โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุทาหรณ์สายปวดเมื่อย ยายวัย 74 ทายาแก้ปวดจนไตวายเฉียบพลัน หวิดต้องฟอกไตตลอดชีวิต

อีจัน

อัพเดต 11 ตุลาคม 2569 เวลา 0.41 น. • เผยแพร่ 49 นาทีที่แล้ว • อีจัน

สำหรับใครที่ชอบปวดเมื่อยเนื้อตัวบ่อย ๆ แล้วคิดว่าการเลือกใช้ “ยาทาแก้ปวด” นั้นปลอดภัยหายห่วง ไม่ทำร้ายไตเหมือนยากิ ขอบอกเลยว่าคุณกำลังเข้าใจผิดค่ะ ล่าสุดมีกรณีอุทาหรณ์ทางการแพทย์ที่น่าตกใจมาก เมื่อคุณยายคนนหนึ่งทายาแก้ปวดติดต่อกัน แต่กลับต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลและเกือบต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต

เรื่องมาจากไต้หวันค่ะ สำนักข่าว ETtoday ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า นายแพทย์หงหย่งเสียง (Hung Tsung-hsiang) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ได้เล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ค่ะว่า

เรื่องราวเกิดขึ้นกับคุณยายวัย 74 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีอาการปวดไหล่และปวดหลังเรื้อรัง ด้วยความที่คิดว่ายาแก้ปวดชนิดรับประทานนั้นอันตรายต่อไต คุณยายจึงหันมาใช้ “ยาทาแก้ปวดชนิดภายนอก” (กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ เอ็นเสด NSAIDs) แทน คุณยายทายาทุกวันติดต่อกันนานถึง 6 สัปดาห์ จนบีบยาหมดไปถึง 3 หลอดใหญ่!

หลังจากนั้นไม่นาน คุณยายเริ่มมีอาการ ขาทั้งสองข้างบวมน้ำอย่างรุนแรง และแน่นหน้าอกหายใจติดขัด จนญาติต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

เมื่อแพทย์เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะก็พบว่า คุณยายมี ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างรุนแรงและค่าครีอะตินีน (Creatinine) ซึ่งเป็นค่าของเสียในไตพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้เกิด ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) และกลุ่มอาการเนฟโรติก (Nephrotic Syndrome) อีกทั้งยังมีภาวะหลอดฝอยไตอักเสบ (Interstitial Nephritis) ร่วมด้วย

ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเกือบต้องรับการฟอกไตฉุกเฉิน โชคดีที่ทีมแพทย์วินิจฉัยเจอตัวการทันเวลาและสั่งให้หยุดใช้ยาทาแก้ปวดทันที ทำให้การทำงานของไตคุณยายค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ รอดพ้นจากการต้องฟอกไตตลอดชีวิตอย่างหวุดหวิดค่ะ

แต่หลายคนอาจสงสัยว่ายาที่ทาบนผิวหนังเฉย ๆ จะซึมเข้าไปทำลายไตได้ยังไง? คุณหมอหงหย่งเสียง ได้อ้างอิงงานวิจัยจาก British Journal of Clinical Pharmacology หรือ BJCP ว่า โดยปกติแล้วยาทาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านผิวหนังเพียงแค่ 5% – 10% ของปริมาณยาแบบกินเท่านั้น ซึ่งช่วยลดภาระต่อกระเพาะอาหารและไตได้ดีจริง

แต่ทว่า ผิวหนังของเราไม่ใช่กำแพงที่ปิดทึบสมบูรณ์ 100% วารสารทางการแพทย์ชื่อดังอย่าง Drug Safety และ The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้เตือนไว้ว่า หากเราทายาเกินขนาดอย่างรุนแรง ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณสูงมาก จนไปยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ในไต ส่งผลให้หลอดเลือดไตหดตัว เลือดไหลไปเลี้ยงไตลดลง และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามมาได้ในที่สุด!

คุณหมอยังเน้นย้ำว่าการประเมินว่าเราใช้ยาทาเกินขนาดหรือไม่มี 4 ข้อห้ามสำคัญมีดังนี้ค่ะ

1.ไม่ทาพื้นที่กว้างเกินไป เช่น การทาพร้อมกันทั้งข้อเข่าสองข้าง น่องสองข้าง เอว และไหล่ทั้งสองข้าง (ทาปริมาณมากราวกับทาโลชั่นผิวกาย) ยาจะซึมผ่านเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังพร้อมกันจนเกินเกณฑ์ปลอดภัยสำหรับไต

2.ไม่ใช้ปริมาณมากเกินไป เช่น ทายามากกว่า 4 ครั้งต่อวัน (เช่น รู้สึกคันหรือปวดเมื่อไหร่ก็บีบทาซ้ำเรื่อย ๆ จนหมดครึ่งหลอดขนาด 30 กรัม ภายในเวลาเพียง 1-2 วัน หรือ ทาติดต่อกันเกิน 7 วัน ยาทาแก้ปวดมีไว้สำหรับบรรเทาปวดฉุกเฉินชั่วคราว ไม่ใช่ครีมบำรุงผิวที่จะนำมาทาติดต่อกันเป็นประจำได้

3.ไม่ใช้ยาซ้ำซ้อนกัน พฤติกรรมนี้พบบ่อยที่สุด!บางคนปวดหลัง ทั้งทายาแก้ปวด ทั้งแปะแผ่นแปะบรรเทาปวด และยังกินยาแก้ปวด (เช่น ไอบูโพรเฟน) ร่วมด้วยอีก ซึ่งยาทั้งสามรูปแบบนี้มักมีตัวยาสำคัญในกลุ่ม NSAIDs เหมือนกัน การนำมาใช้ร่วมกันจะทำให้ร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเกินขีดจำกัดการขับถ่ายของไตโดยไม่รู้ตัว

4.ไม่พันหรือปิดแผลแบบปิดสนิทหลังจากทายา ทายาเสร็จแล้วไม่ควรใช้พลาสติกแรปใส หรือผ้าพันแผลที่แน่นเกินไปปิดทับผิวหนังไว้ เอกสารทางการแพทย์ผิวหนังระบุว่า สภาพผิวที่อับ ร้อน และชื้นภายใต้พลาสติกแรป จะทำให้ผิวหนังอุ้มน้ำมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการดูดซึมยาของผิวหนังพุ่งสูงขึ้นถึง 3-5 เท่า! ปริมาณยาที่เคยคิดว่าปลอดภัยจึงกลายเป็นพิษต่อไตทันที

หลักเกณฑ์การทายาที่ถูกต้องในการใช้ ปริมาณยาที่เหมาะสมต่อครั้ง สำหรับข้อต่อข้อนิ้วมือ, ข้อมือ บีบยาประมาณ 1 เมล็ดถั่วลิสง (ประมาณ 2 กรัม)

สำหรับข้อต่อที่เป็นข้อเข่า, ข้อไหล่ บีบยาประมาณ 2 เมล็ดถั่วลิสง (ประมาณ 4 กรัม) และทาบาง ๆ ก็พอค่ะ

กฎเหล็กคือ ทาเฉพาะจุด ทาบาง ๆ ไม่ใช้ยาซ้ำซ้อนกันหลายแบบ ไม่พันปิดผิวด้วยพลาสติกแรป และห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์

ที่สำคัญที่สุด หากมีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 7 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง อย่าซื้อยามาทาเองต่อเนื่องเรื่อย ๆ เด็ดขาดค่ะ!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...