ค้าชายแดน “ปาดังเบซาร์” วูบ มาเลย์ยกระดับขึ้นคอมเพล็กซ์ครบวงจร
“ปาดังเบซาร์” ฝั่งไทย แหล่งการค้าที่รุ่งเรืองล่มสลาย ฝั่งมาเลย์เปิดเกมรุกพัฒนายกระดับเป็นคอมเพล็กซ์ แม่ค้าพ่อค้าไทย ผวา “นายกเทศมนตรี” เมืองปาดังเบซาร์ เสนอรัฐบาลเจรจารัฐบาลมาเลเซีย เปิด “ฟรีโซน” เมืองปาดังเบซาร์ฝั่งไทย เมืองปาดังเบซาร์ฝั่งมาเลเซีย 3 กม.
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าขายสินค้าบริเวณเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ ที่อยู่ติดชายแดนไทย-มาเลเซีย อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ฝั่งมาเลเซียได้มีการลงทุนยกระดับตลาดค้าชายแดนขึ้นเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองปาดังเบซาร์ของไทยไม่เกิน 5 กม.
โดยมีการเปิดแผงให้เช่ากว่า 1,000 แผง ในราคาตั้งแต่ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน มีสินค้าจากฝั่งไทยเข้าไปขายครบวงจรทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ทำให้ชาวมาเลเซียที่เคยเดินทางข้ามมาซื้อสินค้าฝั่งไทยลดลง
ส่งผลกระทบต่อยอดรายได้จากที่เคยขายได้ประมาณวันละ 5,000-9,000 บาท ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 1,000-2,000 บาท ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนไทยข้ามไปเช่าแผงขายสินค้าที่คอมเพล็กซ์ดังกล่าว
ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา ผู้บริหารโรงแรมออสการ์พาเลส บ้านด่านนอก อ.สะเดา จ.สงขลา และนายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เท่าที่ทราบตลาด 2 แห่งของมาเลเซียที่อยู่ตรงข้ามเมืองปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา คือ ตลาดพลาซ่า NAIGA ปาดังเบซาร์ และแวร์มาร์ท ขยายตัวเติบโตขึ้นมาก
เฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มีคนเข้าช็อปปิ้งหลักหมื่นคน ย่านดังกล่าวเป็นแหล่งการค้าขนาดใหญ่ที่ประเทศมาเลเซียพยายามพัฒนาขึ้นมาหลายปีแล้ว ตอนนี้มีคนไทยข้ามไปเช่าแผงเช่าพื้นที่กันจำนวนมาก
“10 กว่าปีก่อนความรุ่งเรืองทางการค้าระหว่างเมืองปาดังเบซาร์ฝั่งไทยกับเมืองปาดังเบซาร์ฝั่งมาเลเซียไม่ต่างกัน มีเงินสะพัดนับร้อยล้านบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันห่างกันมาก ฝั่งมาเลเซียมีความเจริญเติบโต แต่ฝั่งปาดังเบซาร์ของไทยซบเซาเหลือการค้าไม่เกิน 10-20% เนื่องจากสถานบันเทิงปิดตัว โรงแรมหลายแห่งเลิกกิจการ และทำเป็นบ้านเลี้ยงนกนางแอ่น ฯลฯ ขณะที่ร้านค้าต่าง ๆ ยังเปิดให้บริการ”
ดร.สิทธิพงษ์กล่าวต่อไปว่า เมืองปาดังเบซาร์ อ.สะเดา ถูกกำหนดเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา จาก 1 ใน 4 ตำบล แต่กลับไม่ก้าวหน้า เห็นว่ารัฐบาลใหม่จะนำไปพิจารณาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใหม่
อย่างไรก็ตาม อยากให้พิจารณาเรื่องบริบทชายแดนทั่วประเทศต่างกัน สำหรับชายแดนไทย-มาเลเซีย ต.ปาดังเบซาร์ ต.สำนักขามบ้านด่านนอก อ.สะเดา จ.สงขลา รอยต่อรัฐเคดาห์ และรัฐปะลิส มาเลเซีย ตนมองว่าสิ่งที่จะตอบโจทย์เป็นเรื่องการค้าขายชายแดน และด้านการท่องเที่ยว จึงอยากให้รัฐบาลเรียกคืนศักยภาพธุรกิจการค้าเมืองปาดังเบซาร์ รัฐบาลต้องลงทุนส่งเสริมฟื้นฟูเรื่องการค้าขายชายแดน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
และที่สำคัญ ขอให้มีการพิจารณาข้อกฎหมายต่าง ๆ ใหม่ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ ลดขั้นตอน ค่าใช้จ่ายบริเวณด่านทั้งหมด เพื่อสร้างแรงดึงดูดชักชวนให้คนเดินทางเข้ามา
นายอรรถพล พร้อมมูล นายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ชายแดนไทย มาเลเซีย รัฐปะลิส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมืองปาดังเบซาร์มีภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ตกต่ำมาหลายปี จากการปิดช่องขาวแดงชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเท้าเข้าออกระหว่างชายแดนไทย-มาเลเซีย ระหว่างตลาดปาดังเบซาร์ทั้งฝั่งไทย และมาเลเซีย แล้วให้เดินทางผ่านด่านปาดังเบซาร์
ส่งผลให้เมืองปาดังเบซาร์ฝั่งไทย ซึ่งเป็นเมืองค้าขายชายแดนไทย-มาเลเซียที่มีชื่อเสียง ยอดการค้าตกต่ำมาตลอด จากเดิมมีชาวมาเลเซียประมาณ 80% เดินทางเข้าออกมาซื้อขายสินค้ามีเงินหมุนสะพัดต่อวันนับร้อยล้านบาทและหลายร้อยล้านบาทต่อเดือน แต่ตอนนี้ชาวมาเลเซียได้หายไปกว่า 80%
“ผมและประชาชนในพื้นที่เคยได้หารือและนำเสนอทางออกกับทางการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เมืองฟื้นกลับมา แต่ได้รับแก้ไขเพียงเล็กน้อย ทางออกที่จะทำให้เมืองปาดังเบซาร์ฝั่งไทยฟื้นขึ้น คือต้องกำหนดเป็นเขตฟรีโซน ในระยะ 3-5 กม. ระหว่างเมืองปาดังเบซาร์ฝั่งไทยกับเมืองปาดังเบซาร์ฝั่งมาเลเซียทั้ง 2 ประเทศจะฟื้นขึ้นมาทันที แต่เมืองปาดังเบซาร์ฝั่งมาเลเซียจะฟื้นขึ้นมามากกว่าด้วยจะได้ผลประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศ
ทั้งนี้ การหารือจะต้องเป็นระดับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อดำเนินการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทุกครั้งที่นำเสนอไปยังทางการกลับถูกระบุว่าเป็นเรื่องเงื่อนไขทางด้านความมั่นคง จริง ๆ ผู้ไม่ประสงค์ดีจะไม่เดินเข้ามาผ่านทางด่าน เพราะมีช่องทางธรรมชาติตลอดแนวชายแดนเล็ดลอดเข้ามาได้”