'เสรี' ยันน้ำเหนือปี 69 ไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัย 54 ชี้ กทม.รอด 'ปริมณฑล-อยุธยา' เฝ้าระวัง
2 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวช่วงหนึ่งในการแถลงข่าว "การเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่กำลังมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะรอดไหม ?" จัดโดย ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ฉายภาพเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำและแนวโน้มอุทกภัยปี 2569 กับมหาอุทกภัยปี 2554 จากการประเมินสถานการณ์น้ำอย่างรอบด้านว่า ปริมาณฝนสะสมทางภาคเหนือและภาคกลางในปีนี้น้อยกว่าปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ โดยในพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2554 มีฝนสะสมสูงถึง 1,500 มิลลิเมตร
ขณะที่ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,200 มิลลิเมตร ส่วนภาคกลาง ปี 2554 มีฝนสะสม 1,400 มิลลิเมตร แต่ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิเมตรเท่านั้น ในส่วนของปริมาณน้ำหลากสะสมที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 4,000–5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ราว 4,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีความแตกต่างจากปี 2554 อย่างมากที่มียอดสะสมสูงถึง 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยขนาดของปริมาณน้ำที่แตกต่างกันขนาดนี้จึงเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่ยืนยันได้ว่า ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้นเท่ากับปี 2554
นอกจากนี้ด้านสถิติความเสียหายและผู้เสียชีวิต ในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 815 คน และสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีนี้ยังไม่มีการประเมินตัวเลขดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้ปริมาณน้ำรวมจะน้อยกว่าแต่ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัย จากแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (Flood Simulation) ใน 3 กรณี ได้แก่
กรณีมหาอุทกภัยปี 2554 พบว่า ปริมาณน้ำผ่านนครสวรรค์สูงถึง 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) เดิมประเมินไว้ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ ปริมาณน้ำผ่านนครสวรรค์สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2,500–2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีโดยผลลัพธ์จากแบบจำลองในกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ ยอดน้ำผ่านนครสวรรค์ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพมหานครชั้นในแทบไม่มีความเสี่ยงและไม่มีปัญหาใด ๆ ขณะที่จังหวัดนนทบุรี และ ปทุมธานีตอนบน ยังคงมีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบ สุพรรณบุรี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่รับศึกหนักที่สุด โดยเฉพาะอยุธยาในจุดลุ่มต่ำ เช่น อำเภอเสนา บางบาล และผักไห่ ซึ่งระดับน้ำจะยิ่งหนักขึ้น
ข้อสังเกตและผลกระทบรายพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา มีศักยภาพรองรับปริมาณน้ำได้ที่ประมาณ 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากมีการปล่อยน้ำเกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่อำเภอเสนาก็จะเริ่มได้รับผลกระทบน้ำท่วม และเมื่อปล่อยน้ำที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่ริมน้ำจึงท่วมหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ หากมีการปล่อยน้ำแตะระดับ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงจะถือว่าเป็นวิกฤตรุนแรง แต่ปัจจุบันอัตราการไหลสูงสุดผ่านนครสวรรค์อยู่ที่ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภาพความเสียหายจึงไม่รุนแรงเท่ากรณี Worst Case 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
พื้นที่มหาวิทยาลัยรังสิตปี 2554 เคยเผชิญระดับน้ำท่วมสูงถึง 2–3 เมตรแต่ในช่วงฝนตกหนักที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรังสิตไม่มีปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนหรืออาคาร มีเพียงน้ำรอการระบายประมาณ 10–30 เซนติเมตรเท่านั้นผลมาจากประสานงานร่วมกับเทศบาลตำบลหลักหกในการพร่องน้ำเร่งด่วน
อย่างไรก็ดี ระดับน้ำรอการระบายที่ 30 เซนติเมตรก็ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกภายนอกได้ชั่วคราวประมาณ 3 วัน ขณะที่ระยะเวลาที่น้ำท่วมขังในปี 2554 น้ำท่วมขังยาวนานถึง 2–3 เดือน แต่สำหรับปีนี้เนื่องจากมวลน้ำสะสมมีน้อยกว่ามาก คาดว่า น้ำจะท่วมขังอยู่อย่างมากที่สุดไม่เกิน 1 เดือน จากนั้นขึ้นอยู่กับมาตรการและการบริหารจัดการระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำของแต่ละจังหวัดที่จะเร่งผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำต่อไป