ตีแผ่เมกะโปรเจค ‘เขื่อนปากแบง’ จ่อกั้นน้ำโขงอีกแห่ง!
ชื่อของ ‘เขื่อนปากแบง’ อาจไม่เป็นที่รู้จักสำหรับใครหลายคนนัก แต่สำหรับหลายครัวเรือนในจังหวัดเชียงราย ที่วันดีคืนดีกำลังจะกลายเป็น ‘คนเหนือเขื่อน’ เสี่ยงจะถูกน้ำเท้อท่วมในอนาคตอันใกล้ ‘เขื่อนปากแบง’ แทบจะเป็นข่าวใหญ่เลยทีเดียว
เนื่องจากผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในที่ประชุมร่วมระหว่างกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ผู้แทนหน่วยงานรัฐ และผู้นำท้องถิ่น ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 ว่า มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) กับโครงการเขื่อนปากแบงแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 หรือ 2 วันก่อนการประชุม สัญญาดังกล่าวกำหนดระยะเวลา 29 ปี กำหนดเริ่มขายไฟฟ้า พ.ศ. 2576 ด้วยราคารับซื้อไฟฟ้าหน่วยละ 2.70 บาท [1]
"…ลำพังเขื่อนจิ้นหงทางตอนบน ก็กระทบเราคนไทยอยู่แล้ว ถ้าสร้างเขื่อนปากแบงท้ายน้ำมาประกบอีก หนักแน่นอน" เสียงกังวลจากครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เจ้าของรางวัล Goldman Environmental Prize ช่วยเปิดประเด็นให้ The Reporters แกะรอยที่มาของเมกะโปรเจคเขื่อนไฟฟ้าแห่งใหม่ในพื้นที่ สปป.ลาว ที่รัฐบาลไทยมีส่วนเดินหน้าฝ่าความเงียบงันมาจนถึงวันนี้
ที่ตั้งและที่มา เขื่อนปากแบง
โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง (Pak Beng Hydropower Project) หรือเขื่อนปากแบง ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายประธาน กิโลเมตรที่ 2188 ในพื้นที่บ้านปากเงย เมืองปากแบง แขวงอุดมไซ ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว ห่างจากจุดสิ้นสุดเขตแดนไทยบนแม่น้ำโขง คือ แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ลงไปเป็นระยะทางเพียง 97 กิโลเมตร
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เคยเผยแพร่รายงานที่มาโครงการเขื่อนปากแบง [2] ว่า ได้มีกระบวนการแจ้งการปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA) แล้วเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2560 เพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณาและเสนอต่อคณะกรรมการร่วมของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) และต่อมามีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental impact Assessment: EIA) ในพื้นที่ สปป.ลาว และอยู่ระหว่างการรอพัฒนาโครงการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนปากแบงระยะแรกเริ่ม ในมือของ บริษัท ต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล พาวเวอร์ จากประเทศจีนนั้น กลับไม่คืบหน้า ที่คืบหน้านั้นดูจะมีเพียงเสียงคัดค้านจากประชาชน ถึงปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกับพื้นที่เหนือเขื่อนอย่างไทยที่ EIA ลาวไม่ได้ครอบคลุมข้ามพรมแดน
แม้ท่าทีของการก่อสร้างเขื่อนปากแบงในมือของ บริษัท ต้าถังฯ สัญชาติจีน ไม่คืบหน้า แต่รายงานข่าวถึงกรณีเขื่อนปากแบงกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อเดือนเมษายน 2565 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF สัญชาติไทย เปิดเผยว่า บริษัท กัลฟ์ฯ และบริษัท ต้าถังฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมมีแผนจะเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 [3]
ในรายงานเดียวกันยังระบุถึงแผนเจรจาของบริษัทร่วมทุนกับ กฟผ. ที่รับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.7129 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในวันที่ 1 มกราคม 2576 ซึ่งวันนี้ก็พบแล้วว่าเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับสัญญาซื้อขายฉบับจริง ตามที่ผู้แทน กฟผ. เปิดเผยในที่ประชุมล่าสุด ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงของ
ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงอยู่ตรงไหนของสมการนี้
จากเอกสารสรุปข้อมูลผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับชุมชน [4] เมื่อเดือนสิงหาคม 2552 มีอยู่ 4 ข้อสำคัญ ได้แก่
1.พันธุ์ปลาถูกทำลาย สูญเสียอาชีพประมง เพราะเขื่อนจะปิดกั้นเส้นทางการอพยพวางไข่ของพันธุ์ปลาในธรรมชาติ เช่น ปลาบึก ที่อพยพมาจากทางตอนล่างของแม่น้ำโขง รวมไปถึงพันธุ์ปลาในแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำอิง แม่น้ำกก ตลอดจนห้วยสาขาต่าง ๆ และทำลายระบบนิเวศการขึ้น-ลง ของระดับน้ำตามฤดูกาล
2.ทำลายอาชีพเรือโดยสารและเรือท่องเที่ยว เพราะเขื่อนจะปิดกั้นเส้นทางการเดินเรือโดยสารที่เดินทางจากอำเภอเชียงของ และเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ไปเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง
3.จะมีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวไทยและชาวลาว เนื่องจากการก่อสร้างโครงการเขื่อนปากแบง
4.น้ำท่วมริมตลิ่งตลอดฝั่งน้ำชายแดนไทย-ลาว ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของหมู่บ้านริมน้ำ ได้แก่
หมู่บ้านฝั่งลาว ประกอบด้วย บ้านห้วยแคน บ้านปากเงย บ้านห้วยคูณ บ้านห้วยสิด บ้านคกกะ บ้านลุ่มโต่ง บ้านน้ำแย่ง บ้านปากครอบ บ้านห้วยผะลำ บ้านก้อนตื้น บ้านห้วยลำแพน บ้านห้วยสะงึก บ้านน้ำทา บ้านปากทา บ้านคกหลวง และบ้านด่าน
หมู่บ้านฝั่งไทย ประกอบด้วย บ้านห้วยลึก บ้านแจ๋มป๋อง บ้านท่าข้าม บ้านดอนมหาวัน บ้านทุ่งอ่าง บ้านเต๋น บ้านปากอิงใต้ บ้านศรีดอนชัย บ้านหาดไคร้ บ้านวัดหลวง และบ้านเวียงแก้ว
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กังวลว่า หากเกิดน้ำเท้อขึ้นมา เรือกสวนไร่นาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายจะถูกน้ำท่วมจนเสียหายมูลค่ามหาศาล ชาวบ้านสูญเสียพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัย และนอกจากนั้น ในมุมมองด้านความมั่นคง เส้นเขตแดนระหว่างไทย-ลาว ตามร่องน้ำลึกที่กำหนดในสนธิสัญญาสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นการศึกษานานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 13 ปี แต่แม่น้ำโขงเอง เปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลจากเขื่อนทางต้นน้ำในพื้นที่ประเทศจีน ที่ไม่ใช่แค่ 1 แห่ง แต่มีถึง 11 แห่งที่ควบคุมลำน้ำสายประธาน อย่างที่ประชาชนปลายน้ำรวมถึงประเทศไทยทำได้แค่มองดูระดับน้ำที่ผันผวนไม่ตรงตามฤดูกาล
ชะตากรรมของว่าที่ ‘คนเหนือเขื่อน’ และคนไทยทั้งประเทศ
หนึ่งอุทาหรณ์ที่ฝังใจชาวบ้านเครือข่ายจังหวัดลุ่มน้ำโขง คือกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ไม่รับฟ้องคดีที่ภาคประชาชน ฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ฐานละเลยต่อหน้าที่ จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการเขื่อนปากแบง เพียงแค่ 3 จังหวัดคือ เชียงราย หนองคาย และอุบลราชธานี จากทั้งหมด 8 จังหวัดที่ติดแม่น้ำโขง ส่อเจตนาละเลยในการรับฟังและปิดบังข้อมูลโครงการอย่างกว้างขวาง
ศาลยกข้อจำกัดของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ที่ไม่ครอบคลุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
คดีนี้จึงเป็นบทสะท้อนว่า กฎหมายเองก็ไม่อาจปกป้องประชาชนจากความเปลี่ยนแปลงข้ามพรมแดนนี้ได้ และนับแต่กระบวนการ PNPCA ที่เคยเกิดขึ้นนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังไม่รับทราบข้อมูลผลกระทบจากโครงการอย่างเพียงพอ
หากลองขยายภาพผลกระทบจากเชียงราย มายังคนไทยทั้งประเทศ ข้อมูลล่าสุดของ กฟผ. พบว่า ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบอยู่ที่ 48,707.51 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของระบบในปี 2565 อยู่ที่เท่ากับ 32,254.50 เท่ากับว่ามีปริมาณไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่อีกกว่าร้อยละ 33
ไฟฟ้าสำรองที่เหลือในระบบนี้เอง กระตุ้นให้เกิดกระแสตอบโต้จากภาคประชาสังคม ถึงความจำเป็นในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
"…ยุคสมัยนี้ พลังงานไฟฟ้าสำรองในบ้านเรามันเยอะมากอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องไปเซ็นสัญญา เพิ่มปัญหาให้แม่น้ำโขงเพิ่มไปอีก" ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ตั้งคำถามว่า เขื่อนสมัยนี้เป็นไปเพื่อพลังงานจริงหรือ ทั้งที่มีพลังงานทางเลือกอื่นที่สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า
หรือเป็นไปเพื่อเงิน ที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน บนความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ และชาวไทยที่จะต้องรับภาระค่าไฟฟ้าในอัตราสูงขึ้นทั่วประเทศ ตามที่สภาองค์กรของผู้บริโภคเคยยกปัญหาและเสนอทางออกไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว [5]
สุดท้าย ถึงแม้ผู้แทน กฟผ. ชี้แจงว่า ยังมีมาตรการลดผลกระทบข้ามพรมแดน อย่างกองทุนเยียวยา 45 ล้านบาทต่อปี พร้อมปรับวงเงินในทุก 5 ปีก็ตาม แต่กองทุนดังกล่าวจะเพียงพอชดเชยให้กับโอกาสฟื้นฟูสายเลือดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่
จึงน่าติดตามต่อว่า โครงการ ‘เขื่อนปากแบง’ จะคืบหน้าอย่างเงียบงัน ท่ามกลางเสียงคะคานจาก (ว่าที่) คนเหนือเขื่อนต่อไปอย่างไร
อ้างอิง :
[1] ภาคประชาชนอึ้ง กฟผ.ลงนามสัญญาซื้อไฟเขื่อนปากแบง กสม. ภาคประชาชน ข้าราชการท้องถิ่น งงเสียงท้วงติง ไม่ได้รับการพิจารณา 'ครูตี๋' จวกหน่วยงานรัฐไม่ทำหน้าที่คุ้มครองชาวบ้าน https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/pfbid036CXgHuK68y6t27NJgbhukPwqrFqvL2RXJ3JRARBZEfVFp34LATpXGEzRb6mpvxrHl?cft[0]=AZW-YEDPrxzI9Mg6S0GJPkcJZcajC1Pb2qZZzCHvdZUxy4zjXIKxGXegclczxRtno3GWpSs3H1rUTl7XZSgzQUmSw0HIMJfu-s21zlHr-CGS5n9wxYNcCNAVkJok8fjtQ3OkXo1JLTIUqxOpeMN0NN0O&tn=%2CO%2CP-R
[2] ข้อมูลโครงการพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขง จัดทำโดยโครงการศึกษาผลกระทบและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ http://tnmcstudy.onwr.go.th/?page_id=64
[3] GULFจับมือCDTOเซ็นขายไฟโครงการปากแบงในลาวให้กฟผ. https://mgronline.com/business/detail/9650000039418
[4] เอกสารสรุปข้อมูลโครงการเขื่อนปากแบง สำหรับชุมชน เดือนสิงหาคม 2552 http://www.livingriversiam.org/4river-tran/4mk/pak-bang-dam.pdf
[5] สภาองค์กรของผู้บริโภคค้านรัฐรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป. ลาว เหตุไฟฟ้าในประเทศล้นเกินความต้องการ ชี้ผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ ปชช. https://www.facebook.com/tccthailand/posts/pfbid02KYwRo1Q2oCNS4aemCFLNRtzrUyZJ9HFDYUsKFBemGPDxqE48d3JCXf4a8tj7LqJ6l?tn=%2CO*F