หากดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เราจะยังรัก ‘ร่างกายตัวเอง’ ได้อย่างไร เมื่อใครๆ ก็เริ่มปักปากกา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนผ่านของค่านิยมสังคมในเรื่อง Beauty Standard มาโดยตลอด จากยุคที่เราตีกรอบว่ารูปร่างที่ผอมเพรียมคือความสวยที่แท้จริง มาสู่ยุคของการยอมรับความหลากหลายในรูปร่างของกันและกัน (Body Acceptance) และการมีทัศนคติเชิงบวกต่อร่างกาย (Body Positivity) ที่เปิดกว้างมากขึ้น
แต่การมาถึงของยุคของ Semaglutide ซึ่งเป็นยาฉีดเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นอินซูลินและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โดยทำงานเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ทำให้รู้สึกอิ่มนานและชะลอการย่อยอาหาร จนกลายเป็นที่นิยมนำมาใช้ลดน้ำหนักในรูปแบบ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ สิ่งนี้ทำให้หลายคนเริ่มสับสนและกังวลว่า ความก้าวหน้าในการเลิกตัดสินกันที่รูปร่างกำลังถูกดึงให้วนกลับไปที่จุดเดิม และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายท่านก็เริ่มออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เน้นย้ำเรื่องความอันตราย และการต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
แต่วันนี้เราอาจจะไม่ได้มาชวนทุกคนคุยเรื่องประเด็นการลดน้ำหนักด้วยวิธีดังกล่าว แต่เรากำลังชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่าในวันที่การลดน้ำหนักดูเป็นเรื่องง่ายดาย และใครๆ ก็ทำกัน เราจะจัดการความรู้สึกอย่างไร เพื่อให้เราหันกลับมาให้คุณค่าและพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของสังคม และมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
1 - เข้าใจและยอมรับว่าร่างกายของคนเรานั้นแตกต่างกัน
ในโลกที่เต็มไปด้วยโฆษณาอาหารเสริมและโปรแกรมออกกำลังกาย เรามักถูกปลูกฝังความเชื่อที่ว่า ‘ถ้าพยายามมากพอ ใครก็ผอมได้’ และเมื่อใครสักคนลดน้ำหนักไม่สำเร็จ สังคมก็มักจะด่วนสรุปไปก่อนว่านั่นคือความล้มเหลวของระเบียบวินัยหรือความตั้งใจที่ยังไม่มากพอ
แต่ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้นมาก Cheri Levinson ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและโรคการกินผิดปกติ ยืนยันว่า แนวคิดเรื่องการลดน้ำหนักเพื่อเปลี่ยนรูปร่างให้เหมือนกันทุกคนนั้น ถูกพิสูจน์แล้วว่า ‘ไม่ได้ผลสำหรับทุกคน’
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เด็กแต่ละคนมีโครงสร้างร่างกายที่ไม่เท่ากันมาตั้งแต่เกิด Levinson เปรียบเทียบว่า โครงสร้างร่างกายที่มีแตกต่างนี้เป็นเรื่องของ ‘พันธุกรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้มากนัก และที่สำคัญการพยายามฝืนธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนร่างกายให้เป็นในสิ่งที่ไม่ได้ถูกออกแบบมา กลับส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจมากกว่าเดิมเสียอีก
อีกหนึ่งความเชื่อที่อาจยังไม่ถูกต้องคือการใช้ ‘ตัวเลขบนตาชั่ง’ มาเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรง Lauren Muhlheim นักบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการกิน ย้ำเตือนว่า ความผอมไม่ใช่สิ่งที่การันตีความสุขภาพดีเสมอไป ในทางกลับกัน การหมกมุ่นกับการลดน้ำหนักมากเกินไปอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ‘โรคการกินผิดปกติ’ (Eating Disorders) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายต่อชีวิต ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีร่างกายขนาดไหนก็ตาม
หัวใจสำคัญที่เราควรหันกลับมามองคือ การมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องโฟกัสแค่การลดน้ำหนัก เราสามารถดูแลตัวเองให้แข็งแรงได้ผ่านการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสม และการมีสุขภาวะทางจิตที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้เข้าไปอยู่ใน ‘มาตรฐาน’ ที่สังคมขีดเส้นไว้ ไม่จำเป็นต้องผอมเกินไป หรือเป๊ะเกินไปแบบที่เราเห็นตามโลกออนไลน์
2 - พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่รู้สึกดีกับรูปร่างของตัวเอง
สภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลอย่างมากต่อวิธีที่เราคิดและปฏิบัติต่อตัวเอง ตัวอย่างเช่น เราอาจจะมีเพื่อนที่ชอบพูดถึงจำนวนคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปในแต่ละวัน ‘ทุกครั้ง’ ที่ออกไปกินมื้อค่ำด้วยกัน หรือคนที่ชอบพูดจา ‘เหยียดรูปร่าง’ (Fatphobic) ใส่คนอื่นแบบทีเล่นทีจริง
Muhlheim กล่าวว่า เราควรพยายามหาเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้ยึดติดกับภาพลักษณ์ร่างกายในเชิงลบ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนที่กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน คือคนที่ไม่โฟกัสเรื่องรูปร่างหน้าตาอย่างเดียว
การสร้าง ‘เกราะป้องกันทางใจ’ ผ่านสภาพแวดล้อมทางสังคม ด้วยการพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เข้าใจ ยอมรับความหลากหลาย จึงไม่ใช่แค่การหาเพื่อนคุย แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากการตีตราและมายาคติตามมาตรฐานที่สังคมสร้างขึ้น
Lauren Muhlheim ยืนยันจากประสบการณ์ตรงว่า เมื่อเราได้ใช้เวลากับกลุ่มคนที่มีแนวคิดคล้ายกันและกล้าที่จะท้าทายค่านิยมเดิมๆ พลังจากคนรอบข้างเหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในใจเราได้ ช่วยให้เราเลิกตัดสินตัวเองและหันมามองเห็นคุณค่าในด้านอื่นๆ ของชีวิต แทนที่จะจมปลักอยู่กับความคิดที่ว่าต้องผอมเหมือนคนอื่นเพียงอย่างเดียว
3 - สร้างพื้นที่ปลอดภัยในหน้าฟีด
ในโลกที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยมาตรฐานความงามที่เกินจริง และคอยย้ำให้เรารู้สึกไม่พอใจในรูปร่างของตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มอย่าง Instagram หรือ Facebook ที่กลายเป็นแหล่งรวมค่านิยมการลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง
ส่วน TikTok เองก็แทบไม่ต่างจากสมรภูมิที่ใครก็ได้สามารถลุกขึ้นมาให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนักแบบผิดๆ ทั้งที่อาจแอบอ้างวิทยาศาสตร์แบบปลอมๆ (Pseudoscience) หรือไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลยด้วยซ้ำ
หนทางที่จะกู้คืนความมั่นใจของเรากลับคืนมา คือสร้างพื้นที่ปลอดภัยของอัลกอริทึมด้วยมือเราเอง ลองใช้เวลาสักนิดสำรวจรายชื่อคนที่เราติดตามอยู่ แล้วกดยกเลิกติดตามบัญชีที่ทำให้เรารู้สึกด้อยค่าหรือรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองเป็น แล้วเปลี่ยนไปเติมเต็มฟีดด้วยกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงแทน พยายามอยู่ร่วมกับกลุ่มคนหรือติดตามคอนเทนต์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความใจดี
4 - เรามาโอบกอดความแตกต่างนี้ไปด้วยกัน
การไม่ยอมรับมาตรฐานความงามที่สังคมขีดเส้นไว้ เพื่อให้เรากลับมามีความมั่นใจและภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง แม้บางครั้งจะรู้สึกเหมือนต้องสู้เพียงลำพัง แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราควรแบกรับไว้คนเดียวหรือสู้เพียงเพื่อให้ตัวเองสบายใจเท่านั้น
Virgie Tovar นักกิจกรรมเพื่อคน Plus Size และเจ้าของผลงาน You Have the Right to Remain Fat ชี้ให้เห็นว่า การเลือกปฏิบัติด้วยเรื่องน้ำหนักนั้นแฝงตัวอยู่ในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ในห้องตรวจของหมอ การจ้างงาน วงการแฟชั่น ไปจนถึงการนำเสนอของสื่อต่างๆ ซึ่งไม่ต่างจากการเลือกปฏิบัติในรูปแบบอื่นเลย และนั่นคือเหตุผลที่พวกเราทุกคนควรหันมาจับมือและขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปพร้อมกัน
Tovar เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเป็นกระบอกเสียงเพื่อความเท่าเทียม คือการเริ่มจากสภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่เราใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ด้วยการปรับทัศนคติและเปลี่ยนมุมมองให้พร้อมโอบรับผู้คนทุกขนาดรูปร่างให้มากขึ้น
5 - มาตรฐานความงามเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
Beauty Standard ในสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวัฏจักรที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเพื่อควบคุมผู้คน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราเห็นกระแสความคลั่งไคล้การใช้ตัวช่วยลดน้ำหนักกลับมาอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ แรงกดดันที่บอกว่า ‘ร่างกายที่สมบูรณ์แบบ’ ควรเป็นอย่างไรนั้น มักจะผูกโยงอยู่กับวาระทางสังคมที่ใหญ่กว่าเสมอ
เหมือนที่ Naomi Wolf เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ The Beauty Myth ว่า ‘ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยิ่งผู้หญิงมีบทบาทและความก้าวหน้าทางการเมืองมากขึ้นเท่าไหร่ มาตรฐานความงามที่เข้มงวดก็จะยิ่งถูกนำมาใช้กดทับมากขึ้นเท่านั้น’ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและด้อยค่าความสำเร็จที่พวกเธอสร้างขึ้นมา
Levinson ย้ำเตือนให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ในช่วงเวลาที่สังคมพยายามต่อต้านความก้าวหน้า ระบบต่างๆ จะยิ่งพยายามควบคุมผู้คนให้หนักขึ้น และเรื่อง ‘น้ำหนัก’ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ควบคุมโดยเฉพาะผู้หญิงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ที่ผู้คนยังคงเรียกร้องให้กระแส Body Positivity กลับมานั้น ยังคงเป็นสัญญาณที่บอกว่าความพยายามที่จะสร้างความเท่าเทียมในเรื่องรูปร่างยังไม่ถึงจุดจบอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว การมีอยู่ของยุคนี้อาจไม่ใช่การทำลายความเชื่อเรื่องการรักตัวเอง แต่คือบททดสอบครั้งสำคัญที่ย้อนถามเรากลับมาว่า ‘เรายังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือรูปลักษณ์ภายนอกได้จริงหรือไม่’
เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความก้าวหน้าทางการแพทย์หรือเทคโนโลยี แต่ต้องกล้าปฏิเสธความเชื่อที่ว่า ‘เรามีสิทธิ์มีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อมีรูปร่างตามมาตรฐานของสังคมเท่านั้น’ เพราะหัวใจสำคัญของการมีชีวิตที่มีความหมาย ไม่ใช่การพยายามลดขนาดตัวเพื่อให้พอดีกับมาตรฐานของใคร แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้เติบโตและมีความสุขในแบบที่ร่างกายของเราเป็นจริงๆ หากเราดูแลตัวเองในแบบอื่น หรือแม้มีการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว เรื่องของหุ่นที่เป๊ะอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่เราต้องกังวลมากมายขนาดนั้น
อ้างอิง
- How to feel okay about your body in the age of Ozempic
- Ozempic for weight loss: Does it work, and what do experts recommend?
บทความต้นฉบับได้ที่ : หากดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เราจะยังรัก ‘ร่างกายตัวเอง’ ได้อย่างไร เมื่อใครๆ ก็เริ่มปักปากกา
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เมืองที่มีความสุข คือเมืองที่เดินได้ยาวๆ รู้จัก Park Connector Network จากสิงคโปร์ ที่เชื่อมโยงทั้งเกาะเข้าด้วยกัน สู่ลานกิจกรรมฟรีที่ไม่มีวันน่าเบื่อ
- “อย่าไล่ตามความฝัน แต่จงไล่ตามพรสวรรค์ของตัวเอง” จริงไหมที่การรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร อาจสำคัญกว่ารู้ว่าตัวเองชอบอะไร?
- การ์ตูน มังงะ หรือนิยาย การอ่านที่ดี ไม่ต้องซีเรียสจริงจังเสมอไป เพราะการอ่านคือพื้นที่ปลอดภัย ที่ชวนเราสำรวจโลกทั้งใบ ไม่ว่าอ่านอะไรก็ตาม
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath