โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม “จีน” รับมือวิกฤติฮอร์มุซได้ดีกว่าประเทศอื่น แม้เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุดของโลก?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 12.14 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 05.14 น.

แม้ จีน จะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่สุดของโลก แต่กลับมีความพร้อมรับมือเมื่อช่องแคบถูกปิด และอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย

วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 05.00 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในทางกลับกัน จีนกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

จีนใช้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในปริมาณมหาศาล และนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้ในปริมาณใกล้เคียงกับอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้รวมกัน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มขอให้ประชาชนประหยัดพลังงาน เช่น อาบน้ำสั้นลงหรือทำงานจากบ้าน เพื่อลดการใช้พลังงาน สื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับระบุว่าจีนมีชามข้าวพลังงานของตนเอง หรือมีความมั่นคงด้านพลังงานในระดับสูง

แม้บทความดังกล่าวจะไม่ได้กล่าวถึงว่า จีนได้สั่งห้ามการส่งออกเชื้อเพลิงอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเก็บสำรองพลังงาน แต่จีนก็ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชีย เนื่องจากนโยบายด้านพลังงานที่ดำเนินมาหลายปีเพื่อลดความเปราะบางต่อวิกฤตพลังงาน

รถยนต์ไฟฟ้าทำให้การใช้น้ำมันเริ่มถึงจุดสูงสุด

จีนมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าเกือบเท่ากับทั้งโลกที่เหลือรวมกัน มีคลังสำรองน้ำมันจำนวนมาก แหล่งนำเข้าน้ำมันหลากหลาย รวมถึงมีระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหลัก

ในปี 2563 รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามียอดขาย 20% ของรถใหม่ทั้งหมดในปี 2568 แต่ในปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดแล้ว ซึ่งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าทำให้การใช้น้ำมันของจีนเริ่มถึงจุดสูงสุดและเริ่มลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ปริมาณน้ำมันที่ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในปีที่ผ่านมา มีปริมาณใกล้เคียงกับน้ำมันที่จีนเคยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย

ระบบไฟฟ้าจีนพึ่งพาพลังงานในประเทศเป็นหลัก

ระบบไฟฟ้าของจีนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหลัก โดยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจได้เกือบทั้งหมด ทำให้จีนต้องนำเข้าถ่านหินและก๊าซ LNG น้อยลง

จีนกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน

แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก แต่จีนไม่ได้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก ต่างจากญี่ปุ่นที่นำเข้าน้ำมันประมาณ 80% จากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โดยจีนกระจายการนำเข้าน้ำมันจากหลายประเทศ เช่น รัสเซีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐ ทำให้จีนสามารถซื้อน้ำมันในราคาถูกได้

ขณะเดียวกันจีนยังเก็บน้ำมันบางส่วนไว้ในคลังสำรองยุทธศาสตร์ แม้ไม่มีใครทราบปริมาณที่แน่ชัด แต่มีการประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จีนมีน้ำมันสำรองเพียงพอทดแทนการนำเข้าผ่านช่องแคบได้ประมาณ 7 เดือน

การผลิตพลังงานในประเทศเพิ่มขึ้น

ปีที่ผ่านมา จีนผลิตน้ำมันได้ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของปริมาณน้ำมันนำเข้า แม้แหล่งน้ำมันภายในประเทศจะเริ่มลดลง แต่การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อรวมกับก๊าซที่นำเข้าผ่านท่อจากรัสเซีย เอเชียกลาง และเมียนมา ทำให้จีนต้องนำเข้า LNG น้อยลง

จีนยังมีแผนสร้างท่อส่งก๊าซใหม่จากรัสเซีย เช่น โครงการ Power of Siberia 2 แม้จะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตจากพลังงานฟอสซิลนำเข้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบ แต่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังทำให้เศรษฐกิจจีนลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ

นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน คาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันของจีนอาจถึงจุดสูงสุดในปีนี้ และจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น แม้จีนยังต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงด้านพลังงานของจีนมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...