ทิสโก้ มอง 2 หุ้นเครื่องดื่มชูกำลัง CBG-OSP ต้นทุนเพิ่ม แต่ยังเติบโต
#ทันหุ้น-บล.ทิสโก้ ได้ออกบทวิเคราะห์ 2 หุ้นเครื่องดื่มชูกำลังได้แก่หุ้นบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG และบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP โดยประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามมองภาพรวมธุรกิจยังมีการเติบโต ส่วนหนึ่งได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งที่จะกลับมา จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ ดังนั้นจึงแนะนำซื้อหุ้นทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว
ฝ่ายวิจัยทิสโก้ โดยได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ของ CBG ลง 4% และ 3% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 เพิ่มขึ้น 11% YoY โดยหากไม่รวมรายการพิเศษการตั้งด้อยค่าในบริษัท คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) จำนวน 518 ล้านบาท คาดกำไรหลักจะลดลง 9% YoY จากคาดรายได้ส่งออกลดลง 28% YoY จากผลกระทบกัมพูชาเต็มปี แม้ว่าคาดยอดขายเมียนมาร์และเวียดนามเพิ่มขึ้น 10% และปีถัดไปคาดการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ 10% YoY จากฐานใหม่ คาดกลุ่มเครื่องดื่มพลังงานในประเทศเติบโตปีละ 5% จากฐานสูงในปีที่ผ่านมา
ภาพรวมของบริษัทยังมีปัจจัยหนุนจากความต้องการในตลาดที่คาดว่าจะฟื้นตัว โดยเฉพาะจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ที่คาดว่าจะกลับมา ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีความยืดหยุ่นสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ (income elasticity). นอกจากนี้ผลกระทบจากอากาศ
ร้อนในปีนี้คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่มอีกด้วย
กลยุทธ์การลงทุน ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำในหุ้น CBG เป็นซื้อ จากเดิมแนะนำถือ พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 49 บาท ซึ่งสะท้อนการรวมผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและสถานการณ์สงครามไว้แล้ว ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 14.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและยังคงมีส่วนลดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่คาดว่า Dividend Yield ปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 3.8% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจและช่วยลดความเสี่ยงจาก downside ในการลงทุน
ในส่วนของหุ้น OSP ฝ่ายวิจัยทิสโก้ ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569–2570 ลง 7% และ 9% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป โดยต้นทุน packaging คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของต้นทุนรวม ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งอยู่ที่ประมาณ 2% และ 5% ตาม
ลำดับ
จากการวิเคราะห์ sensitivity พบว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของ gross margin +/-1% จะส่งผลต่อกำไรสุทธิประมาณ +/-7% ภายใต้สมมติฐานใหม่ คาดกำไรหลักปี 2569 เติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังที่คาดว่าจะเติบโตจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ M-150 ผ่านการออกสินค้าใหม่และการขยายช่วงราคา (10, 12 และ 15 บาท) ส่งผลให้รายได้กลุ่มเครื่องดื่มคาดเติบโต 2% ในปี 2569 และ 4% ในปี 2570 ขณะที่กลุ่ม Personal Care คาดเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี
นอกจากนี้ คาดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ ขณะที่ SG&A ควบคุมได้ใกล้เคียงเดิมจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากฝั่ง demand โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่ง” ที่มีแนวโน้มกลับมา ซึ่งจะช่วยหนุนกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีความยืดหยุ่นต่อรายได้ (income elasticity) ค่อนข้างสูง ควบคู่กับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในปีนี้หนุนธุรกิจกลุ่มเครื่องดื่ม
กลยุทธ์การลงทุนได้ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อในหุ้น OSP จากเดิมแนะนำถือ พร้อมทั้งให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 19.00 บาท ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2569อยู่ที่ประมาณ 5.4% ซึ่งอยู่ในระดับน่าสนใจและช่วยจำกัด downside ของราคา ปัจจัยหนุนในระยะถัดไปมาจากการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ CLMV และอินโดนีเซีย รวมถึงโอกาสในการเข้าสู่ตลาดจีนในอนาคต