โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชี้ทักษะอนาคต ปั้นนศ.สู่ตลาดแรงงาน เปิดเส้นทางอาชีพจริงตั้งแต่ยังเรียน

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยฝ่ายการตลาดพันธมิตร จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษ “Fast-Track to Success: ค้นพบศักยภาพที่ใช่ สู่ความสำเร็จที่ไวกว่า” เพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาชั้นปีที่ 3–4 จากหลากหลายคณะและวิทยาลัย ให้สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมสุทธิเกตุ อาคาร 7 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกการทำงานจริง ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจชั้นนำ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้สามารถมองเห็นเส้นทางอาชีพ เข้าใจความต้องการขององค์กร และเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะและทัศนคติอย่างรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นบุคลากรมืออาชีพในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวเกล็ดทราย อินทรพล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พร้อมด้วย นางสาววีรมลล์ จงชาณสิทโธ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และ นางสาวอมรรัตน์ แซ่โค้ว รักษาการผู้บริหารสายงานสรรหาบุคลากรด้านปฏิบัติการ จากบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวคิดการทำงานในองค์กรระดับประเทศ

นางสาวเกล็ดทราย เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมบรรยาย “Fast-Track to Success” มีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3–4 ได้เข้าใจมุมมองของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในมิติของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่มีบทบาทโดยตรงในการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่องค์กร เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงทักษะและคุณสมบัติที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กิจกรรมมุ่งสร้าง “การรับรู้ล่วงหน้า” (Awareness) ให้แก่นักศึกษา ว่าการมีเพียงวุฒิการศึกษาไม่เพียงพอต่อการเข้าสู่โลกการทำงาน แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนาทักษะภายใน (Internal Factors) ทั้งด้านทัศนคติ ความพร้อมในการเรียนรู้ และความสามารถในการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ซึ่งมักมีความซับซ้อนและแตกต่างจากสิ่งที่เรียนในห้องเรียน

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความพร้อมทำงาน” (Work Readiness) โดยองค์กรไม่ได้พิจารณาเพียงกรอบหน้าที่งาน (Job Description) เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความสามารถในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตในสายอาชีพ

สำหรับความร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัล รีเทลคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นับเป็นความร่วมมือที่ต่อเนื่องและมีความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายของสายงาน สามารถรองรับนักศึกษาได้จากหลายสาขาวิชา ทั้งในรูปแบบของงานประจำ การฝึกงาน สหกิจศึกษา รวมถึงงานพาร์ตไทม์ จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และค้นหาความถนัดของตนเองจากประสบการณ์ตรงในสถานประกอบการ

นางสาวเกล็ดทราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา นักศึกษาของ DPU ได้รับโอกาสเข้าร่วมฝึกงานและทำงานกับเซ็นทรัล รีเทล อย่างต่อเนื่อง และได้รับผลตอบรับในเชิงบวก ทั้งในด้านทักษะการทำงาน ความตั้งใจ และความรับผิดชอบ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของนักศึกษาในการปรับตัวและทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังทำหน้าที่เป็น “เวทีเปิดโอกาส” ให้แก่นักศึกษาในการเตรียมตัวสู่รุ่นถัดไปของการเข้าทำงานกับองค์กรพันธมิตร โดยช่วยให้นักศึกษาได้สำรวจตนเอง เข้าใจจุดแข็ง และมองเห็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพของตนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ในระยะต่อไป มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อขยายความร่วมมือกับเซ็นทรัล รีเทล ในหลายด้าน เพื่อพัฒนากำลังคนร่วมกันอย่างเป็นระบบ และสร้างเส้นทางการเรียนรู้สู่การทำงานจริงให้แก่นักศึกษาในอนาคต

ด้านนางสาววีรมลล์ เปิดเผยว่า เซ็นทรัล รีเทลให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมนักศึกษาตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้บัณฑิตสามารถเริ่มงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา

สำหรับเนื้อหาการบรรยาย มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในองค์กรชั้นนำ ควบคู่กับการเจาะลึกตำแหน่งงานและทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการในยุคปัจจุบัน โดยสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลให้รูปแบบงานและทักษะที่จำเป็นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ วิทยากรได้เน้นย้ำว่า “ศักยภาพที่ใช่” ของคนทำงานในยุคใหม่ เริ่มต้นจากการมี Growth Mindset หรือทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เปิดรับทักษะใหม่ และสามารถพัฒนาตนเองแบบ Multi-Skill ได้ นอกจากนี้ ยังต้องมีทักษะสำคัญ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ความสามารถในการตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูล (Curiosity) ทักษะการสื่อสาร (Communication) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity & Innovation) ซึ่งเป็นทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างสมดุลในการทำงาน โดยเฉพาะความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และการมีความอดทนรอคอยในสถานการณ์ที่ต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่องค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลต่อคุณภาพของงานและการเติบโตในสายอาชีพ

นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังมีแนวทางความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาใน 2 มิติหลัก ได้แก่ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมฝึกงาน งานพาร์ตไทม์ และการจ้างงานจริง รวมถึงการสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะ (Development) ผ่านการอบรมและกิจกรรมเสริมศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 3–4

ขณะที่นางสาวอมรรัตน์ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้โลกการทำงานจริง ผ่านโครงการที่บริษัทออกแบบไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งการฝึกงาน สหกิจศึกษา งานพาร์ตไทม์ ทุนการศึกษา และโครงการสำหรับบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนควบคู่กับการศึกษา และช่วยให้นักศึกษามองเห็นเส้นทางอาชีพของตนเองได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา

บริษัทให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ โดยรองรับทั้งการฝึกงานและสหกิจศึกษาในหลากหลายสายงานและหลายฟังก์ชัน เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองเรียนรู้และค้นหาความถนัดของตนเองจากสถานการณ์จริง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ยังช่วยสร้างความเข้าใจในบริบทการทำงานขององค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาในรูปแบบ “เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย” โดยนักศึกษาจะได้รับสิทธิและสวัสดิการในลักษณะเดียวกับพนักงานของบริษัทตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้เรียนได้สะสมประสบการณ์ ฝึกทักษะการทำงาน และเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรควบคู่กันไป ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านเส้นทางอาชีพ บริษัทเปิดโอกาสให้นักศึกษาทำงานพาร์ตไทม์ระหว่างเรียน เพื่อสร้างประสบการณ์และรายได้ควบคู่กัน และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ยังสามารถต่อยอดเข้าสู่การทำงานเต็มรูปแบบได้ทันที โดยเฉพาะในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ Fast Track ซึ่งบริษัทมีการวางแผนพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Development Plan) อย่างเป็นระบบ เพื่อผลักดันให้สามารถเติบโตในสายงานและก้าวสู่ตำแหน่งบริหารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นางสาวอมรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรจาก “ทัศนคติ” โดยเฉพาะจิตบริการ (Service Mind) ความตั้งใจในการเรียนรู้ และความสามารถในการปรับตัว เนื่องจากธุรกิจรีเทลเป็นงานบริการที่ต้องอาศัยทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์สูง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าความท้าทายในปัจจุบันคือ ทัศนคติและความเข้าใจต่อการทำงานของคนรุ่นใหม่ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสถาบันการศึกษา ครอบครัว และภาคธุรกิจ ในการปลูกฝังวินัย ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในคุณค่าของการทำงาน เพื่อให้สามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตในสายอาชีพได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านนางสาวนันทิกานต์ ธัญญะภู นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้เข้าใจทักษะการทำงานในองค์กรต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาตนเองและการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริง โดยมองว่าการได้มีโอกาสฝึกงานกับบริษัทชั้นนำจะช่วยให้สามารถนำประสบการณ์ไปต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังตระหนักว่าโลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากบทบาทของเทคโนโลยีและ AI ที่เข้ามาช่วยลดงานซ้ำ ๆ แม้บางงานจะถูกแทนที่ แต่หากยังพัฒนาทักษะสำคัญอย่างการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการเข้าใจผู้อื่น ก็ยังสามารถสร้างโอกาสและยืนหยัดในโลกการทำงานได้ โดยสิ่งสำคัญคือการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ

สอดคล้องกับความคิดเห็นของนายศุณากร สุโคตรภูมี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าถึงช่องทางการสมัครงานได้ง่ายขึ้น ทั้งในรูปแบบการฝึกงาน งานพาร์ตไทม์ และทุนการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการเชื่อมต่อระหว่างการเรียนกับโลกการทำงานจริง โดยตนเองมีความสนใจทั้งการทำงานพาร์ตไทม์และโครงการทุนทวิภาคี เนื่องจากหลักสูตรเปิดโอกาสให้เลือกเส้นทางฝึกงานได้ทั้งระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี ทำให้สามารถวางแผนพัฒนาทักษะได้อย่างเหมาะสม ปัจจุบันได้เริ่มมองหาแนวทางฝึกงานในสายงานด้านจัดซื้อและโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับสาขาที่เรียน พร้อมทั้งสมัครเข้าร่วมโครงการกับบริษัทเพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองได้เรียนรู้และต่อยอดทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าโครงการนี้เป็นเสมือน “ประตูสำคัญ” ที่ช่วยเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจในการก้าวสู่เส้นทางอาชีพในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...