โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"เขมรติดหนี้บุญคุณสยาม" เปิดหลักฐานฝรั่งเศสหากไม่มีสยามก็ไม่มีรำไทยและชุดไทยให้กัมพูชาเคลม

The Better

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

ในที่สุดกระทรวงวัฒนธรรมของไทยก็ขยับเสียทีเมื่อได้ยินเสียงประชาชนไทยโวยวายกับการเคลมไม่ดูตามาตาเรือของกัมพูชา ที่อยาจะใส่ชุดไทยใจจะขาด แต่เที่ยวไปอ้างกับชาวโลกว่า "ชุดไทย" ไม่มีมีแต่ "ชุดเขมร"

แต่พอไปโพนทะนาเขากลับเอาภาพถ่ายเก่าของคนไทยสมัยก่อนไปอ้างเรื่อง "ชุดเขมร" โกหกพกลมนั่น ไม่เพียงน่าอับอายขายขี้หน้า แต่ยังแสดงถึงความหน้าทนที่เคลมไม่ดูตาม้าตาเรือ

ที่จริงผมไม่อยากเขียนเยอะ เขียนไปก็เจ็บมือ พวกนักเคลมกัมพูชาก็ไม่รู้จักหลาบจำเสียที เพราะรัฐบาลไทยใช้แต่ "ไม้นวม" ไม่ใช้ "ไม้แข็ง" จัดการพวกที่อ้างเป็นเจ้าของวัฒนธรรมไทย ชุดไทย รำไทย

จะให้รัฐบาลไทยใช้ไม้หน้าสามหรือไม้ตะพดอย่างไรกับกัมพูชานั้น วันหน้าผมจะแนะนำพวกท่านชัดๆ แต่ก็กลัวว่าท่านจะยอมอ่อนให้เขาอยู่ร่ำไป

ดังนั้น แทนที่ผมจะหวังกับรัฐบาล ผมหวังกับพี่น้องชาวไทยที่รักชาติรักวัฒนธรรมไทยดีกว่า ด้วย "การเสริมปัญญา" ด้วยความรู้เรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยในกัมพูชาที่ผมได้อ่านและศึกษามา

เพื่อแบ่งปันให้คนไทยเอาไว้ใช้สู้กับนักเคลมจากเมืองเขมรนั่นเอง เพราะ "ปัญญาประดุจดังอาวุธ" ดังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงว่าไว้ในพระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิต

ตัวปัญญาและความรู้ที่ว่านี้ผมได้มาจากหนังสือภาษาฝรั่งเศสเรื่อง Danseuses cambodgiennes anciennes et modernes (นักระบำชาวกัมพูชา สมัยโบราณและปัจจุบัน) เขียนโดย ฌอร์จ โกรลิเยร์ (George Groslier) เมื่อปี 1913

โกรลิเยร์มีความสำคัญเพราะเป็นนักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขมรศึกษาอย่างเจนจัดคนแรกๆ ของโลก เป็นผู้วิจัยและบันทึกเรื่องเขมรในศตวรรษก่อนๆ และเรื่องราวเมืองเขมรในยุคต้นที่เป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส ทุกวันนี้หนังสือของเขาก็ยังถูกใช้อ้างอิงอยู่

แต่โกรลิเยร์ยังมีความสำคัญมากกว่านั้น คือเป็นผู้สร้างวาทกรรมที่แยกวัฒนธรรมสยามและเขมรออกจากกัน ทำให้สองวัฒนธรรมเป็นศัตรูคู่แข่งกันจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นผลพวงจากการเอาการเมืองของการล่าอาณานิคมมาพัวพันกับการศึกษาทางวิชาการ

เรื่องนี้เราจะพักไว้ก่อน มากล่าาวถึงหนังสือของเขาดีกว่า

ผมจะเรียบเรียงเฉพาะตอนที่โกรลิเยร์เอ่ยถึงอิทธิพลของไทยในการแสดงนาฏศิลป์ของเขมร เพราะการรำไทยนั้นไม่ใช่แค่นาฏยศาสตร์หรือท่ารำ แต่ยังมีศาสตร์แห่งภูษาพัสตราภรณ์คือเครื่องแต่งตัว และมารยาทจรรยาต่างๆ อันเป็นสุนทรียะแบบไทยที่ถ่ายทอดไปยังเขมร

เพียงแต่เมืองเขมรนั้นรับไปหยาบๆ ไม่ถึงชั้นครูของไทย รำนั้นก็ได้แต่ลูกบท ส่วนเสื้อผ้าที่เป็นชุดไทยนั้นก็แต่งกันหยาบๆ พอเลียนแบบให้เหมือน แต่ไม่มีลูกเล่นและความประณีต

เป็นของชั้นหยาบชั้นเลวขนาดนี้แล้ว คนเขมรก็ยังมโนไปว่า "เราเป็นเจ้าของรำไทยและชุดไทย" ให้ตายเถอะ

หนังสือของโกรลิเยร์กล่าวถึงอิทธิพลสยามไว้ ดังนี้

หน้า 11
"นั่นเป็นเพียงภาพกว้างและวิสัยทัศน์อันแจ่มชัดที่ฉายภาพออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ทว่ารายละเอียดต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ยืนยัน เพราะนางรำในราชสำนักนั้นมิใช่ใครก็ได้ที่จะเรียกมาพบกันได้ง่าย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าคุณจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะแขนงนี้อย่างแท้จริง และแล้วเธอก็ปรากฏกายขึ้นในรูปลักษณ์ของหญิงชาวสยาม—สตรีผู้ซึ่งกาลเวลาได้พรากเธอไปจากเวทีการแสดงแล้ว แต่เธอยังคงเปี่ยมไปด้วยความรู้ในขนบธรรมเนียมประเพณีทุกกระเบียดนิ้วและเป็นปรมาจารย์ด้านนาฏศิลป์—ผู้ซึ่งถ่ายทอดท่วงท่าและรูปทรงอันเป็นหัวใจสำคัญทั้งหมดออกมาผ่านการร่ายรำของเธอ"

"ต่อมา แพรพรรณเหล่านั้นก็ได้มาอยู่ในครรลองของคุณ ในที่สุด ขุมทรัพย์แห่งราชสำนักก็ได้รับการเปิดออกให้คุณได้ยลโฉม ไม่ว่าจะเป็นรัดเกล้าแบบ มกุฏ (mokhot) กรอบพักตร์ ปันจุเหร็จ (panntiéreth) กำไล เข็มกลัด สายสร้อย และแหวนวงงาม ซึ่งล้วนเผยให้เห็นถึงงานช่างฝีมืออันเก่าแก่ทรงคุณค่าแก่ปลายปากกาที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจของคุณ นอกจากนี้ บทสนทนากับเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกัมพูชายังช่วยเติมเต็มข้อมูลจากการบอกเล่าของเหล่านักเต้นรำ ทั้งยังช่วยดับกระหายใคร่รู้ของคุณในแบบที่ไม่มีสิ่งใดอื่นจะตอบสนองได้"(หมายเหตุผู้แปล - คำว่า "ปันจุเหร็จ" นั้นแสดงถึงอิทธิพลไทยชัดเจน เพราะเป็นคำไทยที่ยืมมาจากชวาสำหรับการแสดงเรื่องอิเหนา)"

หน้า 16
"สมพต" (Sampot) คือเครื่องแต่งกายประจำชาติของชาวสยามที่ชาวกัมพูชารับมาใช้เป็นเวลานาน ลักษณะของเครื่องแต่งกายนี้ประกอบด้วยผ้าผืนยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่นำมาพันรอบสะโพก แล้วดึงชายผ้าจากด้านหน้าไปด้านหลังลอดระหว่างขา (หมายเหตุผู้แปล - คำว่าสมพต หรือ ซัมปอต หมายถึงการนุ่งโจงกระเบนนั่นเอง ปัจจุบัน ก่อนที่จะเคลมชุดไทย สไบไทย พวกเขมรนั้นนุ่งสมพตเป็นชุดประจำชาติ ซึ่งกำหนดขึ้นมาใหม่หลังยุคอาณานิคม ปรากฏว่าโกรลิเยร์กลับเผยว่าแม้แต่สมพตเองก็ยังเป็นการแต่งกายของชาวสยามที่เขมรรับมาด้วยซ้ำ)

หน้า 38
"จากนั้นวงดนตรีก็ครบองค์ประกอบ พร้อมด้วยนักร้องหญิงอีกจำนวนหนึ่ง การซ้อมทั้งหมดนี้ดำเนินไปโดยไม่มีการสวมเครื่องแต่งกายพิเศษแต่อย่างใด โดยผู้แสดงสวมเพียงผ้าสมพตที่คาดทับด้วยผ้าแถบ และเสื้อแบบสยามเรียบง่าย"

หน้า 105
"บนชั้นวางถัดลงมาเป็นที่เก็บเสื้อแจ็กเก็ตผ้าลินินหรือผ้าไหมของเธอ ทั้งเสื้อทรงตรงแบบกัมพูชา "อาว" (aou) หรือเสื้อเข้ารูปแบบสยามที่ตกแต่งด้วยปกผ้าลูกไม้ และท้ายสุดคือผ้าพันคอหลากสีสันที่ผ่านการอัดจีบอย่างประณีต ม้วนเก็บไว้อย่างเรียบร้อย และอบร่ำด้วยกลิ่นหอมจากดอกไม้แห้งที่ผ่านการทับจนแบน ส่วนในหีบใบนั้น เธอเก็บผ้าสมพต รองเท้าแตะกำมะหยี่คู่เล็กที่ปักลวดลายด้วยด้ายทอง รวมถึงของจุกจิกชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆ เอาไว้" (หมายเหตุผู้แปล - ก่อนที่เขมรจะรับการแต่งตัวแบบไทยไปนั้น หญิงเขมรจะใส่ชุดคลุมยาวเรีกว่า อาว หรือ อาวบำปง ซึ่งเป็นการแต่งกายที่ต่างจากชุดไทยโดยสิ้นเชิง)

หน้า 150
"มงกุฎแบบเขมร—ที่เราพบเห็นในภาพสลักนูนต่ำประดับอยู่บนพระเศียรของกษัตริย์—นั้นมีลักษณะหนาและหนัก ส่วนชาวสยามได้ปรับเปลี่ยนรูปทรงให้เรียวสูงและชะลูดขึ้น โดยซ้อนลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ เพื่อสะท้อนถึงรูปทรงอันงดงามของเจดีย์ของตน (หมายเหตุผู้แปล - ข้อความนี้ชี้ว่ามงกุฏแบบเขมรนั้นเป็นทรงเทริดหรือทรงยอดต่ำเป็นจุกครอบศีรษะและมีกรอบพักตร์ แบบที่เราเห็นตามภาพแกะสลักในโบราณสถานสมัยเมืองพระนคร ส่วนมงกุฏยอดแหลมนั้นเป็นประดิษฐกรรมของสยาม)

"ผ้านุ่งแบบเขมรที่ปรากฏในภาพสลักที่ปราสาทบายน - ซึ่งมีการพับตลบชายผ้ากลับมาไว้ด้านหน้า - นั้นยังคงมีการสวมใส่อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสมพตเข้ามาเป็นทางเลือกในการแต่งกายด้วย ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าสมพตไม่ใช่เครื่องแต่งกายดั้งเดิมของสตรีชาวกัมพูชา เช่นเดียวกับเสื้อตัวสั้นสีขาวที่เราเห็นพวกเธอสวมใส่กันในปัจจุบัน ซึ่งก็มีต้นกำเนิดมาจากสยามเช่นกัน เครื่องแต่งกายแบบเขมรแท้จริงนั้นคือ "โสร่ง" (sarong) ผ้าคาดเอว หรือ "กรอมา" (commin) ส่วนเสื้อตัวยาวที่พวกเธอนิยมสวมใส่นั้น เป็นรูปแบบที่รับอิทธิพลมาจากมลายู" (หมายเหตุผู้แปล - เสื้อตัวยาวนั้นหมายถึง อาวบำปง เสื้อคลุมยาวถึงเข่าที่นิยมใส่กันในหญิงชาวกัมพูชามาหลายร้อยปี ที่บอกว่าเป็นอิทธิพลมลายูนั้น อาจหมายถึงชาวจาม ซึ่งเป็นชนชาติในเวียดนามตอนใต้และเมืองเขมร และเป็นเครือญาติของชาวมลายู)

หน้า 152
"ศิลปะการร่ายรำของกัมพูชาได้ห่างหายไปจากบ้านเมืองที่กำลังประสบปัญหาอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งกษัตริย์เขมรยุคท้ายๆ ซึ่งรวมถึงพระเจ้านโรดมด้วยนั้น ทรงอุปถัมภ์คณะนักแสดงที่เป็นชาวสยามเกือบทั้งหมด ครูฝึกสอนของคณะรำ "ละคร" (lokhon) ทั้ง 500 คณะของพระเจ้านโรดมล้วนเป็นชาวสยาม และในขณะที่พระองค์เสด็จสวรรคตนั้น มีนักแสดงหญิงชาวไทยประจำอยู่ในพระราชวังที่กรุงพนมเปญเป็นจำนวนมากกว่า 300 คน จนถึงทุกวันนี้ ครูทั้งหมด—ยกเว้นสองคน—เป็นชาวสยาม! ในฐานะผู้พิทักษ์ประเพณีแต่เพียงผู้เดียว สตรีชาวสยาม—ผู้ฉลาดและมีความละเอียดอ่อนกว่า—ได้สอนการเต้นรำที่สูญหายและประเพณีที่ถูกลืมเลือนให้แก่สตรีชาวกัมพูชา เมื่อกษัตริย์เขมรผู้มีอำนาจน้อยได้กลับมามีเอกราชในระดับหนึ่ง (เมื่อประมาณหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา) และได้ฟื้นฟูฮาเร็มของตนขึ้นมาใหม่"

นี่เป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือของโกรลิเยร์ที่ยังใช้ศึกษาโดยนักวิชาการจนถึงทุกวันนี้

แต่ยังมีข้อมูลบางส่วนที่โกรลิเยร์สันนิษฐานขึ้นมาเอง และเป็นเหตุแห่งการสร้างวาทกรรมอันเป็นปัญหาของเจ้าอาณานิคมที่มีต่อไทยและกัมพูช่า ในโอกาสหน้าเราจะพูดถึงเรื่องนี้

แต่ผมเชื่อว่าข้อมูลที่นำเสนอมานี้คงเพียงพอที่จะยืนยันแล้วว่า ชุดไทย รำไทย และวัฒนธรรมต่างๆ ของไทยนั้นถูกนำเข้าไปในเมืองเขมร โดยแพร่หลายในราชสำนัก ไม่ได้แพร่ในหมู่สามัญชน คนเขมรสามัญจะมีโอกาสได้รำไทยและแต่งตัวแบบไทยอย่างนางละครก็หลังเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว

โดยเฉพาะการแต่งตัวแบบไทย คือ "ชุดไทย" แบบต่างๆ เพิ่งจะมาฮิตกันหลังจากดูละครไทยเรื่องบุพเพสันนิวาสนี่เอง แต่ก่อนนั้นก็ยังนุ่งสมพตใส่เสื้อรัดรูปท่อนบนแบบนางละครไทยในราชสำนักพนมเปญ อันเป็นแบบชุดประจำชาติทางการในเวลาต่อมา หรือบางพวกก็ใส่อาวบำปง คือชุดคลุมยาวของผู้หญิงเขมรแต่เดิม

ตอนนี้ลืมใส่อาวบำปงกันหมดแล้วครับ คงคิดว่ามันขี้เหร่

แล้วก็หลงละเมอว่า "ชุดไทย" ที่คนไทยทำขึ้นมากันใส่กันมารุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายาย "นี่เป็นชุดเขมร" โดยไม่มีหลักฐานรองรับใดๆ ทั้งสิ้น เพียงเพราะอยากจะแย่งวัฒนธรรมที่คนไทยคิดค้น สืบสาน และต่อยอดมาง่ายๆ โดยไม่ต้องทำเอง ก็หน้าด้านหน้าทนมันเสียหน่อย แล้วชุดไอ้พวก "โจรสยาม" ก็จะเป็นของเราเอง

เป็นพฤติกรรมเหลือขอ ที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพนางละครชาวเขมร แต่งชุดแบบนางละครไทย ภาพประกอบด้านในหนังสือ Danseuses cambodgiennes anciennes et modernes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...