โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักการเมืองรุ่นใหม่ในอัลแบเนีย ร่วมประท้วงครั้งใหญ่ หวังส่งเสียงถึงผู้นำ

เดลินิวส์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ชีวิตของมาร์ยานา โคเซคู เปลี่ยนไปเมื่อปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีแอลเบเนียเป็นผู้คัดเลือกเธอ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งเขาคาดหวังให้เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ของพรรคสังคมนิยม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงติรานา ประเทศแอลเบเนีย เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ว่า ในสัปดาห์นี้ น.ส.มาร์ยานา โคเซคู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ วัย 25 ปี ได้เข้าร่วมการประท้วงครั้งใหญ่ของกลุ่มนักศึกษา ที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอีดี รามา ผู้นำแอลเบเนีย ลาออกจากตำแหน่ง

ปัญหาการทุจริต การขาดแคลนงานทำ และความรู้สึกโดยรวมที่ว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน ได้ทำให้ความโกรธแค้นที่ฝังรากลึกปะทุออกมาในสัปดาห์นี้ โดยกลุ่มผู้ประท้วงคนรุ่นใหม่รวมตัวกันในกรุงติรานา รวมถึงวางเพลิงอาคารรัฐบาลและธนาคาร และขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า มีผู้ประท้วงถูกควบคุมตัวไป 500 คน แม้จะได้รับการปล่อยตัวแล้ว 330 คน ขณะเดียวกัน ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บประมาณ 120 นาย และผู้ประท้วงบาดเจ็บ 45 คน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากหลายกรณีไม่ได้ถูกบันทึกไว้

โคเซคูกล่าวระหว่างการประท้วงเมื่อวันศุกร์ (16 ต.ค.) ว่า นโยบายที่ผิดพลาด ซึ่งถูกนำมาใช้โดยกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง สวนทางกับสิ่งที่ชุมชนและพลเมืองชาวแอลเบเนียเรียกร้อง และแสวงหามาโดยตลอดอย่างสิ้นเชิง

การประท้วงครั้งนี้ก็นับเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุด ต่ออำนาจการปกครองของรามา ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการประท้วงที่ดำเนินอย่างสงบมาหลายเดือน เพื่อต่อต้านการขายที่ดินบางส่วนของชายฝั่งทางใต้ ให้กับโครงการพัฒนาที่พักตากอากาศหรูหรา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

โคเซคูย้ำว่า ประเทศของเราคือชาวแอลเบเนีย และพวกเขาคือผู้สร้างอนาคต ปัจจุบัน และเป็นผู้ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียว หรือรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...