โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

การเมืองร้อน! ขอรัฐบาลมีอำนาจเต็ม ย่อมแก้ปัญหารุมเร้าได้อย่างรวดเร็ว

เดลินิวส์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ต้องรอดูความเห็นของ

ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเรื่องพลังงาน แม้จะมีรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการอยู่ แต่ก็ไม่มีอำนาจเต็ม การใช้งบประมาณบางเรื่อง ต้องขออนุมัติจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ต้องใช้เวลา แม้สภาจะนัดโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 19 มี.ค. 69 แต่ต้องมีขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เลยทำให้ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ช่วงหนึ่ง "นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ" รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยอธิบายเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 คือ รูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ แล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติ และคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิม แต่ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. 69 หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เม.ย. 69

ขณะที่รูปแบบที่ 2 นายบวรศักดิ์ อธิบายว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็ม ในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

ด้านแหล่งข่าวจาก ครม. เปิดเผยว่า สำหรับรูปแบบที่ 2 ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน ซึ่งหากดำเนินการจริงถือเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นเพียงนายบวรศักดิ์ แสดงความเห็นส่วนตัวแก่ ครม. เท่านั้น

จากนี้ไปต้องรอดูความเห็นของ "นายบวรศักดิ์" จะได้รับการผลักดันโดยพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่า ท่ามกลางวิกฤติของประเทศ มีปัญหาหลายเรื่องรุมเร้า ทั้งเรื่องวิกฤติพลังงาน ปัญหาเรื่องราคาสินค้า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา หากได้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเต็ม ย่อมทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว

ด้าน "นายโสภณ ซารัมย์" ประธานสภา กล่าวถึงการนัดประชุมสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ ซึ่งฝ่ายค้านสนับสนุนให้นายกฯ ที่ถูกเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ จะวุ่นวายหรือไม่ว่า ไม่วุ่นวาย แต่ภาพที่เกิดขึ้นในสภา จะสะท้อนการทำงานของเรา บางครั้งอาจจะไม่รู้ตัวว่าชาวบ้านด่า แต่สาวกสะใจ ดังนั้นถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินได้อย่างสง่างาม “สัปปายะสภาสถาน” จะเป็นตัวอย่าง 1 ใน 5 ข้อของสัปปายะสภาสถาน ก็คือเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม ขอให้ที่อยู่ตรงนี้เป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม ยืนยันไม่หนักใจใดๆ ในการทำหน้าที่ประธานสภา ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับ พร้อมปฏิบัติตัวอย่างเที่ยงธรรม

ส่วนอีกประเด็นร้อน เมื่อหลายคนรอลุ้น กกต.จะนำคดีฮั้ว สว. เข้าพิจารณาในสัปดาห์นี้หรือไม่ หลังมีรายงานข่าว ตามที่ กกต.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 เป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน และสรุปสำนวน กล่าวหาว่ากระทำความผิด จำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน 91 ราย แต่ต่อมา กกต.โดย "นายอิทธิพร บุญประคอง" อดีตประธาน กกต. ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. ส่วนกลางที่ 87 หรือคดีฮั้ว สว. โดยมีรายงานว่า อนุกรรมการคณะที่ 36 ได้ประชุมพิจารณา มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ระบุว่าทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม สว. ปัจจุบัน 138 คน หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนทำความเห็น เสนอมติต่อ กกต.ชุดใหญ่ 7 คน ให้รับทราบต่อไป

ขณะที่ "นายพริษฐ์ วัชรสินธุ" สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงชวนประชาชนจับตามติของ กกต.ในสัปดาห์นี้ว่า มีความพยายามหรือไม่ว่า เร่งเป่าคดีโกง สว.ให้หมดหนทางไปถึงศาล หวังเคลียร์ข้อครหาทั้งหมด ก่อนวาระการเลือกนายกฯ ที่จะมาถึง กกต. เพื่อตัดจบเรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล สังคมอดตั้งคำถามไม่ได้เช่นกันว่า กกต. นั้นกำลังใช้อำนาจมิชอบ โดยมีใบสั่งเคลียร์ข้อครหาให้หมด ก่อนเลือกนายกฯ ในสภาหรือไม่ เพราะผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคน รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คนด้วย

นอกจากนี้ คณะ สว.สำรอง นำโดยนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 16 มี.ค. เพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามมิให้ กกต. นำผลการสอบสวนคดีฮั้วของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งคณะที่ 36 เข้าพิจารณา เพราะเห็นว่าการตั้งอนุวินิจฉัยชุดดังกล่าว ซึ่งมีข่าวว่า กกต.จะลงความเห็นในเรื่องนี้ในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ เพื่อให้ทันกับวันที่มีฤกษ์งามยามดีในวันที่ 19 มี.ค.นี้หรือไม่

ด้านศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องคดีที่ ร.อ.ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กับพวก และเลขาฯ กกต. รวม 8 คน ในฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ฯลฯ โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 คนมีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ด และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง

โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริต ทำให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่เป็นความลับ มีรายงานว่าศาลยังไม่ได้มีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้อง แต่ให้โจทก์กลับไปทำบรรยายคำฟ้องให้ละเอียดมาขึ้น และนำส่งมายังศาล จากนั้น ศาลได้มีคำสั่งส่งไปที่ กกต. เพื่อให้ชี้แจงกลับมาก่อน ที่จะนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง ในวันที่ 19 พ.ค. เวลา 09.00 น.

ขณะที่เรื่องการเสนอลดค่าใช้จ่ายของสภา ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิพิเศษของ สส. อย่างเช่นเรื่อง อาหารกลางวัน และจำนวนผู้ช่วย สส.นั้น “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา ให้ความเห็นกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี (ทภ.) เสนอให้ตัดงบประมาณเลี้ยงอาหาร สส.ในสภาเป็นเรื่องตลก จนทำให้เกิดกระแสดราม่าว่า ไม่ได้หมายถึงเนื้อหาการตัดงบอาหาร สส.เป็นเรื่องตลก แต่การเสนอเรื่องดังกล่าว ไม่ถูกกาลเทศะไม่เหมาะสม กรณีการตัดงบอาหาร สส.พูดมานานแล้ว ขึ้นอยู่กับสมาชิกจะเห็นอย่างไร ก็เอาตามนั้น เรื่องใดทำให้สภาไม่สง่างาม ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม นิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่ฆ่าหนูต้องเผาบ้าน อยากเห็นสังคมมีเหตุผลในการวิจารณ์ ที่ผ่านมาเน้นแต่พูดเอาความรู้สึก เพื่อให้ได้คะแนนนิยม แต่ปฏิบัติไม่ได้ ภาพเหล่านี้ทำให้ฉุดศรัทธา ประชาชนไม่เชื่อมั่น ถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินอย่างสง่างาม สภาต้องเป็นตัวอย่าง ในฐานะเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม

ด้าน “นายภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวเรื่องงบประมาณอาหาร สส. ผู้ช่วย สส. และกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่า เรื่องจัดอาหาร ความสำคัญยังมีอยู่ เคยเสนอในงบประมาณปี 69 ให้ทำเป็นบัตรเติมเงิน กินภายในงบที่ให้ในแต่ละวัน และไม่สามารถโอนย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ ส่วนประเด็นผู้ช่วย สส. 8 คน ที่จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนในปีงบประมาณนี้ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ และยังมีข้อครหา เรื่องนำญาติพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย สส. ทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีกับนักการเมือง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงอยากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และต้องมีตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดและตรวจสอบได้ ส่วนเรื่องกองทุนเป็นหลักของการสมทบ เงินเดือน 100,000 บาท หักเข้ากองทุน 3,500 บาท และนำมาจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณ ต้องหาสูตรในการคำนวณว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน ที่รัฐอุดหนุนและเราออมเองได้สัดส่วนมากกว่านี้ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

คงต้องรอดูสิทธิพิเศษต่างๆ ของ สส. จะมีการปรับลดลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ที่สำคัญ คือ การทำงานให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน และผลักดันสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ.

"ทีมข่าวการเมือง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...