ความเท็จ สิบเอ็ดประตู ถูกผลิตซ้ำ สนอง ‘อำนาจนิยม’
ความเท็จ สิบเอ็ดประตู
ถูกผลิตซ้ำ สนอง ‘อำนาจนิยม’
ผู้มีอำนาจในจังหวัดร้อยเอ็ด ต้องการสร้างเท็จว่าร้อยเอ็ดมี “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม” จึงทำ 2 เรื่องเป็นอย่างน้อย คือบิดเบือน-ปลอมแปลงคัมภีร์อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ว่าเขียนเป็นตัวเลข 101 อ่าน 10+1 เท่ากับ 11 (สิบเอ็ด) และอ้างแผนที่ราชการทหารซึ่งเพิ่งทำใหม่ไม่นานนี้
“ร้อยเอ็ด” ในอุรังคธาตุ
เมืองร้อยเอ็ดปักตู หรือ เมืองร้อยเอ็ดประตู มีชื่อในตำนานอุรังคธาตุหลายตอน
เอกสารใบลานเรื่องตำนานอุรังคธาตุทั้ง 10 ฉบับที่ใช้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ (ชาวร้อยเอ็ด) เสนอมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากที่พบในไทยและลาว ล้วนจารด้วยอักษรตัวธรรมเป็นคำว่า เมืองร้อยเอ็ดปักตู หรือ เมืองร้อยเอ็ดประตู ไม่มีการใช้ตัวเลข 101 ในฉบับใบลาน
ตัวอย่างจากตำนานอุรังคธาตุ 2 ฉบับ ดังนี้
(1.) ฉบับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
ประทานหอสมุดแห่งชาติ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2444 รหัส 36ข.
ผูกที่ 1 หน้าที่ 33 มีชื่อ “เมืองร้อยเอ็ดปักตู” จารด้วยตัวหนังสือ ดังนี้
อ่านว่า เมืองร้อยเอ็ดปักตู
(2.) ฉบับ วัดศรีสมพร
บ้านดอนใหญ่ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ลาว
ถ่ายไมโครฟิล์ม ม้วนที่ 41 อันดับ 01 รหัส 1201051300400
จารด้วยอักษรตัวธรรมบนใบลาน เมื่อ พ.ศ.2441
เผยแพร่โดยหอสมุดดิจิตอลหนังสือใบลานลาว (http://www.laomanuscripts.net)
ผูกที่ 1 หน้าที่ 34 มีชื่อ เมืองร้อยเอ็ดประตู จารด้วยตัวหนังสือ ดังนี้
อ่านว่า เมืองร้อยเอ็ดปักตู
แผนที่ราชการทหาร
แสดงเส้นประโยงใยภายในคูน้ำคันดินเมืองร้อยเอ็ด มี 11 ประตู
แต่แผนที่แผ่นนี้ใช้เป็นหลักฐาน “สิบเอ็ดประตู” ไม่ได้
แผนที่ราชการทหาร พ.ศ.2483 ไม่ใช่หลักฐาน “เมือง 11 ประตู” ของ จ.ร้อยเอ็ด เพราะเป็นแผนที่เพิ่งทำขึ้น 83 ปีที่แล้ว (ไม่ถึง 100 ปี)
(1.) เมืองร้อยเอ็ดเก่าสุด (ทวารวดี) รูปกลมรี ราว 1,500 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ.1000
(2.) เมืองร้อยเอ็ดขยาย (ขอม) เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน ราว 1,000 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ.1500
(3.) ประตูเมืองโดยเฉลี่ย 4 ประตู ประจำทิศ หรือประจำด้าน (เทียบเมืองสุโขทัยและเมืองโบราณอื่นๆ รูปสี่เหลี่ยม)
(4.) เมืองร้าง 500 ปี ระหว่าง พ.ศ.1800-2318
(5.) หักร้างถางพงเมืองร้อยเอ็ด โดยท้าวทน เมื่อ พ.ศ.2318 (ธนบุรี)
(6.) “จังหวัดร้อยเอ็ด” มีครั้งแรก พ.ศ.2476 (หลัง 2475)
(7.) จังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ทำแผนที่กำหนดบริเวณเขตปลอดภัย พ.ศ.2483
มีช่องทางเข้า-ออก นับ 10 หรือมากกว่า 10 ซึ่งเป็นผลจากการขยายชุมชนในเมือง เพราะประชากรมากขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่สมัยท้าวทน 2318 ถึงสมัยทำแผนที่ 2483 ต้องเจาะช่องทางเข้า-ออก เพิ่มขึ้น จึงไม่ใช่หลักฐานเมือง “11 ประตู”
ชื่อเมืองร้อยเอ็ด
เมืองร้อยเอ็ด หมายถึงเมืองที่อำนาจทางการเมืองและการค้าแผ่ขยายกว้างไกลออกไปทุกสารทิศ ดังมีร้อยเอ็ดประตูเมือง ตามคติศักดิ์สิทธิ์ว่าทวารวดี (ทวาร แปลว่า ประตู, วติ, วดี แปลว่า รั้ว, กำแพง) อันเป็นนามเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ ในมหากาพย์มหาภารตะ
ชื่อเมืองร้อยเอ็ด สอดคล้องกับยุคสมัยในวัฒนธรรมทวารวดี จากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลางแพร่หลายขึ้นมา
เมืองร้อยเอ็ดสมัยแรกสร้างมีชื่ออะไร? ไม่เคยพบหลักฐานยืนยัน
ตำนานอุรังคธาตุ (แต่งขึ้นหลัง พ.ศ.2000) บอกชื่อว่าสาเกตนคร หรือ เมืองสาเกต ซึ่งเป็นเมืองร้อยเอ็ดประตูมีคำพรรณนาว่าเป็นเมืองใหญ่ที่มีบริวารมากถึงร้อยเอ็ดเมือง และมีประตูเมืองมากถึงร้อยเอ็ดประตู “ร้อยเอ็ด” เขียนเป็นตัวอักษรหนังสือ ไม่เขียนตัวเลข
พัฒนาการเมืองร้อยเอ็ด ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
1. ชุมชนดั้งเดิมเริ่มแรก สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1
มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ฝังศพชนชั้นนำและเครือญาติ อยู่บริเวณตาน้ำมีหนองน้ำอุดมสมบูรณ์ (ปัจจุบันเรียกบึงพลาญชัย)
2. ชุมชนมีคูน้ำคันดินรูปวงกลมรี (บริเวณวัดเหนือ) สมัยการค้าระยะไกลทางทะเล (วัฒนธรรมทวารวดี) ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1000 ไม่รู้ชื่อเมือง
เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สืบเนื่องจากชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาก่อน ด้วยการขุดคูน้ำทำคันดินล้อมรอบ เพราะมีคนโยกย้ายไปมาแล้วตั้งบ้านเรือนมากขึ้นจากการค้าระยะไกลทางทะเลค้าขายแลกเปลี่ยนกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ
(ซ้าย) เมืองร้อยเอ็ด เป็นเมืองทับซ้อน 2 สมัย (1.) รูปวงรี หลัง พ.ศ.1000 (ทวารวดี) (2.) รูปสี่เหลี่ยมมุมมน (เขมร) หลัง พ.ศ.1500 (แผนผังโดยกรมศิลปากร) (ภาพถ่ายทางอากาศจากเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด)
(ขวา) พระธาตุก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ (แบบทวารวดี) ถูกครอบด้วยพระธาตุบัวเหลี่ยม (แบบล้านช้าง) และเสมาปักหินรอบ ในวัดเหนือ อ.เมืองฯ จ.ร้อยเอ็ด
วัดเหนือ ตั้งอยู่บนโนนสูง เรียก “โนนวัดเหนือ” (จุดสูงสุดของร้อยเอ็ด) เป็นศูนย์กลางชุมชนดั้งเดิม (ก่อนทวารวดี)
– พระธาตุ องค์ในก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ (ทวารวดี) องค์นอกก่อด้วยอิฐขนาดเล็ก บัวเหลี่ยม (ล้านช้าง)
– เสมาหิน รอบพระธาตุ (ทวารวดี)
– เสาหินแปดเหลี่ยม จารึกอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสฤต 4 บรรทัด อายุราว พ.ศ.1400 (ประมาณ 900 ปีมาแล้ว)
[จากเอกสารประกอบนิทรรศการฯ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด พ.ศ.2552 หน้า 19-20]
3. เมืองมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมมุมมน สมัยการค้าจีน (วัฒนธรรมขอม) ไม่รู้ชื่อเมือง (ท้าวทน-ก็ไม่รู้ชื่อ)
โดยขยายพื้นที่จากคูน้ำคันดินรูปวงกลมรี เนื่องจากมีผู้คนหลากหลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะการค้าคับคั่งทางอ่าวไทยและลุ่มน้ำโขง แล้วเชื่อมโยงถึงดินแดนลุ่มน้ำชี-มูล มีทรัพยากรค้าขายแลกเปลี่ยนกับเจ้าพระยา
เมืองร้อยเอ็ด คูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมมุมมน ขนาดประมาณ 1,700 x 1,800 เมตร อยู่บนเส้นทางคมนาคม ลำน้ำชีและทุ่งกุลา
การสร้างคูน้ำคันดิน คือขุดดินลึกให้เป็นคูน้ำ แล้วเอาดินที่ขุดนั้นกองถมเป็นคันดินตามแนวที่ต้องการ
ส่วนที่เป็นคูน้ำเอาไว้เก็บกักน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของชุมชน
คันดินเป็นเขตแนวศักดิ์สิทธิ์ และป้องกันการล่วงล้ำบุกรุก
คูน้ำด้านทิศเหนือ อาศัยแนวธรรมชาติของลำห้วยเหนือ เกิดจากลำห้วยกุดขวางสายเล็กๆ แยกจากลำน้ำชี ไหลมาบรรจบคูเมืองด้านเหนือทางมุมทิศตะวันออก แล้วไหลออกจากเมืองทางมุมทิศตะวันตก
แต่คูน้ำด้านอื่นๆ ขุดขึ้น คือ ทิศตะวันออก, ทิศตะวันตก, ทิศใต้
ร้อยเอ็ดอยู่เหนือทุ่งกุลา มั่งคั่งจากทรัพยากรทุ่งกุลาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเกลือ (สินเธาว์) และเหล็ก
แนวคูเมืองใช้กักน้ำอุปโภคบริโภคของคนชั้นนำในเมืองด้านทิศตะวันออก (ภาพจากเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด)
4. เมืองร้อยเอ็ด สมัยล้านช้าง-ธนบุรี โดยกลุ่มคนจากเวียงจันท์, จำปาสัก
(1.) หนีความขัดแย้งทางการเมืองจากลาว (2.) ตั้งบ้านเรือนรวมกันอยู่บริเวณ “เมืองท่ง” (อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) อย่างรวบรัด (3.) ต่อมาพบที่เหมาะสมกว่า ย้ายไปอยู่เมืองโบราณ (ร้อยเอ็ด) มีคูน้ำคันดิน ไม่รู้ชื่อจริงอะไร? (4.) อ้างชื่อศักดิ์สิทธิ์จากคัมภีร์ อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ว่า “เมืองสาเกต” หรือ “เมืองร้อยเอ็ดประตู” (5.) ต่อมาเรียก “เมืองร้อยเอ็ด” จนปัจจุบันเรียก จ.ร้อยเอ็ด
แต่ผู้มีอำนาจในจังหวัดร้อยเอ็ดทุกวันนี้ ผลิตซ้ำความเท็จว่า “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม”
กรมศิลปากร ต้องออกแรงอีกครั้งจัดเสวนาวิชาการตามเนื้อหาเดิมว่า “ร้อยเอ็ด” ไม่ใช่ “สิบเอ็ด”
แนวทางที่ถูกต้อง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ต้องจัดแสดงถาวรประวัติศาสตร์และความเป็นมาของเมืองร้อยเอ็ด (ตามหลักฐานโบราณคดี) และชื่อร้อยเอ็ด (ตามหลักฐานอุรังคธาตุ) เพื่อแบ่งปันสู่สาธารณชนชาวร้อยเอ็ดและชาวไทยกับชาวโลก
ส่วนผู้มีอำนาจจังหวัดร้อยเอ็ดจะดันทุรังสร้างความเท็จก็ตามใจ ให้ประชาชนตัดสิน
ผู้สื่อข่าวพิเศษ รายงานพิเศษจากกองกำลัง “ทอดน่องท่องเที่ยว”