โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หากดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เราจะยังรัก ‘ร่างกายตัวเอง’ ได้อย่างไร เมื่อใครๆ ก็เริ่มปักปากกา

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนผ่านของค่านิยมสังคมในเรื่อง Beauty Standard มาโดยตลอด จากยุคที่เราตีกรอบว่ารูปร่างที่ผอมเพรียมคือความสวยที่แท้จริง มาสู่ยุคของการยอมรับความหลากหลายในรูปร่างของกันและกัน (Body Acceptance) และการมีทัศนคติเชิงบวกต่อร่างกาย (Body Positivity) ที่เปิดกว้างมากขึ้น

แต่การมาถึงของยุคของ Semaglutide ซึ่งเป็นยาฉีดเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นอินซูลินและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โดยทำงานเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ทำให้รู้สึกอิ่มนานและชะลอการย่อยอาหาร จนกลายเป็นที่นิยมนำมาใช้ลดน้ำหนักในรูปแบบ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ สิ่งนี้ทำให้หลายคนเริ่มสับสนและกังวลว่า ความก้าวหน้าในการเลิกตัดสินกันที่รูปร่างกำลังถูกดึงให้วนกลับไปที่จุดเดิม และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายท่านก็เริ่มออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เน้นย้ำเรื่องความอันตราย และการต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

แต่วันนี้เราอาจจะไม่ได้มาชวนทุกคนคุยเรื่องประเด็นการลดน้ำหนักด้วยวิธีดังกล่าว แต่เรากำลังชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่าในวันที่การลดน้ำหนักดูเป็นเรื่องง่ายดาย และใครๆ ก็ทำกัน เราจะจัดการความรู้สึกอย่างไร เพื่อให้เราหันกลับมาให้คุณค่าและพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของสังคม และมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

1 - เข้าใจและยอมรับว่าร่างกายของคนเรานั้นแตกต่างกัน

ในโลกที่เต็มไปด้วยโฆษณาอาหารเสริมและโปรแกรมออกกำลังกาย เรามักถูกปลูกฝังความเชื่อที่ว่า ‘ถ้าพยายามมากพอ ใครก็ผอมได้’ และเมื่อใครสักคนลดน้ำหนักไม่สำเร็จ สังคมก็มักจะด่วนสรุปไปก่อนว่านั่นคือความล้มเหลวของระเบียบวินัยหรือความตั้งใจที่ยังไม่มากพอ

แต่ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้นมาก Cheri Levinson ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและโรคการกินผิดปกติ ยืนยันว่า แนวคิดเรื่องการลดน้ำหนักเพื่อเปลี่ยนรูปร่างให้เหมือนกันทุกคนนั้น ถูกพิสูจน์แล้วว่า ‘ไม่ได้ผลสำหรับทุกคน’

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เด็กแต่ละคนมีโครงสร้างร่างกายที่ไม่เท่ากันมาตั้งแต่เกิด Levinson เปรียบเทียบว่า โครงสร้างร่างกายที่มีแตกต่างนี้เป็นเรื่องของ ‘พันธุกรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้มากนัก และที่สำคัญการพยายามฝืนธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนร่างกายให้เป็นในสิ่งที่ไม่ได้ถูกออกแบบมา กลับส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจมากกว่าเดิมเสียอีก

อีกหนึ่งความเชื่อที่อาจยังไม่ถูกต้องคือการใช้ ‘ตัวเลขบนตาชั่ง’ มาเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรง Lauren Muhlheim นักบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการกิน ย้ำเตือนว่า ความผอมไม่ใช่สิ่งที่การันตีความสุขภาพดีเสมอไป ในทางกลับกัน การหมกมุ่นกับการลดน้ำหนักมากเกินไปอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ‘โรคการกินผิดปกติ’ (Eating Disorders) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายต่อชีวิต ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีร่างกายขนาดไหนก็ตาม

หัวใจสำคัญที่เราควรหันกลับมามองคือ การมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องโฟกัสแค่การลดน้ำหนัก เราสามารถดูแลตัวเองให้แข็งแรงได้ผ่านการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสม และการมีสุขภาวะทางจิตที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้เข้าไปอยู่ใน ‘มาตรฐาน’ ที่สังคมขีดเส้นไว้ ไม่จำเป็นต้องผอมเกินไป หรือเป๊ะเกินไปแบบที่เราเห็นตามโลกออนไลน์

2 - พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่รู้สึกดีกับรูปร่างของตัวเอง

สภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลอย่างมากต่อวิธีที่เราคิดและปฏิบัติต่อตัวเอง ตัวอย่างเช่น เราอาจจะมีเพื่อนที่ชอบพูดถึงจำนวนคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปในแต่ละวัน ‘ทุกครั้ง’ ที่ออกไปกินมื้อค่ำด้วยกัน หรือคนที่ชอบพูดจา ‘เหยียดรูปร่าง’ (Fatphobic) ใส่คนอื่นแบบทีเล่นทีจริง

Muhlheim กล่าวว่า เราควรพยายามหาเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้ยึดติดกับภาพลักษณ์ร่างกายในเชิงลบ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนที่กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน คือคนที่ไม่โฟกัสเรื่องรูปร่างหน้าตาอย่างเดียว

การสร้าง ‘เกราะป้องกันทางใจ’ ผ่านสภาพแวดล้อมทางสังคม ด้วยการพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เข้าใจ ยอมรับความหลากหลาย จึงไม่ใช่แค่การหาเพื่อนคุย แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากการตีตราและมายาคติตามมาตรฐานที่สังคมสร้างขึ้น

Lauren Muhlheim ยืนยันจากประสบการณ์ตรงว่า เมื่อเราได้ใช้เวลากับกลุ่มคนที่มีแนวคิดคล้ายกันและกล้าที่จะท้าทายค่านิยมเดิมๆ พลังจากคนรอบข้างเหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในใจเราได้ ช่วยให้เราเลิกตัดสินตัวเองและหันมามองเห็นคุณค่าในด้านอื่นๆ ของชีวิต แทนที่จะจมปลักอยู่กับความคิดที่ว่าต้องผอมเหมือนคนอื่นเพียงอย่างเดียว

3 - สร้างพื้นที่ปลอดภัยในหน้าฟีด

ในโลกที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยมาตรฐานความงามที่เกินจริง และคอยย้ำให้เรารู้สึกไม่พอใจในรูปร่างของตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มอย่าง Instagram หรือ Facebook ที่กลายเป็นแหล่งรวมค่านิยมการลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง

ส่วน TikTok เองก็แทบไม่ต่างจากสมรภูมิที่ใครก็ได้สามารถลุกขึ้นมาให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนักแบบผิดๆ ทั้งที่อาจแอบอ้างวิทยาศาสตร์แบบปลอมๆ (Pseudoscience) หรือไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลยด้วยซ้ำ

หนทางที่จะกู้คืนความมั่นใจของเรากลับคืนมา คือสร้างพื้นที่ปลอดภัยของอัลกอริทึมด้วยมือเราเอง ลองใช้เวลาสักนิดสำรวจรายชื่อคนที่เราติดตามอยู่ แล้วกดยกเลิกติดตามบัญชีที่ทำให้เรารู้สึกด้อยค่าหรือรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองเป็น แล้วเปลี่ยนไปเติมเต็มฟีดด้วยกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงแทน พยายามอยู่ร่วมกับกลุ่มคนหรือติดตามคอนเทนต์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความใจดี

4 - เรามาโอบกอดความแตกต่างนี้ไปด้วยกัน

การไม่ยอมรับมาตรฐานความงามที่สังคมขีดเส้นไว้ เพื่อให้เรากลับมามีความมั่นใจและภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง แม้บางครั้งจะรู้สึกเหมือนต้องสู้เพียงลำพัง แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราควรแบกรับไว้คนเดียวหรือสู้เพียงเพื่อให้ตัวเองสบายใจเท่านั้น

Virgie Tovar นักกิจกรรมเพื่อคน Plus Size และเจ้าของผลงาน You Have the Right to Remain Fat ชี้ให้เห็นว่า การเลือกปฏิบัติด้วยเรื่องน้ำหนักนั้นแฝงตัวอยู่ในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ในห้องตรวจของหมอ การจ้างงาน วงการแฟชั่น ไปจนถึงการนำเสนอของสื่อต่างๆ ซึ่งไม่ต่างจากการเลือกปฏิบัติในรูปแบบอื่นเลย และนั่นคือเหตุผลที่พวกเราทุกคนควรหันมาจับมือและขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปพร้อมกัน

Tovar เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเป็นกระบอกเสียงเพื่อความเท่าเทียม คือการเริ่มจากสภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่เราใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ด้วยการปรับทัศนคติและเปลี่ยนมุมมองให้พร้อมโอบรับผู้คนทุกขนาดรูปร่างให้มากขึ้น

5 - มาตรฐานความงามเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

Beauty Standard ในสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวัฏจักรที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเพื่อควบคุมผู้คน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราเห็นกระแสความคลั่งไคล้การใช้ตัวช่วยลดน้ำหนักกลับมาอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ แรงกดดันที่บอกว่า ‘ร่างกายที่สมบูรณ์แบบ’ ควรเป็นอย่างไรนั้น มักจะผูกโยงอยู่กับวาระทางสังคมที่ใหญ่กว่าเสมอ

เหมือนที่ Naomi Wolf เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ The Beauty Myth ว่า ‘ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยิ่งผู้หญิงมีบทบาทและความก้าวหน้าทางการเมืองมากขึ้นเท่าไหร่ มาตรฐานความงามที่เข้มงวดก็จะยิ่งถูกนำมาใช้กดทับมากขึ้นเท่านั้น’ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและด้อยค่าความสำเร็จที่พวกเธอสร้างขึ้นมา

Levinson ย้ำเตือนให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ในช่วงเวลาที่สังคมพยายามต่อต้านความก้าวหน้า ระบบต่างๆ จะยิ่งพยายามควบคุมผู้คนให้หนักขึ้น และเรื่อง ‘น้ำหนัก’ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ควบคุมโดยเฉพาะผู้หญิงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ที่ผู้คนยังคงเรียกร้องให้กระแส Body Positivity กลับมานั้น ยังคงเป็นสัญญาณที่บอกว่าความพยายามที่จะสร้างความเท่าเทียมในเรื่องรูปร่างยังไม่ถึงจุดจบอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว การมีอยู่ของยุคนี้อาจไม่ใช่การทำลายความเชื่อเรื่องการรักตัวเอง แต่คือบททดสอบครั้งสำคัญที่ย้อนถามเรากลับมาว่า ‘เรายังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือรูปลักษณ์ภายนอกได้จริงหรือไม่’

เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความก้าวหน้าทางการแพทย์หรือเทคโนโลยี แต่ต้องกล้าปฏิเสธความเชื่อที่ว่า ‘เรามีสิทธิ์มีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อมีรูปร่างตามมาตรฐานของสังคมเท่านั้น’ เพราะหัวใจสำคัญของการมีชีวิตที่มีความหมาย ไม่ใช่การพยายามลดขนาดตัวเพื่อให้พอดีกับมาตรฐานของใคร แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้เติบโตและมีความสุขในแบบที่ร่างกายของเราเป็นจริงๆ หากเราดูแลตัวเองในแบบอื่น หรือแม้มีการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว เรื่องของหุ่นที่เป๊ะอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่เราต้องกังวลมากมายขนาดนั้น

อ้างอิง

- How to feel okay about your body in the age of Ozempic

- Ozempic for weight loss: Does it work, and what do experts recommend?

บทความต้นฉบับได้ที่ : หากดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เราจะยังรัก ‘ร่างกายตัวเอง’ ได้อย่างไร เมื่อใครๆ ก็เริ่มปักปากกา

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...