมรับว่าการรักษาการขนส่งให้ดำเนินต่อไปเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากต้อง เปลี่ยนเส้นทางการบินตลอดเวลา ตามข้อจำกัดของน่านฟ้า
นอกจากนี้ความล่าช้าในการขนส่งอาจส่งผลต่อวัสดุประกอบยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น จุกขวดยา ถุงน้ำเกลือ หรือวัสดุบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การผลิตยาได้รับผลกระทบ
ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานระบุว่า ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนตัวยาโดยตรง แต่เกิดจาก ส่วนประกอบเล็ก ๆ ในกระบวนการผลิตยา ที่อาจขาดแคลนจนกระทบต่อการรักษาได้
อ้างอิง : reuters.com