คลองยักษ์ 1.65 แสนล้าน ครม.ไฟเขียว แต่โจทย์จริงเพิ่งเริ่ม
มติ ครม. เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ได้อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลาก “ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” วงเงินประมาณ 1.65 แสนล้านบาท
มาดูกันต่อว่า หลังจากครม.อนุมัติแล้ว เรื่องนี้จบหรือยัง หรือยังมีปัญหาอะไรบ้าง
จริงๆ แล้วอาจจะพูดได้ว่า การอนุมัติของครม. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นเสียอีก เพราะนี่ไม่ใช่โครงการขุดคลองธรรมดาๆ แต่เป็นเมกะโปรเจกต์ด้านน้ำ วงเงินกว่า 165,000 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570 ไปจนถึงปี 2577
รัฐบาลประเมินว่า ถ้าทำสำเร็จจะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำช่วงหน้าแล้งประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร
ดูตัวเลขแล้วต้องบอกว่าเป็นโครงการใหญ่ยักษ์ เมื่อยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งต้องถามละเอียด
คำถามแรกคือ เงิน 1.65 แสนล้านบาทนี้ มาจากไหน?
ตอบได้ทันทีว่า ต้องกู้ เพราะโครงการอย่างนี้เอกชนจะไม่มาร่วมลงทุนด้วย เนื่องจากเขาไม่มีผลประโยชน์ เหมือนก่อสร้างรถไฟฟ้า ที่เรียกเก็บค่าโดยสาร ค่าบริการได้
ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าโครงการนี้จะมีเงินกู้จากต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเงินทุน ขณะที่เลขาธิการสภาพัฒน์ ก็พูดตรงๆ ว่า กระทรวงการคลังต้องไปเจรจาเรื่องเงินกู้ และถ้าเงินกู้มาเร็ว ก็จะเร่งโครงการได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องถามต่อก็คือ สุดท้ายแล้ว เงินก้อนนี้แบ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินเท่าไร เงินกู้เท่าไร และเงื่อนไขของเงินกู้ เป็นอย่างไร ?
นี่ไม่ใช่เริ่มต้นมาก็คัดค้านกันแล้ว…! ประชาชนเพียงอยากรู้ว่า ถ้ามีการกู้ ก็หมายความว่าต้องมีต้นทุนทางการเงิน และท้ายที่สุด ก็เกี่ยวข้องกับภาระทางการคลังของประเทศ
อย่าลืมว่า รัฐบาลนี้ เพิ่งไปกู้มา 4 แสนล้าน เอามากระตุ้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนผ่านพลังงาน เงินใช้ไปแล้ว มีผลสัมฤทธิ์อะไร แค่ไหน ก็เห็นๆ กันอยู่
ดังนั้น เรื่องนี้ต้องเปิดให้เห็นกันชัดๆก่อนว่า ประชาชนกำลังจ่ายอะไร และประเทศกำลังรับภาระอะไรบ้าง
เรื่องที่สอง ซึ่งคิดว่าน่าสนใจกว่าเรื่องเงินเสียอีก เพราะดูแนวโน้มมันจะจบยาก
คือ เรื่องที่ดิน และคนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างโครงการ
รัฐบาลบอกว่า โครงการผ่านการศึกษา EIA แล้ว และพร้อมเดินหน้า แต่คำว่า “ผ่าน EIA” ไม่ได้แปลว่า ทุกปัญหาในพื้นที่จบหมดแล้ว
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านชุมชนสะท้อนว่า โครงการมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ทั้งพื้นที่เวนคืน และครัวเรือนที่ต้องได้รับมาตรการเยียวยา ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านโครงการ ก็ชี้ว่ารายละเอียดพื้นที่เวนคืน และผลกระทบทางสังคมยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
มีจำนวนตัวเลขกว่า 2,000 ครัวเรือน ที่ยังเคลียร์ไม่ได้
เรื่องนี้ มีบทเรียนสำคัญ คือ โครงการคลองบางบาล–บางไทร ที่มาความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร
โครงการนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าโครงการนี้ แต่วันนี้รัฐบาลเองก็ยอมรับว่าเกิดความล่าช้า เพราะมีปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่ จนต้องขยายระยะเวลาไปถึงปี 2572 แม้กรมชลประทานจะยืนยันว่า พยายามเร่งให้เสร็จได้ในปี 2571 ก็ตาม
นี่แหละคือคำถามว่า ถ้าโครงการหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางและขนาดเล็กกว่านี้ ยังติดเรื่องพื้นที่
แล้วโครงการที่ใหญ่ระดับ “ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” ความยาว 135 กิโลเมตร จะบริหารเรื่องเวนคืน และการยอมรับของประชาชนอย่างไร?
เพราะการขุดคลองในแผนที่นั้นง่าย แต่การขุดคลองผ่านที่ดินของคนจริงๆนั้น ไม่ได้ง่ายเลย
เรื่องที่สาม คือ ภูมิประเทศจริง
“ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า” นักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ ในรายการตอบโจทย์ ของไทยพีบีเอส
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เวลามองโครงการในภาพใหญ่ เราอาจเห็นเป็นเส้นคลองเส้นหนึ่ง ลากจากชัยนาท ผ่านป่าสัก แล้วตรงดิ่งลงไปสู่อ่าวไทย
แต่ในพื้นที่จริง ระดับภูมิประเทศ ไม่ได้เรียบเป็นเส้นเดียวกัน บางช่วงเป็นพื้นที่สูง ก็อาจใช้การขุด แต่บางช่วงเป็นพื้นที่ต่ำ การแก้โจทย์ทางวิศวกรรมอาจต้องใช้โครงสร้างควบคุมระดับน้ำ คือมีกำแพง หรือพนังกั้นน้ำ และระบบสูบน้ำประกอบ
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าออกแบบทางระบายน้ำโดยมองเฉพาะว่า “ขุดคลองแล้วให้น้ำไหลลงทะเล” แต่ไม่ได้มองระบบน้ำสองข้างคลองอย่างละเอียด พื้นที่ข้างคลองเอง ก็อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติม
และถ้าจุดใดระบายน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงไม่ได้ ก็อาจต้องมีระบบสูบน้ำเข้ามาช่วย
นั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
หลังสร้างเสร็จแล้ว ยังมีคำถามเรื่องค่าเดินระบบ ค่าบำรุงรักษา และความพร้อมของระบบประกอบอีก
สุดท้าย คือ เรื่องเวลา
รัฐบาลวางกรอบไว้ 8 ปี โดยเริ่มปี 2570 เสร็จปี 2577
คำถามก็คือ…8 ปีนี้ เป็น 8 ปีตามปฏิทิน หรือ 8 ปีตามความเป็นจริง?
เพราะโครงการขนาดใหญ่มาก ไม่ได้มีแค่ขั้นตอนก่อสร้าง มันมีการจัดซื้อจัดจ้าง การเวนคืน การส่งมอบพื้นที่ การแก้ปัญหาผลกระทบชุมชน การก่อสร้างหลายช่วง และการเชื่อมระบบน้ำแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน
แต่ละขั้นตอนมีโอกาสทำให้เวลาเลื่อนออกไปได้ทั้งนั้น
ถึงตรงนี้ เราอย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “โครงการนี้ดี” หรือ “โครงการนี้ไม่ดี”
แต่สิ่งที่ควรถามรัฐบาลตั้งแต่วันนี้ คือ
หนึ่ง — เงิน 1.65 แสนล้านบาท มาจากไหนกันแน่ และเงินกู้ มีสัดส่วนเท่าไร
สอง — พื้นที่เวนคืน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เคลียร์ได้ครบเมื่อไหร่
สาม —การออกแบบรองรับภูมิประเทศจริง และระบบสูบน้ำในพื้นที่ต่ำ เป็นอย่างไร
สี่ — รัฐบาลมีหลักประกันอะไรว่า 8 ปี จะไม่กลายเป็น 10 ปี หรือ 12 ปี
อีกเรื่องที่คิดว่าสำคัญมาก คือ อย่าเอาน้ำท่วมกรุงเทพฯวันนี้ ไปทำให้เราเข้าใจว่า โครงการนี้คือคำตอบของน้ำท่วมกรุงเทพฯทั้งหมด
เพราะน้ำท่วมกรุงเทพฯ มีหลายสาเหตุ มีทั้งน้ำเหนือ น้ำฝน น้ำทะเลหนุน และที่สำคัญคือ น้ำท่วมขังในพื้นที่เมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร โดยตรง
คลองยักษ์สายนี้ อาจเป็น หนึ่งในเครื่องมือของระบบจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่า แค่สร้างคลองเสร็จแล้ว น้ำในกรุงเทพฯ จะไม่ท่วมอีก
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำหลังจากวันนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่า “ครม.อนุมัติแล้ว” แต่ต้องอธิบายให้ประชาชนเห็นว่าปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะแก้ไขอย่างไร
เพราะเงิน 1.65 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่มันคือเงินของประเทศ และคลองเส้นนี้ ก็ไม่ใช่แค่คลองของรัฐบาลชุดนี้
แต่มันจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่คนไทยต้องอยู่กับมันไปอีกหลายสิบปี
เพราะฉะนั้น…ครม.อนุมัติได้ในวันเดียว แต่การพิสูจน์ว่าโครงการนี้จะคุ้มค่า แก้น้ำได้จริง และสร้างเสร็จตามแผนหรือไม่ อันนั้น…ต้องใช้เวลาอีก 8 ปีเป็นอย่างน้อยถึงจะรู้ !
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO