เตือนนักชิม แยกแยะ แมงดาถ้วย แมงดาจาน กินผิด ชีวิตอาจจะดับ ไม่แน่ใจอย่าเสี่ยง
เตือนนักชิม แยกแยะ แมงดาถ้วย แมงดาจาน กินผิด ชีวิตอาจจะดับไม่แน่ใจอย่าเสี่ยง
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ผู้ใช้เฟชบุ๊ก ชื่อ เล็กกีบุรุย ได้โพสต์ในเพจ siamensis.org โดยระบุว่า
จังหวะไปเก็บของมูลปูม้า
เจอ เหรา พอดี ลุงชาวประมงเก็บมาให้ดู ลักษณะที่แตกต่าง
อย่างเห็นได้ชัดคือ ตาแดง ใต้ท้องเหลือง
ลักษณะอื่นๆเหมือนแมงดาถ้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ แมงดาถ้วย หรือ แมงดาทะเลหางกลม มีรูปร่างกลมและกระดองนูนเหมือนชามหรือถ้วยคว่ำ ทางด้านหัวโค้งกลม หางเรียวยาวเป็นทรงกลม กระดองมีสีเขียวเหลือบเหลืองคล้ำ ใช้สำหรับปักลงกับพื้นท้องทะเล เมื่อต้องการนอนนิ่งอยู่กับที่ หรือใช้พลิกตัวเมื่อนอนหงายท้อง พบอาศัยในทะเลโคลนแถบป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำ อาจพบได้ในเขตน้ำกร่อยหรือน้ำจืดได้ ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร (รวมหาง) ในบางครั้งแมงดาถ้วยบางตัวและในบางฤดูกาลอาจมีสีกระดองสีแดงเหลือบส้ม และมีขนที่กระดองและบางส่วนของลำตัว แมงดาถ้วยแบบนี้จะเรียกว่า เหรา (อ่านว่า [เห-รา]), ตัวเหรา หรือ แมงดาไฟ
ขวา แมงดาถ้วย(กินไม่ได้) ซ้ายแมงดาจาน(กินได้)
แมงดาถ้วยพบกระจายไปทั่วในชายฝั่งทะเลอินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ในประเทศไทยพบได้ทุกจังหวัดที่ติดกับทะเล แมงดาชนิดนี้ทั้งเนื้อและไข่มีพิษทุกฤดูกาล จึงไม่ควรนำมา กินอย่างเด็ดขาด สันนิษฐานกันว่าการเกิดพิษในตัวแมงดามาจาก 2 สาเหตุ คือ เกิดจากการที่ตัวแมงดาไปกินแพลงก์ตอนที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ และตัวแมงดาเองมีพิษซึ่งเกิดจากแบคทีเรียในลำไส้สร้างพิษขึ้นมาได้เอง อาการเมื่อรับพิษเข้าไป คือ ชาที่ริมฝีปาก มือ และเท้า เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ แขนขาไม่มีแรง พูดไม่ออก กลืนลำบาก หายใจไม่ออก กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจเป็นอัมพาต เนื่องจากเป็นพิษที่ผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการหายใจ ในเด็กเล็กจะมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
สำหรับแมงดาชนิดที่นำไข่มารับประทานได้ คือ “แมงดาจาน” ในอดีตพบมากในประเทศไทยทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่ระยะหลังนี้เริ่มน้อยลงจนและเสี่ยงสูญพันธุ์ในฝั่งอ่าวไทย ลักษณะทางกายภาพลำตัวแบนกว้างเหมือนจาน หากสังเกตที่หางจะเป็นสามเหลี่ยมตั้งแต่โคนถึงกลางหาง ส่วนปลายหางจะแหลม”
ไข่แมงดาจานก็มีพิษอยู่บ้าง แต่ถือว่าน้อยมากจนไม่เกิดอันตราย คนจึงนิยมนำไข่แมงดาจานมารับประทาน โดยเฉพาะคนจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ทำให้จำนวนประชากรแมงดาจานเริ่มเหลือน้อยมากในประเทศไทย จนกระทั่งในระยะหลังเริ่มมีการนำเข้าไข่แมงดาจานจากเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ในแง่ของการอนุรักษ์ประชากรแมงดาจาน อยากให้ประชาชนลดการรับประทานไข่แมงดาจานเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประชากรแมงดาจานให้อยู่ในระบบนิเวศทางทะเลต่อไปด้วย
นายตรศักดิ์ นิภานันท์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กล่าวว่า วิธีสังเกตแมงดาถ้วยกับแมงดาจาน ง่ายๆคือ เหรา หรือแมงดาถ้วยจะมีตาสีแดง ใต้ท้องเหลือง ไม่สามารถกินไข่ได้
“ไข่แมงดาทะเลนิยมเอามายำกิน เป็นที่ถูกปากของหลายคน เพื่อความปลอดภัยต้องหมั่นสังเกต กรณีที่มีการขายไข่แมงดา โดยไม่เอาตัวแมงดามาวางให้ดูคู่กัน หลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่รู้ว่าเป็นแมงดาชนิดใด”