‘ปลัดแรงงาน’ชี้ บอร์ดรักษาการ สิทธิอำนาจเต็ม
ปลัดแรงงานยันรักษาการบอร์ดประกันสังคมประชุมตามปกติ 19 ต.ค. ชี้มีอำนาจเต็มตามกฎหมาย เผยยังรอ กกต.ประกันสังคมรับรองผลบอร์ดชุดใหม่ สวนดุสิตโพลเผยคนส่วนใหญ่เทใจเชียร์บอร์ดชุดใหม่ 73% มั่นใจดีขึ้นกว่าเดิม หวังปรับปรุงเรื่องการรักษาพยาบาลและสิทธิเจ็บป่วยมากสุด
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ชุดที่ 14 ที่อยู่ระหว่างการรักษาการในตำแหน่งในวันจันทร์ที่ 19 ต.ค.ว่า เป็นการประชุมตามปกติ เพราะกำหนดวันประชุมไว้ล่วงหน้า โดยวาระพิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ก็เป็นไปตามวาระที่มีการพิจารณาอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นอำนาจของบอร์ด ไม่ใช่อำนาจของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยบอร์ดยังคงมีอำนาจเต็มตามกฎหมาย ส่วนจะพิจารณาอย่างไรหรือมากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องของการพิจารณาของบอร์ด
เมื่อถามว่า บอร์ดชุดรักษาการสามารถพิจารณาเลื่อนบางเรื่องให้บอร์ดชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาได้หรือไม่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่สามารถพิจารณาในลักษณะดังกล่าวได้ แต่ต้องดูกรอบเวลาตามกฎหมายด้วย โดยต้องพิจารณาเนื้อหาของแต่ละเรื่องว่ามีกำหนดเวลาให้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด
ถามถึงขั้นตอนการรับรองผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์กล่าวว่า สปส.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับเลือกตั้งก่อน จากนั้นจึงประกาศผล และส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคมพิจารณา โดยตนเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าว ขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบจาก สปส.ก่อน เมื่อ สปส.ส่งผลการตรวจสอบมาแล้วจึงนัดประชุมเพื่อดำเนินการต่อไป ยังไม่สามารถระบุวันประชุมได้
เมื่อถามถึงกรอบเวลา 30 วันในการพิจารณารับรองว่าที่บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์กล่าวว่า ไม่เคยพูดระบุถึงระยะเวลาดังกล่าว และกฎหมายก็ไม่ได้กำหนด 30 วันไว้โดยเฉพาะ แต่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติจากหลายหน่วยงานและหลายองค์กร ไม่ใช่เพียง สปส.แห่งเดียว ส่วนระยะเวลาที่ชัดเจนต้องพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ได้ดำเนินการตามความต้องการส่วนตัว ซึ่งก็เหมือนการเลือกตั้งทั่วไป ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องตรวจสอบคุณสมบัติเหมือนกัน
ถามอีกว่า รมว.แรงงานได้เร่งรัดการดำเนินการหรือไม่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์กล่าวว่า ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมาย
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั่วประเทศ เรื่องความคาดหวังต่อบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ จำนวน 814 คน โดยเมื่อถามถึงผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่สะท้อนเรื่องใดบ้าง พบว่า 79.12% ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในการบริหารประกันสังคม, 74.69% ต้องการเห็นความโปร่งใสและเป็นธรรมในการบริหารประกันสังคม, 71.01% ผู้ประกันตนตื่นตัวและให้ความสำคัญกับสิทธิของตนเองมากขึ้น, 67.32% มีความคาดหวังต่อตัวแทนและการทำงานของบอร์ดมากขึ้น และ 65.72% การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้รับความสนใจและเป็นที่รับรู้มากขึ้น
เมื่อถามต่อว่า อยากให้ประกันสังคมปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด พบว่า 81.20% การรักษาพยาบาลและสิทธิกรณีเจ็บป่วย, 77.89% เงินบำเหน็จ/บำนาญชราภาพ, 64.25% เงินทดแทนกรณีว่างงานและขาดรายได้, 55.16% สิทธิกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต และ 49.63% การคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์บุตร
ถามต่อว่า หลังเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ท่านคาดหวังให้ตัวแทนผู้ประกันตนดำเนินการเรื่องใด พบว่า 81.57% ทำให้การดำเนินงานโปร่งใสและตรวจสอบได้, 78.38% บริหารเงินกองทุนให้มั่นคงและเกิดประโยชน์สูงสุด, 72.60% ผลักดันการเพิ่มและปรับปรุงสิทธิประโยชน์, 71.74% รับฟังและนำปัญหาของผู้ประกันตนเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด และ 51.60% สื่อสารผลการทำงานและความคืบหน้าให้ผู้ประกันตนรับทราบ และเมื่อถามต่อว่า หลังการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ท่านคิดว่าการดำเนินงานของประกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด พบว่า 72.97% ดีขึ้น, 14.99% ไม่แน่ใจ/ยังประเมินไม่ได้ และ 12.04% เหมือนเดิม
ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ความท้าทายของบอร์ดชุดใหม่อยู่ที่การเปลี่ยนแรงสนับสนุนให้เป็นผลลัพธ์เชิงนโยบายภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย กลไกการตัดสินใจ และความมั่นคงทางการเงินของกองทุนที่จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการยกระดับสิทธิประโยชน์กับความยั่งยืนในระยะยาว เพราะการรักษาเงินกองทุนโดยไม่ตอบโจทย์ผู้ประกันตนอาจบั่นทอนความเชื่อมั่น ขณะที่การเพิ่มสิทธิโดยไม่คำนึงถึงความสามารถทางการเงินก็อาจสร้างภาระในอนาคต ท้ายที่สุดคะแนนเสียงอาจเปิดประตูสู่การเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่พิสูจน์ความสำเร็จคือการทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิที่เหมาะสม ตรวจสอบการบริหารได้ และมั่นใจได้ว่ากองทุนจะยังคงเป็นหลักประกันที่มั่นคงในระยะยาว.