โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SET ลุ้นแตะ 1,710 จุด ปี 70 เข้าสู่วัฏจักร ลงทุนระยะยาว

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
SET ลุ้นแตะ 1,710 จุด ปี 70 เข้าสู่วัฏจักร ลงทุนระยะยาว

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล. บัวหลวง เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 9 เดือนแรก ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น 23% ปัจจัยขับเคลื่อนจาก 2 ส่วน ได้แก่

1.วัฏจักรเทคโนโลยีโลก ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% จากต้นปี พร้อมทั้งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ระบบนิเวศ Data Center

2.วัฏจักรการลงทุนภายในประเทศ แรงหนุนจากความคืบหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ การพัฒนาสายส่งไฟฟ้า และการขยายตัวของการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตทั่วโลกกลับมาขยายตัวช่วยสนับสนุนหุ้นกลุ่ม Global Play ทั้งพลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนกำไรรวมประมาณ 1 ใน 3 ของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีแรกในรอบหลายปีที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร บจ.ขึ้นจากต้นปี 17% โดยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ระดับ 113 บาท เติบโตถึง 30% จากปีก่อน

ส่วนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วง 9 เดือนแรกกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ขายสุทธิราว 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นแรงเทขายในเดือนกันยายน ท่ามกลางความกังวลสงครามที่ยืดเยื้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ยังทรงตัวในระดับสูงกดดันสินทรัพย์เสี่ยง

ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง (BLS Wealth Research) ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีลักษณะฟื้นตัวไม่ทั่วถึง (K-Shape) โดยกลุ่มส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังเติบโตได้ดี ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงประมาณ 86% ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อลิตร และผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้กลุ่มการบริโภคในประเทศยังอ่อนแอ

และภาคท่องเที่ยวในช่วง 9 เดือนแรก จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ได้แรงหนุนจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นประมาณ 4% ทำให้รายรับจากภาคท่องเที่ยวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมประเมินผลกระทบอยู่ในวงจำกัด คาดกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% และกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ถึง 2% ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบบางส่วนแต่ไม่ได้มากนัก ได้แก่ ค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์จากความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง

Q4 ผันผวน ยังเผชิญความเสี่ยงน้ำมันขึ้นดันเงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์คงระดับสูง

ทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันและ Bond Yield ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและค่าครองชีพในประเทศจากภาพเศรษฐกิจ K-Shape แต่มองการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า และ Data Center ทำให้ไตรมาส 4 นี้จนถึงปี 70 ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงวัฏจักรการลงทุน เป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระยะถัดไป จึงมองกลุ่มไฟฟ้ายังดี

ส่วนภาคการบริโภค กลุ่มที่ถูกกระทบเป็นธุรกิจเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก ส่วนกลุ่มที่เชื่อมโยงกำลังซื้อกลางบนอาจได้รับผลกระทบจำกัดกว่า ภาคท่องเที่ยวก็อาจยังต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวระยะไกล (long haul) ทั้งยุโรป

รวมถึงการกลับมาของตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงมีการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงกว่า มากกว่าพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ขณะที่งบลงทุนของภาครัฐฯ ในปีหน้าก็น้อยกว่าราว 8% ยังคงจำกัดทำให้แรงขับเคลื่อนสำคัญจะอยู่ที่การลงทุนภาคเอกชนมากกว่า

ปีนี้สงครามยืดเยื้อมากกว่าคาด อาจทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้น มองกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น ดัชนีมีโอกาสปรับฐานลงไปที่ระดับ 1,500 จุด แต่หากไม่ได้รุนแรงไปมากกว่านี้ ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,600-1,650 จุดในสิ้นปี โดยมองกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาดและจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอในะระยะสั้นคาดว่าเกิดจากนักลงทุนเริ่มกลัวเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าตลาดคาดไว้ จากสงครามที่ยังเป็นตัวแปร ส่วนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จากสถิติ 1 เดือนก่อนเลือกตั้งตลาดหุ้นมักจะดีและหลังจากเลือกตั้งก็ยังดี แต่ปีนี้มีสงครามจึงยังคงต้องจับตาหลังเลือกตั้งทรัมป์จะเดินหน้าต่ออย่างไร นักลงทุนจึง wait and see ว่าสงครามจะเป็นอย่างไร แต่หากสงครามไม่ได้รุนแรงขึ้นไปกว่านี้เชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะดึงฟันด์โฟลว์กลับมาได้

กางโพยหุ้นเด็ด เน้นกระจายความเสี่ยง

ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน BLS Wealth Research กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy กระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากสงครามและราคาพลังงานกับหุ้นที่มีโอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์และวัฏจักรการลงทุนระยะยาว ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานในระดับสูง ได้แก่ PTT ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน-ปิโตรฯ พร้อมทั้งมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลสูง

กลุ่มเติบโตระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ GULF และ BGRIM ซึ่งได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังแนะนำ CRC และ COM7 ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับปานกลางถึงบนเป็นฐานสำคัญ และมีการบริหารค่าใช้จ่ายที่ดี มีอำนาจในการส่งผ่านต้นทุน รวมถึง CENTEL ได้รับประโยชน์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งมีระยะวลาพำนักเฉลี่ยนาน 14 วันและมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวระยะสั้นประมาณ 60% และคาดเป็นผู้นำการเติบโตของกำไรกลุ่มโรงแรมในปีหน้า

กลุ่มหุ้นปันผลในกลุ่มธนาคาร แนะนำ KTB คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรองจะเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และมีฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ ทั้งแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน ขณะที่ KBANK มีแนวโน้มรายได้จากค่าธรรมเนียมหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เติบโตโดดเด่นและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และมีโอกาสเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล

นอกจากนี้แนะนำ CPN มีรายได้ค่าเช่ามั่นคงและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.54.6% และ BDMS มองว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดหนุนแล้วและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 4%

ส่วนกลุ่มหุ้นที่เลี่ยงลงทุน ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริหารหนี้เสีย เช่น JMT และ BAM ในระยะสั้น เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับฐานรากยังเปราะบาง ขณะที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้และการติดตามเรียกเก็บหนี้

ให้เป้า SET ปี 70 ที่ 1,710 จุด จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง

สำหรับมุมมองการลงทุนในปี 2570 คาดว่าเม็ดเงินลงทุน FDI ที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และการลงทุน Data Center ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสการเติบโตให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระยะยาว ยังมองเป้าหมายดัชนีปีหน้าอยู่ที่ 1,710 จุด

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน ด้านนายพิริยพล คงวาณิช แนะนำจัดสรรเงินลงทุนเป็น 3 ส่วน เพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่

1. Core Portfolio สัดส่วน 6070% แนะนำลงทุนกลยุทธ์ Auto Top Funds Portfolio กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ พร้อมปรับสัดส่วนการลงทุนโดยอัตโนมัติตามสภาวะตลาด โดยมีข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 78% ต่อปี

2. Satellite Portfolio / Enhance Return สัดส่วน 2030% เน้นเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนสามารถลงทุนผ่านกลยุทธ์ DR Stock Focus ซึ่งจัดพอร์ตลงทุนใน DR ที่อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยีและเมกะเทรนด์ระดับโลก พร้อมปรับพอร์ตอัตโนมัติ โดยผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) ผลตอบแทนประมาณ 2530% ต่อปี

3. Cash Flow / Yield Asset 10-20% เน้นสร้างกระแสเงินสดจากหุ้นปันผลของไทย หรืออาจพิจารณาลงทุนในตราสาร Fixed Coupon Note (FCN) เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในรูปกระแสเงินสดประมาณ 810% ต่อปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...