โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯ สั่งสภาพัฒน์ทบทวน GDP ปี 2569 ลั่นโตเกิน 2.1% แน่นอน พร้อมเปลี่ยนจุดขายดึงลงทุนต่างชาติ ย้ำไทยไม่ใช่ฐานผลิตแรงงานราคาถูก

THE STANDARD

อัพเดต 43 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 43 นาทีที่แล้ว • thestandard.co
นายกฯ สั่งสภาพัฒน์ทบทวน GDP ปี 2569 ลั่นโตเกิน 2.1% แน่นอน พร้อมเปลี่ยนจุดขายดึงลงทุนต่างชาติ ย้ำไทยไม่ใช่ฐานผลิตแรงงานราคาถูก

วันนี้ (24 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘คุยกับ ครม. อนุทิน’ โดยได้ตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ที่ระดับ 2.1% พร้อมมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กลับไปตรวจสอบรายละเอียดและวิธีการคำนวณใหม่อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่แตกต่างจากประมาณการเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงกว่ามูลค่ารวมของปีที่แล้วถึง 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวกว่า 20% และรัฐบาลยังเห็นสัญญาณบวกจากการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มสูงขึ้น

รวมถึงการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อตัวแปรหลักขยับขึ้นพร้อมกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 2.1% โดยเน้นย้ำว่าตัวเลข GDP มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงิน หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตต่ำ อาจจำกัดโอกาสการระดมทุนจากต่างชาติ

สำหรับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้วางตำแหน่ง (Positioning) ของประเทศไทยใหม่ โดยไทยจะไม่แข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อกินเพียงค่าจ้าง แต่จะต้องขายความพร้อมด้านบุคลากร ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

“คุณไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อมาหาแรงงานถูก มาผิดที่ ถ้ามาอย่างนั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พร้อมชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบด้านระบบคมนาคม ทั้งโครงข่ายทางบก ราง อากาศ และทางน้ำ ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา ทั้งรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ สปป.ลาว จีนตอนใต้ จนถึงมาเลเซีย เริ่มสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต สามารถเชื่อมต่อกับตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนได้ ไม่ใช่เพียงตลาดในประเทศ 70 ล้านคน

ในด้านพลังงาน แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ไทยยังไม่ประสบปัญหาขาดแคลน รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันการลดใช้น้ำมันและหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเตรียมเปิดทางให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือกลับเข้าสู่ระบบของรัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ระยะยาว และนำกระแสไฟฟ้าดังกล่าวไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมต่อไป

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยรัฐบาลเตรียมต่อยอดความสำเร็จนี้ไปสู่ภาคธุรกิจ MICE การลงทุน และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการจัดทำตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...