‘ทวี’ ปลื้ม!ร่างกฎหมายล้มละลายผ่านสภา-สร้างโอกาสให้ผู้สุจริตลุกขึ้นยืนชำระหนี้ได้
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ว่า “จากกฎหมายล้มละลาย สู่กฎหมายฟื้นคน ฟื้นธุรกิจ และฟื้นเศรษฐกิจ”
วันที่ 23 กันยายน 2569 ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้น นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายล้มละลายไทย กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ผมทำหน้าที่รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คนที่หนึ่ง คณะกรรมาธิการประชุมพิจารณา 9 ครั้ง และพิจารณาร่างกฎหมายเสร็จสิ้นในชั้นกรรมาธิการแล้ว อยู่ระหว่างรอเสนอให้สภาพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 แต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยุบสภาเสียก่อน
ต่อมา ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ผมได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะกรรมาธิการประชุม 23 ครั้ง รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนภาคธุรกิจ นักกฎหมาย สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ณ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสงขลา และจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบและส่งร่างกฎหมายไปยังวุฒิสภา ระหว่างที่ร่างกฎหมายอยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ร่างกฎหมายตกไป และต้องรอการยืนยันเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาตามกลไกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 147 ต่อมาภายหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีมีมติขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญ
วุฒิสภาได้แก้ไขร่างกฎหมาย 4 ประเด็น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับข้อแก้ไขบางส่วน จึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาเพื่อหาข้อยุติ ผมได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการและดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ
ข้อยุติสำคัญครอบคลุมทั้งลำดับการชำระหนี้กู้ยืม กรอบระยะเวลาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้มีประกันในกรณีที่ศาลเห็นชอบแผน เกณฑ์รายได้และหนี้ขั้นต่ำสำหรับการฟื้นฟูฐานะของบุคคลธรรมดา ตลอดจนการคุ้มครองการประกอบอาชีพของข้าราชการและพนักงานของรัฐ จนสามารถนำกฎหมายมาถึงปลายทางในวันนี้
กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่หนี้ครัวเรือนไทยมิใช่เพียงปัญหาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้รายใดรายหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ระบุว่า เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนมีมูลค่าถึง 16.4 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 85.9 ของ GDP จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยให้ลูกหนี้สุจริตสามารถปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นตัวได้ก่อนเข้าสู่ภาวะล้มละลาย โครงสร้างใหม่ของกฎหมายแบ่งกระบวนการฟื้นฟูออกเป็น 4 ระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละประเภท คือ
1.กิจการขนาดใหญ่ : ลูกหนี้ที่มีหนี้ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามหมวด 3/1
2.กิจการขนาดย่อมหรือ SMEs : บุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจและมีหนี้ตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีหนี้ตั้งแต่ 2 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูที่ง่าย รวดเร็ว และเหมาะสมกับขนาดกิจการ
3.การฟื้นฟูแบบเร่งรัด : เปิดทางให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้เจรจาจัดทำแผนล่วงหน้า แล้วนำแผนเข้าสู่การพิจารณาของศาล ช่วยลดขั้นตอน ลดต้นทุน และลดระยะเวลา
4. การฟื้นฟูฐานะของบุคคลธรรมดา : เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่ประชาชนซึ่งมีหนี้ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะภายใต้การกำกับของศาลได้ โดยไม่ต้องรอให้ถูกพิพากษาให้ล้มละลายก่อน
นวัตกรรมสำคัญของกฎหมายฉบับนี้มี 5 ประการ คือ 1. “พักการบังคับคดีโดยอัตโนมัติ” หรือ Automatic Stay : เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูไว้พิจารณา การฟ้องร้อง ยึดทรัพย์ หรือบังคับคดีในกระบวนการที่กฎหมายกำหนดจะถูกพักไว้ชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้เจรจาและจัดทำแผนฟื้นฟู
2.“ศาลเห็นชอบแผนได้” หรือ Cram Down : หากแผนมีความเป็นธรรม มีความเป็นไปได้ และเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ศาลสามารถเห็นชอบด้วยแผนได้ แม้ไม่ได้รับเสียงเห็นชอบจากเจ้าหนี้ครบตามเกณฑ์ เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้เพียงบางรายขัดขวางแผนที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้โดยรวม ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดหลักประกันความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้มีประกัน โดยในกรณีที่กฎหมายกำหนด เจ้าหนี้ต้องได้รับชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ต่อปี และภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี เว้นแต่เจ้าหนี้จะให้ความยินยอมเป็นหนังสือ
3.“หนี้ต้องลดจริง และผู้ค้ำประกันต้องได้รับความเป็นธรรม” : แผนสำหรับหนี้กู้ยืมที่ค้างชำระต้องกำหนดลำดับการชำระเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม เพื่อให้เงินที่ลูกหนี้ชำระนำไปลดภาระหนี้อย่างแท้จริง พร้อมกำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เป็นธรรมตามเงื่อนไขของกฎหมาย
4. “ประชาชนต้องเข้าถึงกระบวนการได้จริง” : กฎหมายเพิ่มบทบาทของเจ้าพนักงานคดีและวางรากฐานระบบที่ปรึกษาหนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยเข้าใจกระบวนการ จัดทำแผน และใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยให้กระบวนการฟื้นฟูเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่
5.“ฟื้นคนโดยไม่ทำลายอาชีพ” : หากบุคคลถูกพิพากษาให้ล้มละลายสืบเนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูฐานะ กฎหมายคุ้มครองมิให้สถานะดังกล่าวกระทบคุณสมบัติในการรับราชการ หรือการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรตามกฎหมาย เพราะการทำให้ลูกหนี้สูญเสียงานและรายได้ย่อมไม่เป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกหนี้ เจ้าหนี้ และระบบเศรษฐกิจ
กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ “กฎหมายล้างหนี้” และไม่ใช่การยกเว้นความรับผิด แต่เป็นการสร้างระบบให้ลูกหนี้สุจริตชำระหนี้ตามความสามารถ ภายใต้แผนที่ศาลกำกับ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็มีโอกาสได้รับชำระหนี้มากกว่าการปล่อยให้ลูกหนี้ล้มละลายโดยไม่มีทางฟื้นตัว
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “ยึดทรัพย์–ปิดกิจการ–ทำให้ล้มละลาย” ไปสู่ “ปรับโครงสร้างหนี้–รักษากิจการ–รักษาการจ้างงาน–ให้โอกาสเริ่มต้นใหม่” ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของสมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และประชาชนทุกฝ่าย
กฎหมายที่ดีต้องไม่เพียงตัดสินว่าใครล้มเหลว แต่ต้องสร้างโอกาสให้ผู้สุจริตลุกขึ้นยืน ชำระหนี้ได้ตามความสามารถ และกลับมาเป็นพลังของระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง