อุทาหรณ์สายปวดเมื่อย ยายวัย 74 ทายาแก้ปวดจนไตวายเฉียบพลัน หวิดต้องฟอกไตตลอดชีวิต
สำหรับใครที่ชอบปวดเมื่อยเนื้อตัวบ่อย ๆ แล้วคิดว่าการเลือกใช้ “ยาทาแก้ปวด” นั้นปลอดภัยหายห่วง ไม่ทำร้ายไตเหมือนยากิ ขอบอกเลยว่าคุณกำลังเข้าใจผิดค่ะ ล่าสุดมีกรณีอุทาหรณ์ทางการแพทย์ที่น่าตกใจมาก เมื่อคุณยายคนนหนึ่งทายาแก้ปวดติดต่อกัน แต่กลับต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลและเกือบต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต
เรื่องมาจากไต้หวันค่ะ สำนักข่าว ETtoday ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า นายแพทย์หงหย่งเสียง (Hung Tsung-hsiang) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ได้เล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ค่ะว่า
เรื่องราวเกิดขึ้นกับคุณยายวัย 74 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีอาการปวดไหล่และปวดหลังเรื้อรัง ด้วยความที่คิดว่ายาแก้ปวดชนิดรับประทานนั้นอันตรายต่อไต คุณยายจึงหันมาใช้ “ยาทาแก้ปวดชนิดภายนอก” (กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ เอ็นเสด NSAIDs) แทน คุณยายทายาทุกวันติดต่อกันนานถึง 6 สัปดาห์ จนบีบยาหมดไปถึง 3 หลอดใหญ่!
หลังจากนั้นไม่นาน คุณยายเริ่มมีอาการ ขาทั้งสองข้างบวมน้ำอย่างรุนแรง และแน่นหน้าอกหายใจติดขัด จนญาติต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน
เมื่อแพทย์เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะก็พบว่า คุณยายมี ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างรุนแรงและค่าครีอะตินีน (Creatinine) ซึ่งเป็นค่าของเสียในไตพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้เกิด ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) และกลุ่มอาการเนฟโรติก (Nephrotic Syndrome) อีกทั้งยังมีภาวะหลอดฝอยไตอักเสบ (Interstitial Nephritis) ร่วมด้วย
ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเกือบต้องรับการฟอกไตฉุกเฉิน โชคดีที่ทีมแพทย์วินิจฉัยเจอตัวการทันเวลาและสั่งให้หยุดใช้ยาทาแก้ปวดทันที ทำให้การทำงานของไตคุณยายค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ รอดพ้นจากการต้องฟอกไตตลอดชีวิตอย่างหวุดหวิดค่ะ
แต่หลายคนอาจสงสัยว่ายาที่ทาบนผิวหนังเฉย ๆ จะซึมเข้าไปทำลายไตได้ยังไง? คุณหมอหงหย่งเสียง ได้อ้างอิงงานวิจัยจาก British Journal of Clinical Pharmacology หรือ BJCP ว่า โดยปกติแล้วยาทาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านผิวหนังเพียงแค่ 5% – 10% ของปริมาณยาแบบกินเท่านั้น ซึ่งช่วยลดภาระต่อกระเพาะอาหารและไตได้ดีจริง
แต่ทว่า ผิวหนังของเราไม่ใช่กำแพงที่ปิดทึบสมบูรณ์ 100% วารสารทางการแพทย์ชื่อดังอย่าง Drug Safety และ The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้เตือนไว้ว่า หากเราทายาเกินขนาดอย่างรุนแรง ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณสูงมาก จนไปยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ในไต ส่งผลให้หลอดเลือดไตหดตัว เลือดไหลไปเลี้ยงไตลดลง และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามมาได้ในที่สุด!
คุณหมอยังเน้นย้ำว่าการประเมินว่าเราใช้ยาทาเกินขนาดหรือไม่มี 4 ข้อห้ามสำคัญมีดังนี้ค่ะ
1.ไม่ทาพื้นที่กว้างเกินไป เช่น การทาพร้อมกันทั้งข้อเข่าสองข้าง น่องสองข้าง เอว และไหล่ทั้งสองข้าง (ทาปริมาณมากราวกับทาโลชั่นผิวกาย) ยาจะซึมผ่านเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังพร้อมกันจนเกินเกณฑ์ปลอดภัยสำหรับไต
2.ไม่ใช้ปริมาณมากเกินไป เช่น ทายามากกว่า 4 ครั้งต่อวัน (เช่น รู้สึกคันหรือปวดเมื่อไหร่ก็บีบทาซ้ำเรื่อย ๆ จนหมดครึ่งหลอดขนาด 30 กรัม ภายในเวลาเพียง 1-2 วัน หรือ ทาติดต่อกันเกิน 7 วัน ยาทาแก้ปวดมีไว้สำหรับบรรเทาปวดฉุกเฉินชั่วคราว ไม่ใช่ครีมบำรุงผิวที่จะนำมาทาติดต่อกันเป็นประจำได้
3.ไม่ใช้ยาซ้ำซ้อนกัน พฤติกรรมนี้พบบ่อยที่สุด!บางคนปวดหลัง ทั้งทายาแก้ปวด ทั้งแปะแผ่นแปะบรรเทาปวด และยังกินยาแก้ปวด (เช่น ไอบูโพรเฟน) ร่วมด้วยอีก ซึ่งยาทั้งสามรูปแบบนี้มักมีตัวยาสำคัญในกลุ่ม NSAIDs เหมือนกัน การนำมาใช้ร่วมกันจะทำให้ร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเกินขีดจำกัดการขับถ่ายของไตโดยไม่รู้ตัว
4.ไม่พันหรือปิดแผลแบบปิดสนิทหลังจากทายา ทายาเสร็จแล้วไม่ควรใช้พลาสติกแรปใส หรือผ้าพันแผลที่แน่นเกินไปปิดทับผิวหนังไว้ เอกสารทางการแพทย์ผิวหนังระบุว่า สภาพผิวที่อับ ร้อน และชื้นภายใต้พลาสติกแรป จะทำให้ผิวหนังอุ้มน้ำมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการดูดซึมยาของผิวหนังพุ่งสูงขึ้นถึง 3-5 เท่า! ปริมาณยาที่เคยคิดว่าปลอดภัยจึงกลายเป็นพิษต่อไตทันที
หลักเกณฑ์การทายาที่ถูกต้องในการใช้ ปริมาณยาที่เหมาะสมต่อครั้ง สำหรับข้อต่อข้อนิ้วมือ, ข้อมือ บีบยาประมาณ 1 เมล็ดถั่วลิสง (ประมาณ 2 กรัม)
สำหรับข้อต่อที่เป็นข้อเข่า, ข้อไหล่ บีบยาประมาณ 2 เมล็ดถั่วลิสง (ประมาณ 4 กรัม) และทาบาง ๆ ก็พอค่ะ
กฎเหล็กคือ ทาเฉพาะจุด ทาบาง ๆ ไม่ใช้ยาซ้ำซ้อนกันหลายแบบ ไม่พันปิดผิวด้วยพลาสติกแรป และห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์
ที่สำคัญที่สุด หากมีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 7 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง อย่าซื้อยามาทาเองต่อเนื่องเรื่อย ๆ เด็ดขาดค่ะ!