โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เครือข่ายประชาชนฯ ’ ลั่น 12-18 ต.ค.นี้ จุดหมายคือศูนย์สิริกิติ์ต้าน World Bank – IMF

เดลินิวส์

อัพเดต 10 ตุลาคม 2569 เวลา 2.03 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘เครือข่ายประชาชนฯ ’ ลั่น 12-18 ต.ค.นี้ จุดหมายคือศูนย์สิริกิติ์ต้าน World Bank – IMF ชำแหละรัฐบิดกฎหมายปิดปากประชาชนสกัดชุมนุม พร้อมเปิดข้อมูลรัฐคุกคามเครือข่ายฯ ทั่วประเทศ หนักสุดบุกถึงที่ทำงาน-ครอบครัว ซัด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นประชาชน

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จัดเวทีสาธารณะและงานแถลงข่าว “ใครสั่ง ใครเจ็บ ใครรับผิดชอบ? จากความรุนแรงของตำรวจบนท้องถนน สู่หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมของประชาชน” เพื่อสะท้อนภาพการใช้กำลังปราบปรามประชาชน และแถลงท่าทีต่อการประชุมประจำปีธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

โดย น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้เปิดเผยถึงพฤติการณ์การคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงก่อนการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่า เครือข่ายฯ ทั่วประเทศถูกคุกคามอย่างหนักและต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ได้แก่ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ชาย 2 คน ซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นตำรวจสันติบาล บุกไปที่บ้านนักปกป้องสิทธิฯ จ.เชียงราย สอบถามว่าจะไปร่วมกิจกรรมที่กรุงเทพฯ หรือไม่ 22 ก.ย. มีชาย 2 คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไปตามหานักปกป้องสิทธิฯ ที่ จ.เชียงใหม่ ตามที่อยู่ทะเบียนราษฎร เมื่อไม่พบตัวได้สอบถามญาติว่าจะเดินทางไปกรุงเทพฯ กี่คน วันที่ 2 ต.ค.ซึ่งเป็นวันเปิดตัวเครือข่าย มีตำรวจท่องเที่ยวในเครื่องแบบพยายามขอเข้าพื้นที่จัดงาน และซักถามว่าจะมีชาวต่างชาติร่วมชุมนุมหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีตำรวจสืบสวนจากนครบาลแฝงตัวมาลงทะเบียนเข้างานเพื่อประเมินผู้เข้าร่วม

น.ส.สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า วันที่ 6 ต.ค.มีเพจเฟซบุ๊กปล่อยข่าวโจมตีเครือข่ายฯ ในพื้นที่ปาตานี โยงเรื่องความมั่นคงและอ้างว่ามีต่างชาติหนุนหลัง ซึ่งไม่เป็นความจริง และในวันเดียวกันที่ จ.หนองบัวลำภู มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อสอบถามข้อมูลการเดินทางของกลุ่มผู้ชุมนุม วันที่ 7 ต.ค. ตำรวจในพื้นที่ จ.ขอนแก่น บุกคุกคามถึงบ้านนักกิจกรรม เมื่อไม่พบตัวได้สอบถามและข่มขู่มารดาว่า “เป็นแม่ทำไมไม่รู้ที่ทำงานของลูก วันที่ 8 ต.ค. ชายฉกรรจ์ 6 คน บุกไปหาผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ที่ จ.หนองบัวลำภู ถึงที่ทำงาน เพื่อซักถามเรื่องการเข้าร่วมประชุม IMF และพยายามขอเบอร์โทรศัพท์ จนสร้างความหวาดกลัว

“พฤติกรรมเหล่านี้คล้ายคลึงกับช่วงการประชุม APEC เมื่อมีการประชุมระดับโลก รัฐมักอ้างเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และภาพลักษณ์ของประเทศ คำถามคือ นี่คือความมั่นคงของใครเรียบร้อยเพื่อให้การจัดประชุมราบรื่นบนผลประโยชน์ของกลุ่มใดเราในฐานะผู้ได้รับผลกระทบคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ แต่เสียงของเราในเวทีที่รัฐจัดกติกาให้กลับไม่มีความหมาย เป็นเพียงข้ออ้างว่ามีภาคประชาชนเข้าร่วมเท่านั้น” น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว

น.ส. สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า บทเรียนในอดีตจากการที่ธนาคารโลกและ IMF เข้ามามีบทบาทในไทย ทั้งกรณีเขื่อนปากมูล กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือการลดทอนสวัสดิการคนจนเมือง ล้วนสร้างผลกระทบที่ชาวบ้านไม่เคยได้รับการเยียวยา เครือข่ายฯ ซึ่งประกอบด้วย 26 กลุ่ม จึงรวมตัวกันเพื่อส่งเสียงถึงผลกระทบเหล่านี้ เราขอยืนยันว่าการชุมนุมสาธารณะคือ ‘การแจ้ง’ ไม่ใช่ ‘การขออนุญาต’ ทุกครั้งเราแจ้งการชุมนุมตามกติกาเพื่อให้รัฐอำนวยความสะดวก แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม เราจึงเลือกที่จะใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและหลักสากล

“โดยในวันที่ 12-18 ต.ค.นี้ เครือข่ายฯ จะเดินทางไปส่งเสียงที่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้เสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบดังไปถึงโต๊ะเจรจาและสาธารณชน” น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว

ด้าน น.ส.ปรานม สมวงศ์ จากองค์การ Protection International (PI) กล่าวถึงการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ และตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐบาลไทยและผู้จัดงาน World Bank และ IMF ซึ่งมีความย้อนแย้งของผู้จัดงาน ประกาศล่าสุดระบุเป็นภาษาอังกฤษชัดเจนว่า ผู้ที่จะบอกได้ว่าการชุมนุมจะเกิดขึ้นได้ในระดับใดคือ World Bank และ IMF จึงต้องตั้งคำถามว่า สถาบันเหล่านี้เคยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ชุมนุมทั่วโลกหรือไม่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่สถาบันเหล่านี้กำหนดล้วนสร้างความเหลื่อมล้ำและเอื้อนายทุนจนเกิดการลุกฮือทั่วโลก

“หากย้อนดูปี 2543 และ 2545 ที่สหรัฐอเมริกา มีการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง แต่ 10 ปีต่อมา ศาลสหรัฐฯ สั่งให้รัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจจ่ายชดเชยรวมกว่า 280 ล้านบาท พร้อมจดหมายขอโทษ หรือในปี 2561 ที่บาหลี อินโดนีเซีย รัฐส่งตำรวจนอกเครื่องแบบแฝงตัวสร้างสถานการณ์ โดย WB-IMF เลือกไปเจรจากับรัฐบาลหลังเกิดความรุนแรง แทนที่จะคุ้มครองประชาชน สำหรับไทย ดิฉันได้รับข่าวว่าตำรวจอาจใช้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ชุมนุมแยกแยะไม่ออกว่าใครคือเจ้าหน้าที่” น.ส. ปรานม ระบุ

น.ส. ปรานม ยังเปิดเผยรูปแบบการคุกคามล่าสุดที่พบว่า ตำรวจเตรียมตั้งด่านสกัดประชาชนที่ จ.ชุมพร โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและกลุ่มคนสร้างความวุ่นวาย ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ไม่ยอมแสดงตัว เข้าไปกดดันถึงที่ทำงานและบ้านพักของนักกิจกรรม พฤติการณ์ชายที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่อาจมีการทำ 'บัญชีรายชื่อ' (Blacklist) ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่อันตรายมาก เพราะในอดีตบัญชีเหล่านี้เคยนำไปสู่การบังคับสูญหายนักปกป้องสิทธิฯ มาแล้ว ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และองค์การสหประชาชาติ (UN) เข้ามาสังเกตการณ์การชุมนุมอย่างเป็นทางการ

“ถ้ารัฐไม่ต้องการให้ประชาชนต่อต้าน ก็ไม่ต้องกำหนดนโยบายที่กระทบกับชีวิตประชาชน นโยบายของ WB-IMF ไม่ใช่แค่เงินกู้ แต่ครอบงำความคิดมาเกือบ 70 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 มองทรัพยากรมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างทุน ไม่มองคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทั้งเรื่องน้ำท่วม สิทธิบัตรทอง ค่าแรง ล้วนเกี่ยวพันกับเวทีเจรจานี้ หากไทยมีศักยภาพนำเงินภาษีไปต้อนรับคน 15,000 คนจาก 190 ประเทศ รัฐก็ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน” น.ส.ปรานม กล่าว

ขณะที่นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและ สว.กล่าวว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐไทยแทบไม่เคยถอดบทเรียนเรื่องการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ที่มีการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง แต่กลับไร้การเยียวยาที่เป็นรูปธรรม รวมถึงปฏิเสธการสร้างอนุสรณ์สถานรำลึก แม้หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ไทยจะรับกติกา ICCPR และมีรัฐธรรมนูญ 2540 แต่การเยียวยาก็ยังไม่ครอบคลุม เช่น ญาติผู้สูญหายกว่า 30 รายที่ยังไม่ได้รับการชดใช้ และเมื่อถึงยุคการชุมนุมของเยาวชน ความรุนแรงก็หวนคืนมาอีกครั้ง

นางอังคณา ยังกล่าวถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม โดยยกกรณีของ 'วาฤทธิ์ สมน้อย' เยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิตหน้า สน.ดินแดง ซึ่งเป็นเหตุอุกอาจหน้าสถานีตำรวจ แต่กลับไม่มีการสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษแต่อย่างใด

ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา น.ส.สุภาภรณ์ และนายวิศรุต ศรีจันทร์ เป็นตัวแทนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประกาศท่าทีต่อการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในหัวข้อ “จับตารัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน หลังพบปฏิบัติการข่มขู่คุกคามประชาชนทั่วประเทศ ส่อเจตนาสกัดกั้นและสลายการชุมนุมเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ”

แถลงการณ์ระบุว่า ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ผลพวงจากการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจของธนาคารโลกและ IMF ผ่านการให้เงินกู้และกำหนดทิศทางการพัฒนา ได้สร้างเงื่อนไขบังคับให้ตลาดและนายทุนมีอิทธิพลเหนือรัฐ ส่งผลให้รัฐต้องลดสวัสดิการประชาชน เปิดเสรีการค้า เอื้อการลงทุนที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และลดการอุดหนุนคนรากหญ้า การพัฒนาดังกล่าวจึงละเมิดสิทธิเสรีภาพและทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านการประชุมที่เปรียบเสมือน ‘บ่อนกาสิโนระดับโลก’ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.นี้

จากการติดตามความเคลื่อนไหวของ ‘รัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน’ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้เริ่มปฏิบัติการจิตวิทยาข่มขู่และคุกคามประชาชนทั่วประเทศเพื่อสกัดกั้นการชุมนุม

เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบการคุกคามดังกล่าวคล้ายคลึงกับช่วงก่อนการประชุม APEC ปี 2565 ซึ่งนำไปสู่การตั้งด่านสกัดกั้นและการใช้กำลังสลายการชุมนุมจนมีประชาชนสูญเสียการมองเห็นถาวร ซ้ำร้ายผู้ใช้อำนาจรัฐกลับลอยนวลและไม่ต้องรับผิดชอบ เครือข่ายฯ จึงขอประกาศล่วงหน้าว่า รัฐบาลและผู้บังคับบัญชาต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย และจะมาอ้างว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการไม่ได้

เครือข่ายฯ ขอย้ำเตือนรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินว่า อย่าเดินตามรอยเท้ารัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจาก คสช. ด้วยการสกัดกั้นและสลายการชุมนุมจนประชาชนพิการเหมือนดังเช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกเคยกระทำ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการคุกคามประชาชนทันที ไม่ตั้งด่านสกัดกั้น ต้องเปิดเผยรายชื่อผู้มีอำนาจสั่งการ และต้องรับรองว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงหรืออาวุธควบคุมฝูงชนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต รวมถึงต้องเปิดทางให้ กสม. สื่อมวลชน และผู้แทนสหประชาชาติ เข้าตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐได้อย่างเต็มที่ จุดหมายของการชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ อยู่ที่หน้า "ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" เท่านั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่พึงกระทำคือ การอำนวยความสะดวกและคุ้มครองความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและบรรลุเป้าหมายในการชุมนุมอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...