ทำไม “จีน” รับมือวิกฤติฮอร์มุซได้ดีกว่าประเทศอื่น แม้เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุดของโลก?
แม้ จีน จะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่สุดของโลก แต่กลับมีความพร้อมรับมือเมื่อช่องแคบถูกปิด และอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย
วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 05.00 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในทางกลับกัน จีนกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด
จีนใช้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในปริมาณมหาศาล และนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้ในปริมาณใกล้เคียงกับอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้รวมกัน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มขอให้ประชาชนประหยัดพลังงาน เช่น อาบน้ำสั้นลงหรือทำงานจากบ้าน เพื่อลดการใช้พลังงาน สื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับระบุว่าจีนมีชามข้าวพลังงานของตนเอง หรือมีความมั่นคงด้านพลังงานในระดับสูง
แม้บทความดังกล่าวจะไม่ได้กล่าวถึงว่า จีนได้สั่งห้ามการส่งออกเชื้อเพลิงอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเก็บสำรองพลังงาน แต่จีนก็ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชีย เนื่องจากนโยบายด้านพลังงานที่ดำเนินมาหลายปีเพื่อลดความเปราะบางต่อวิกฤตพลังงาน
รถยนต์ไฟฟ้าทำให้การใช้น้ำมันเริ่มถึงจุดสูงสุด
จีนมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าเกือบเท่ากับทั้งโลกที่เหลือรวมกัน มีคลังสำรองน้ำมันจำนวนมาก แหล่งนำเข้าน้ำมันหลากหลาย รวมถึงมีระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหลัก
ในปี 2563 รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามียอดขาย 20% ของรถใหม่ทั้งหมดในปี 2568 แต่ในปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดแล้ว ซึ่งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าทำให้การใช้น้ำมันของจีนเริ่มถึงจุดสูงสุดและเริ่มลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ปริมาณน้ำมันที่ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในปีที่ผ่านมา มีปริมาณใกล้เคียงกับน้ำมันที่จีนเคยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย
ระบบไฟฟ้าจีนพึ่งพาพลังงานในประเทศเป็นหลัก
ระบบไฟฟ้าของจีนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหลัก โดยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจได้เกือบทั้งหมด ทำให้จีนต้องนำเข้าถ่านหินและก๊าซ LNG น้อยลง
จีนกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน
แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก แต่จีนไม่ได้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก ต่างจากญี่ปุ่นที่นำเข้าน้ำมันประมาณ 80% จากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
โดยจีนกระจายการนำเข้าน้ำมันจากหลายประเทศ เช่น รัสเซีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐ ทำให้จีนสามารถซื้อน้ำมันในราคาถูกได้
ขณะเดียวกันจีนยังเก็บน้ำมันบางส่วนไว้ในคลังสำรองยุทธศาสตร์ แม้ไม่มีใครทราบปริมาณที่แน่ชัด แต่มีการประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จีนมีน้ำมันสำรองเพียงพอทดแทนการนำเข้าผ่านช่องแคบได้ประมาณ 7 เดือน
การผลิตพลังงานในประเทศเพิ่มขึ้น
ปีที่ผ่านมา จีนผลิตน้ำมันได้ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของปริมาณน้ำมันนำเข้า แม้แหล่งน้ำมันภายในประเทศจะเริ่มลดลง แต่การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อรวมกับก๊าซที่นำเข้าผ่านท่อจากรัสเซีย เอเชียกลาง และเมียนมา ทำให้จีนต้องนำเข้า LNG น้อยลง
จีนยังมีแผนสร้างท่อส่งก๊าซใหม่จากรัสเซีย เช่น โครงการ Power of Siberia 2 แม้จะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตจากพลังงานฟอสซิลนำเข้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบ แต่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังทำให้เศรษฐกิจจีนลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ
นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน คาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันของจีนอาจถึงจุดสูงสุดในปีนี้ และจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น แม้จีนยังต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงด้านพลังงานของจีนมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว
อ้างอิง : www.reuters.com