ท่านจอมมาร ข้าไม่อร่อยหรอก
นิยาย Dek-D
อัพเดต 20 เม.ย. 2567 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2567 เวลา 01.45 น. • 诗丽 (Lovely Poet)ข้อมูลเบื้องต้น
นางคือภูตบุปผาตัวน้อย ๆ ทำหน้าที่เฝ้าดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า
วันดีคืนดีกลับมีจอมมารผู้หนึ่ง จะกินดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ดอกนั้น
แต่เหตุใด จู่ ๆ ท่านจอมมารกลับทำท่าจะกินนางแทนกันเล่า
ไม่นะ ข้าไม่อร่อยหรอก
ลงตอนใหม่ทุกวัน ลงจนจบค่ะ เริ่มลงตอนแรก 15/3/2567 เจอกันจ้า
หมายเหตุ ภาพปกมีลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตทุกกรณี
ภาพปก : Noahcross & MintMichaelis
ภาพอาร์ตตัวอักษร : ปกนิยาย E-book by Nalin x Wynx
สวัสดีค่ะ Lovely Poet ค่ะ
มาทักทายกันด้วยนิยายเรื่องใหม่ เรื่องที่สิบของไรต์แล้วค่ะ เรื่องนี้จะกึ่ง ๆ เทพเซียนหน่อย ๆ มีเทพ มีมาร มีภูติ มีีสัตว์วิเศษ พืชวิเศษ ประมาณนั้นค่ะ อาจจะไม่ได้เฮฮามากเหมือนเรื่องอื่น ๆ เน้นความน่ารักปุ๊กปิ๊กของพระนาง ดราม่าช่วงต้นเรื่องนิดหน่อย (นิสสสสสสเดียว) แต่ไม่ใช่ระหว่างพระนางนะคะ เนื้อเรื่องโดยรวมไม่ได้มีปมซับซ้อนอะไรมากมายเท่าไหร่ค่ะ ตามสไตล์ของไรต์เลย เน้นอ่านง่ายย่อยง่าย ๆ เบาสมองเป็นหลักค่ะ
เรื่องนี้ไม่มีการทะลุมิตินะ นางเอกคือภูติตัวน้อย ๆ ค่ะ ดังนั้นน้องอาจจะไม่ได้เทพเว่อร์วังอะไรเท่าไหร่ (หรือเปล่า?) แต่น้องไม่หนุบหนิบเกิน และไม่โง่เกินแน่นอนค่า ส่วนพระเอก ก็ตามชื่อเรื่องเลยค่ะ พี่จอมมารเขาขาโหดแน่นอนจ้า แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกไม่ถูกจริตก็กดผ่านได้เลย ด่าตัวละครบางตัวได้ แต่อย่าด่าไรต์ก็พอค่า ไรต์ใจบาง ยินดีรับคำติที่มีเหตุผลเพื่อการปรับปรุงงานเขียน และยินดีรับคำชมมาก ๆ ชมเยอะ ๆ ได้ไรต์ชอบค่ะ
จะมีการติดเหรียญให้อ่านล่วงหน้าเช่นเดิม แล้วเปิดฟรี จากนั้นจะติดเหรียญถาวรอีกครั้งทีหลังในราคาแพงกว่าเดิม โดยจะใกล้เคียงกับราคาอีบุ๊ก ดังนั้นสายเปย์รายตอนที่เข้ามาก่อน แนะนำให้ซื้อแบบติดเหรียญล่วงหน้าเอาไว้ดีกว่า จะได้เก็บไว้อ่านได้ยาว ๆ แบบราคาประหยัดนะคะ ส่วนสายฟรีก็ยินดีค่ะ กดเข้าชั้นไว้ก่อน ดองได้เลยตามสะดวกแต่ตอนเปิดฟรีแล้วรีบอ่านน้า ส่วนอีบุ๊กก็มีค่ะ จะมาให้ทันภายในเดือนมีนาคม 2567 นี้แน่นอนค่า แต่วันไหนเดี๋ยวไรต์มาบอกอีกทีนะคะ หยอดกระปุกรอไว้ก่อนได้ค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งที่เข้ามาอ่าน รักทุกคนมาก ๆ เสมอมาค่ะ
Lovely Poet
คำเตือนตัวโต ๆ (Trigger Warning)
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ทฤษฎีต่าง ๆ ไม่อ้างอิงความเป็นจริง
มีฉากที่เขียนบรรยายถึงกิจกรรมทางเพศ มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร มีการกล่าวถึงความตาย มีฉากที่บรรยายถึงเลือด และความรุนแรง มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม ทำร้ายจิตใจและร่างกาย
ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
พูดคุยทักทายกันได้ที่เพจ
©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิตัล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
บทนำ ภูติดอกเหมยกุ้ยตัวน้อย
ดินแดนแห่งนี้แต่เดิมไม่มีชื่อเรียก เหล่าเทพบรรพกาลที่อยู่มาก่อน ก็ไม่เคยตั้งชื่อเรียกให้แก่โลกใบนี้เลย ทว่ายามเมื่อโลกใบนี้ก้าวผ่านเวลาอันเนิ่นนานมาปีแล้วปีเล่า เหล่าผู้อยู่อาศัยกลับเรียกโลกที่อาศัยอยู่ใบนี้โดยรวม ๆ ว่า ‘ลี่เทียน’ อันแปลว่าท้องนภาแสนงาม เพราะไม่ว่าจะมองจากที่ใด ดินแดนใด ท้องฟ้าที่ได้เห็นก็ล้วนงดงามอย่างยิ่งเสมอ
ลี่เทียนนั้นกอปรไปด้วยดินแดนอันอุดม เต็มไปด้วยความหลากหลาย เบื้องบนสุดคือแดนเทพ อันที่เป็นพำนักของเหล่าทวยเทพทั้งหลาย ทั้งสัจจเทพ ทั้งซ่างเสิน เสินจวินทั้งหลาย ที่ซึ่งทวยเทพเหล่านั้น ดื่มด่ำกับความเป็นอมตะอันเป็นนิรันดร์ มีพลังอำนาจเหลือล้น
ถัดลงมาคือแดนเซียน อันเป็นที่พำนักของเหล่าเซียนทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญพรตหมายจะได้ขึ้นไปยังแดนสวรรค์ หมายจะค้นหาความหมายของชีวิตตนเอง หมายจะแสวงหาพลังอำนาจ ใฝ่หาความเป็นอมตะ พวกเขาล้วนสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แม้จะไม่ทรงพลังเท่าเหล่าเทพ แต่ก็ถือได้ว่ามีพลังเหนือชั้น
ลงมาอีกคือแดนมนุษย์ อันเป็นแดนที่เต็มไปด้วยกฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด ที่ซึ่งผู้คนมีชีวิตอันแสนสั้น ทว่ากลับเต็มไปด้วยสีสันและรสชาติไม่รู้จบ
แน่นอนว่ายังมีดินแดนมารอันแสนป่าเถื่อนโหดร้าย เต็มไปด้วยเหล่ามาร ปีศาจที่บ้าคลั่ง พวกเขากระหายการฆ่าฟัน และการแย่งชิง เป็นที่หวาดกลัวของผู้อื่น และเป็นที่น่าเกรงขามของเหล่าศัตรู พวกเขาไม่สนกฎเกณฑ์ ไม่สนความถูกต้อง สนแต่พลังอำนาจที่เหนือกว่าเท่านั้น
แต่ท่ามกลางดินแดนเหล่านั้น ยังมีอีกดินแดนหนึ่งนามว่าดินแดนภูติ ที่ซึ่งเป็นดินแดนพิเศษไม่เหมือนผู้ใด ดินแดนภูตินั้นกล่าวว่าเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากแดนเทพ และโลกใบนี้ก็ว่าได้ เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งพลังธรรมชาติทั้งปวงของลี่เทียน เมื่อพลังเหล่านั้นรวมกันมากเข้า ก็เกิดเป็นภูติที่ถือกำเนิดจากพลังธรรมชาติเข้มข้น พวกเขามิใช่เทพ แต่มีพลังใกล้เคียงกับเทพ มิใช่เซียน เพราะมีพลังเหนือกว่าเซียน มิใช่มาร เพราะพลังของพวกเขาบริสุทธิ์ผ่องใสยิ่งกว่านั้น
เหล่าภูติคือตัวตนที่เป็นสื่อกลางกับธรรมชาติ และเป็นตัวแทนของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่เหล่าเทพก็ไม่กล้าอาจหาญไปมีเรื่องด้วยได้โดยง่าย พวกเขาล้วนเคารพซึ่งกันและกัน เพราะแท้จริงแล้ว พลังฟ้าดินและพลังจากธรรมชาติ ก็ล้วนไม่อาจแยกออกจากกันได้
ดินแดนภูตินั้นเต็มไปด้วยพืชพรรณอันอุดมสมบูรณ์ มากไปด้วยสรรพคุณวิเศษแสนเลิศล้ำไร้ที่เปรียบ สมุนไพรล้ำค่าใด ๆ ล้วนมีจุดกำเนิดจากแดนภูติทั้งสิ้น
นอกจากนี้เหล่าภูติยังเป็นเผ่าพันธุ์แสนจะรักสงบเป็นที่สุด ไม่มีพิษมีภัยกับผู้ใด ทว่าหากโดนรังแก คนเหล่านั้นโปรดจงเตรียมใจทุกข์ทรมานจากพิษนับพันนับหมื่น ที่มีสรรพคุณไม่ซ้ำได้เลย
ดังนั้นเป็นอันรู้กันว่าอย่ายั่วโมโหเผ่าภูติ
ดินแดนเทพและดินแดนเซียน มักจะเอาของวิเศษมาแลกกับสมุนไพรหลายอย่างของดินแดนภูติ ส่วนดินแดนภูติ ก็ทำการส่งออกสมุนไพรเหล่านั้นออกไป สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากสมุนไพรเหล่านั้น
พวกเขาชื่นชอบของวิเศษทั้งหลายจากแดนเทพและแดนเซียนมากเป็นพิเศษ
ถามว่าดินแดนของพวกเขาอยู่ที่ใด
ดินแดนภูตนั้นอยู่ระหว่างรอยต่อเล็ก ๆ ของแดนเทพและแดนเซียน ซึ่งการจะเข้ามาได้ต้องมีพลังอยู่ในระดับสูง และได้รับการยอมรับจากเหล่าภูติที่เฝ้าดินแดน หากไม่ได้รับการยอมรับและบุกรุกเข้ามา จะถือว่าตั้งตนเป็นศัตรูกับทั้งเผ่าภูติและเผ่าสวรรค์นั่นเอง
วันนี้ท้องฟ้าแห่งลี่เทียนเปิดกว้าง รุ้งเจ็ดสีงดงามพาดผ่านดินแดนแห่งเหล่าภูติ เป็นสัญญาณของการถือกำเนิดใหม่อันเป็นมิ่งมงคลยิ่ง
ฮวาเฟยหรง คือหัวหน้าเผ่าภูติบุปผาแห่งดินแดนภูติ นางมีใบหน้างดงามหยาดเยิ้มหาใดเปรียบ ทั้งดวงตา จมูก ปาก คิ้ว คาง ทุกสิ่งอย่างล้วนราวกับสร้างมาส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างพอเหมาะพอเจาะที่สุด ทำให้นางเป็นหนึ่งในภูติที่งดงามที่สุดในดินแดนภูต วันนี้นางมาพร้อมกับเหล่าผู้อาวุโสของเผ่า เพื่อมาเป็นสักขีพยานของการกำเนิดใหม่ของภูติตัวน้อย
ในป่าแห่งการกำเนิดใหม่ หากว่าจะมีภูติน้อยถือกำเนิดตามธรรมชาติ มักจะกำเนิดที่นี่ ในวันนี้แสงแดดเบื้องบนส่องสว่างไสว นกน้อย ๆ ร้องต่อกันไปเป็นทอด ๆ ราวกับกำลังเฉลิมฉลองการมาถึงของสิ่งพิเศษอันเป็นที่รักยิ่งของธรรมชาติ แสงแดดสาดประกายสีทองเรืองอร่าม เหล่าบุปผชาติพากันผลิดอกหลากสีสัน ไหวเอนตามแรงลมราวกับกำลังเต้นระบำ
ในตอนที่พวกเขามาถึงใจกลางป่า ร่างทารกเพศหญิงตัวน้อย ๆ ที่ผิวพรรณกระจ่าง อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานแสนดึงดูดของดอกเหมยกุ้ย (ดอกกุหลาบ) พลันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เด็กน้อยร้องไห้จ้า เสียงเล็ก ๆ นั้นช่างเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต
ฮวาเฟยหรงเดินเข้าไปใกล้ นิ่งพิจารณามองเด็กน้อย แววตาของนางเผยความเอ็นดูเมตตาอย่างยิ่งเอาไว้ โน้มกายลงไป โอบอุ้มทารกน้อยเข้ามาในอ้อมกอดอย่างยินดี
“นิมิตสีรุ้ง ช่างเป็นนิมิตที่ดี เด็กน้อยผู้นี้ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางโชคมหาศาล เป็นเด็กน้อยที่เกิดจากพลังธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ในรอบพันปีของเผ่าภูติบุปผา ข้าขอเรียกนางว่า หลินรุ่ย นางคือโชคแห่งผืนป่าที่มอบให้แก่เผ่าของเรา” เสียงอันแสนอ่อนหวานหาใดเปรียบของนาง เอ่ยขึ้นต่อหน้าผู้อาวุโสทุกคน หลังจากที่ประกาศนาม ดอกไม้และต้นไม้น้อยใหญ่ภายในป่า ก็โบกไหวเอน ราวกับกำลังยินดีต้อนรับภูติตัวน้อย ที่เพิ่งจะลืมตาดูโลก
เด็กน้อยที่แผดเสียงจ้าก่อนหน้านี้ ยามที่ได้อยู่ในอ้อมกอดแสนอบอุ่น ก็สงบลงอย่างรวดเร็ว สายตากลมโตแสนจะน่าเอ็นดู จดจ้องไปยังฮวาเฟยหรงอย่างอยากรู้อยากเห็น ยิ่งเรียกสายตาเอ็นดูของทุกคนได้มากยิ่งขึ้นไปอีก
“ไปอยู่กับข้าเถอะนะเจ้าภูติตัวน้อย” ฮวาเฟยหรงเมื่อเห็นดังนี้ก็ยิ่งนึกเอ็นดูหลินรุ่ยมากยิ่งขึ้นไปอีก นางที่มักไม่ค่อยยิ้ม กลับเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาครั้งหนึ่ง
นับตั้งแต่บัดนั้น หลินรุ่ยก็ได้อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของฮวาเฟยหรง เป็นภูตดอกเหมยกุ้ยตัวน้อย ๆ คนใหม่แห่งเผ่าภูติ
วันเวลาค่อย ๆ ผ่านไป เด็กน้อยในวันวานเติบใหญ่ขึ้นมาภายใต้การสั่งสอนอบรมของฮวาเฟยหรง และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายในเผ่า จนกลายเป็นภูติดอกไม้แสนน่ารักอ่อนหวานนางหนึ่ง คนในเผ่าต่างก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของนาง และเฝ้ามองนางเติบโตขึ้นทีละน้อย
“หลินรุ่ย นายหญิงเรียกพบ รีบไปเร็วเข้า”
หญิงสาวเจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ใบหน้าแสนงดงามปนน่ารัก ที่มีจุดเด่นที่ดวงตากลมโตหวานซึ้ง ยามที่แย้มยิ้มมันจะเปล่งประกายเป็นพิเศษ ราวกับดวงดาวเล็ก ๆ สองดวงที่กำลังส่องสว่างท่ามกลางความมืด แก้มอิ่มที่ค่อนข้างกลมทำให้ใบหน้าอวบใสของนางน่ารักน่าหยิก จมูกนิด ๆ และริมฝีปากอวบอิ่มช่างเจรจา ประกอบกันเป็นเครื่องหน้าที่งดงามโดดเด่น
เวลา 150 ปีผ่านไป หลินรุ่ยตัวน้อยเติบใหญ่จากภูตพฤกษาที่กำเนิดจากป่าต้นกำเนิด มาเป็นภูติสาวแสนงดงามสดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาผู้หนึ่ง
นางหันไปยิ้มให้กับสาวรับใช้ของฮวาเฟยหรง “พี่ไช่อี ข้ารู้แล้ว” เด็กสาววางงานปักในมือลง แล้วลุกขึ้นพรวดในทันใด
ไช่อีขมวดคิ้วเล็กน้อย จุ๊ปากพลางส่ายหน้า “ลุกช้า ๆ สิ อย่าไปทำกิริยากระโดกกระเดกเช่นนี้ให้นายหญิงเห็นเชียวนะ หากโดนกักบริเวณอีกล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่ช่วยเจ้าพูดเชียว”
หญิงสาวยิ้มปะเหลาะ นางเดินเข้าไปควงแขนไช่อีอย่างคุ้นเคย “พี่ไช่อีคนดี พี่ไช่อีคนงาม อย่าบอกเรื่องนี้กับท่านแม่เลยนะ ข้าเพียงเผลอตัวไปนิดหน่อยเอง นะ ๆ ๆ”
ไช่อีเป็นสาวใช้ของฮวาเฟยหรง ซึ่งได้เห็นเด็กน้อยมาแต่อ้อนแต่ออก ยามเมื่อนางทำตาแป๋วใส่เช่นนี้ มีหรือจะไม่ใจอ่อน สุดท้ายสาวใช้ผู้นี้ก็ถอนหายใจเฮือก ใจอ่อนจนได้ แต่ไม่วายเอ่ยขู่เสียงอ่อน
“เจ้านี่นะ รีบไปเร็วเข้า อย่าไปทำกิริยาเช่นนี้ให้ใครเห็นอีกเล่า ไม่เช่นนั้นจะเสียหายมาถึงนายหญิงได้ เดี๋ยวผู้อื่นจะครหาว่านายหญิงอบรมเจ้าได้ไม่ดีพอ”
หลินรุ่ยยิ้มแป้นแล้น “ได้เลยเจ้าค่ะ”
ทั้งสองเร่งเดินทางไปยังที่พำนักของฮวาเฟยหรง อันเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตีนเขา รอบด้านเต็มไปด้วยบุปผชาติมากมายหลากหลายสีสัน ผลิบานตลอดปี สลับกันไปมาจนละลานตาไปหมด
เรือนของหัวหน้าเผ่าภูติบุปผา เป็นเรือนไม้ที่สร้างจากเถาวัลย์อันแน่นหนาและแข็งแรง ม้วนรัดพันพันกันไปมา จนกลายเป็นทรงครึ่งวงกลมต่อ ๆ กันไปมาหลาย ๆ ชั้น สร้างเป็นลวดลายที่ดูสลับซับซ้อนสวยงามของธรรมชาติขึ้นมา บางจุดแหวกออกอย่างจงใจ กลายเป็นช่องลมพัดผ่าน ติดหน้าต่างเอาไว้เพื่อเปิดให้สามารถระบายอากาศได้
นี่เป็นรูปแบบบ้านที่งดงามของชาวภูติบุปผา พวกนางมีทั้งความงามที่โดดเด่น มีความละเมียดละไม และมีความอ่อนช้อย ประชากรส่วนใหญ่ของภูติบุปผาล้วนเป็นสตรี เรียกว่าแปดในสิบส่วนล้วนเป็นอิสตรีที่งดงามอ่อนช้อยชวนฝันทั้งนั้น หลาย ๆ คนจึงชื่นชอบที่จะมาเยียนเผ่าบุปผา เพราะเจริญตาเจริญใจ ทว่าเผ่าของนางก็เปิดรับแขกน้อยนัก
เดินไปพลางชื่นชมดอกไม้น้อยใหญ่ไปพลาง ในที่สุดก็มาถึงเรือนหลักเสียที ไช่อีเดินนำนางเข้าไป แจ้งกับสาวใช้ที่หน้าเรือน สาวใช้ผู้นั้นหายไปเพียงครู่เดียว ก็กลับมาเปิดประตูเรือนออกกว้าง เป็นสัญญาณว่าสามารถเข้าไปได้แล้ว
เมื่อเดินเข้าไป ก็พบว่าฮวาเฟยหรงเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่ง ในมือของนางคือดอกเหมยกุ้ยสีแดงชาดดอกหนึ่ง ยามที่มันสะบัดไปมา มันจะส่งกลิ่นหอมฟุ้งเย้ายวนออกมา
“นายหญิง คุณหนูหลินรุ่ยมาแล้วเจ้าค่ะ” ไช่อีทำความเคารพนายหญิงของนางอย่างนอบน้อม
เช่นเดียวกับหลินรุ่ยที่ค้อมกายทำความเคารพอย่างงดงามเช่นกัน กิริยาของนางยามนี้ไม่มีที่ติ ราวกับว่ากิริยาซุกซนก่อนหน้านี้เป็นภาพลวงตาก็ไม่ปาน
“เด็กน้อย มาใกล้ ๆ สิ” เสียงหวานหยดย้อยของหัวหน้าเผ่าสาวดังขึ้น มือของนางยกขึ้นกวักเบา ๆ แม้กิริยาจะดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่มันกลับงดงามทุกท่วงท่าทุกระเบียดนิ้ว
หลินรุ่ยเดินอย่างสง่างามตรงเข้าไป ปลายกระโปรงไม่สะบัดด้วยซ้ำ ราวกับเยื้องย่างอยู่บนก้อนเมฆ เข้าไปใกล้อีกฝ่ายช้า ๆ จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งลงที่พื้นอย่างเรียบร้อย ข้าง ๆ ตั่งของฮวาเฟยหรง
“ท่านแม่” นางเรียกอีกฝ่ายอย่างอ่อนหวาน เสียงของนางราวกับสกุณาน้อยที่ขับขาน ทั้งฟังแล้วไพเราะเสนาะหู ทั้งเพลิดเพลินจับใจ
ผู้เป็นหัวหน้าเผ่าเผยรอยยิ้มเมตตา “ตอนนี้เจ้าก็มีอายุได้ 150 ปีแล้ว เป็นผู้ใหญ่เสียที ในอีกสามวันจากนี้ จะมีพิธีฉลองความเป็นผู้ใหญ่ให้เจ้า เป็นพิธีเล็ก ๆ แล้วหลังจากนี้เจ้าต้องรับหน้าที่ของเผ่า ห้ามแอบเกียจคร้านรู้หรือไม่”
ภูติพฤกษาตัวน้อยพยักหน้า ดวงตาเปล่งประกาย เพราะนางเองก็เฝ้ารอช่วงเวลานี้เช่นกัน
เหล่าภูตินั้นยามเมื่อแรกกำเนิดจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเผ่า จนกว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากพลังยังไม่มั่นคงพอ และความคิดยังไม่กระจ่างพอ เสี่ยงต่อการโดนล่อลวง หรือตกเป็นเหยื่อคนชั่วได้ พึงรู้ว่าเผ่าพันธุ์ภูติ นอกจากพลังวิเศษที่ได้รับมาจากธรรมชาติตั้งแต่กำเนิดแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวของเหล่าภูติก็เปรียบประหนึ่งเป็นยาวิเศษตามธรรมชาติ เลือดเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญได้ อวัยวะบางส่วนรักษาพิษได้ บางส่วนก็เสริมพลังได้ หากพวกเราตกไปอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเหล่าปีศาจชั่วร้ายแล้วไซร้ ก็คงจะต้องโดนกลืนกินทั้งตัวไม่มีเหลือ เพื่อเพิ่มพลังให้พวกมันเป็นแน่แท้
แต่เมื่อมีอายุเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เหล่าภูติพฤกษาจะได้รับหน้าที่ของแต่ละคน ตามแต่ที่เผ่าจะจัดสรรให้ และตามความถนัดของคนผู้นั้น อย่างเช่นบางคนดูแลพืชชนิดหนึ่งเก่งมากเป็นพิเศษ ก็อาจจะจัดไปอยู่ดูแลการเพาะปลูกพืชพันธุ์นั้น บางคนสอนเก่ง ก็อาจจะจัดให้ไปอยู่ที่สถานศึกษา ทำนองนั้น หรือบางคนที่มีความสามารถด้านการต่อสู้ ก็จะถูกจัดให้ไปตระเวนอารักษาเผ่า บางคนค้าขายเก่ง ก็สามารถออกไปนอกเผ่า เพื่อทำการค้าขายได้
หลินรุ่ยเมื่อได้ยินหัวหน้าเผ่ากล่าวเช่นนี้ นางก็ดวงตาเป็นประกาย เมื่อคิดว่า ในที่สุดตนเองก็จะได้มีโอกาสออกไปเห็นโลกกว้างสักหน
ฮวาเฟยหรงเมื่อเห็นกิริยาของเด็กน้อยเช่นนี้ก็ยิ่งยิ้มกว้างออกมา นางหัวเราะคิกแล้วถามว่า “ทำไม อยากออกไปเที่ยวมากหรือไร”
อย่ามองว่าเด็กน้อยผู้นี้อยู่ต่อหน้านางแล้วดูบริสุทธิ์อ่อนหวาน นางเลี้ยงมาเองจะไม่รู้ได้อย่างไร ว่าเด็กน้อยผู้นี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดื้อตาใสที่แสบซนเพียงใด ทั้งฉลาดเฉลียว ทั้งร่าเริงแจ่มใส จะให้นางมานั่งนิ่ง ๆ เช่นนี้สักชั่วยามก็คือการลงโทษนางแล้ว
หลินรุ่ยได้ยินเช่นนี้ก็ยิ่งยิ้มหวาน พยักหน้าหงึกหงักแต่ก็นึกได้ว่าเสียมารยาท จึงเอ่ยตอบ “ใช่เจ้าค่ะท่านแม่”
“เช่นนั้นช่วงสามวันนี้ก็เตรียมตัวให้ดี หาอาภรณ์สวย ๆ ใส่ ให้ไช่อีช่วยก็ได้ วันงานฉลองก็แต่งกายให้งดงามหน่อย ให้สมกับที่รอมานาน” ฮวาเฟยหรงเอื้อมมือออกไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กสาวอย่างอดใจไม่อยู่ กล่าวกำชับอีกสองสามคำ จากนั้นก็ปล่อยให้นางกลับไป
มืองดงามของนางโบกไล่สาวใช้ออกไปทั้งหมด เพื่อพักผ่อนอย่างสงบ ทว่าไม่นานนักก็จับสัมผัสอันคุ้นเคยได้
ชายหนุ่มที่หล่อเหลาในชุดขาวอันแสนสง่างาม นัยน์ตาสีเขียวสดใส ปรากฏกายใกล้ ๆ นาง เขาเดินเข้ามานั่งเคียงลงบนตั่งนั้นช้า ๆ
ดวงตางดงามของหัวหน้าเผ่าเบิกขึ้น จ้องมองผู้มาใหม่เงียบ ๆ จากนั้นค่อยเอ่ยว่า “นางจะไปที่นั่นแล้ว เจ้าจะตามไปด้วยหรือไม่”
“คงไม่ต้องหรอก หลินรุ่ยเติบโตขึ้นมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่จำเป็นต้องได้รับการสั่งสอนของข้าอีกแล้ว อีกอย่าง เรื่องที่นางต้องไป ก็เป็นชะตาของนางเอง ดังนั้นข้าคงไม่ได้ไปด้วย” ชายหนุ่มผู้มาใหม่ตอบ เสียงทุ้มนุ่มของเขาเต็มไปด้วยความทรงภูมิและการหยั่งรู้บางอย่าง
“ท่านก็พูดได้สิเหลยจื่อ มิใช่ข้ากลัวว่าตัวป่วนอย่างนางจะซุกซนจนได้เรื่องหรอกหรือ ข้าจึงถามเช่นนี้ เฮ้อ ช่างไม่ทำให้วางใจเลยโดยแท้” สีหน้าของคนงามเผยความกลัดกลุ้มออกมาเล็กน้อยเป็นครั้งแรก
“หึ นั่นสินะ ไม่ควรกลัวผู้อื่นหาเรื่องนาง แต่กลัวว่านางจะเล่นงานผู้อื่นมากกว่า” เหลยจื่อหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เมื่อนึกถึงวีรกรรมมากมายในช่วง 150 ปีมานี้ของลูกศิษย์ตัวดี เขานึกขยาดในใจแล้วคิดว่า ส่งนางไปที่อื่นเสียบ้าง ย่อมดีที่สุดแล้ว
ให้ผู้อื่นได้สัมผัสตัวมหันตภัยเสียบ้างจะเป็นไรไป
ยังมิทันจบคำ ก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างคับแค้นใจออกมาจากด้านนอกว่า
“หลินรุ่ย!!! เจ้าตัวแสบ หยุดให้ข้าบัดเดี๋ยวนี้ เจ้าบอกว่าใครจะซวยนะ!!!”
เสียงตะโกนจบลง ก็เกิดเป็นเสียงเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาดังสนั่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เปรี้ยง!!!
“จ๊ากกกกก!!!”
“โอ๊ยยยยย!!! ท่านผู้อาวุโส ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าเห็นว่าสีหน้าของท่านหมองคล้ำ อาจจะดวงตก ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” เสียงอันแสนสดใสเอ่ยขึ้นราวกับไม่รู้สึกผิดสักนิด
“ยังมิหยุดพูดอีก!!! จ๊ากกกก!!!”
เปรี้ยง!!!
สองคนในเรือนพักหันมามองหน้ากัน เผยสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ และอ่อนใจเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เฮ้อ ยังมิทันขาดคำเลย เจ้ามหันตภัยตัวน้อย ๆ สร้างเรื่องอีกแล้ว!!!
Writer's talk :
มาแล้วค่า ฝากเอ็นดูน้องหลินด้วยน้า น้องเป็นภูติตัวเล็กตัวน้อย อิอิ
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ
รักเสมอค่ะ
บทที่ 1 หน้าที่ใหม่จากเผ่า
วันงานฉลองความเป็นผู้ใหญ่ของหลินรุ่ยไม่มีอะไรซับซ้อนเท่าไหร่นัก แต่เจ้าของงานค่อนข้างตื่นเต้นไม่น้อย มิใช่ตื่นเต้นกับงาน แต่ตื่นเต้นกับหน้าที่ที่จะได้รับต่างหากเล่า อีกอย่าง เมื่อผ่านพิธีนี้ไปแล้ว ก็จะสามารถออกไปเที่ยวข้างนอกได้ หากว่าหน้าที่ที่ได้รับเอื้ออำนวย
สาวน้อยอารมณ์ดีอย่างมาก เดินไปกระโดดไป ยิ้มแป้นแล้นโดยไม่สนใจสภาพโดยรอบเลยว่ามีหลายคนหลีกหนีนางไป ยามที่นางสบตากับคนเหล่านั้นก็เอ่ยทักทาย
“ท่านป้า สบายดีหรือไม่ ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดี ระวังสุขภาพด้วย”
ท่านป้าที่ว่ากลับไม่ได้แสดงวสีหน้าซาบซึ้งใจ ทว่ากลับแสดงสีหน้าหวาดผวาแทน แล้วบอกว่า “ไอ๊หยา! เสี่ยวรุ่ย อย่าทัก ๆ ข้าแข็งแรงดีมาก…”
พลันจบคำ ลมก็หอบกลุ่มเกสรของดอกไม้มาวูบหนึ่ง เข้าจมูกและปากของป้าผู้นั้นไปเต็ม ๆ จนนางทั้งไอทั้งจามจนวุ่นไปหมด
“ฮัดชิ้ว! แค็ก ๆ ไอ๊หยา แค็ก ๆ เสี่ยวรุ่ย จะฆ่าข้าหรือไร” ท่านป้าผู้นั้นได้แต่ไอหน้าดำหน้าแดง ได้แต่ถลึงตามองนางอย่างโมโห เจ้าหายนะตัวน้อย ๆ นี่
หลินรุ่ยยิ้มแหย เดินหนีไปอีกทางด้วยความจนใจและรู้สึกผิด จากนั้นก็บุ้ยปากเล็กน้อยอย่างน้อยใจ “อะไรกันเล่า ก็ไม่ได้ทักแล้วจะเกิดทุกครั้งเสียเมื่อไหร่ ท่านป้าผู้นั้นต้องแอบนินทาข้าในใจอยู่แน่ ๆ เชียวจึงโดนเช่นนี้”
นี่เป็นความพิเศษที่ไม่ว่าผู้ใดก็อธิบายไม่ได้ของนาง ตั้งแต่จดจำความได้ นอกจากเรื่องความโชคดีที่มีมากอย่างมหาศาลแล้ว หลินรุ่ยยังจำได้ว่า ตนเองมักจะสังหรณ์ใจถึงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับอนาคตของอีกฝ่ายเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และหากเผลอพูดออกไป โดยมากมักจะเกิดเรื่องกับคนผู้นั้นเข้าจริง ๆ
แต่ก็มีอีกกรณีหนึ่งก็คือ ยามที่มีคนคิดร้ายกับตนเอง หากนางกล่าวคำโต้เถียงออกไปเมื่อใด คนเหล่านั้นก็มักจะมีจุดจบไม่สวยเลยแม้แต่น้อย โดยมากจะเจอเรื่องโชคร้ายต่าง ๆ นานา จนกว่าจะมาขอโทษนางว่าตนเองเคยคิดร้ายต่อนางอย่างไรนั่นแหละ โชคร้ายนั้นจึงจะหยุด ทำให้ในเผ่า แทบไม่มีใครกล้าหาเรื่องนางเลยแม้แต่น้อย เพราะหากหาเรื่องไป สุดท้ายก็อาจจะซวยโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เป็นได้
เว้นแต่ตอนที่นางจะไปทักใครเขาแบบพลั้งปากน่ะนะ ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้หลาย ๆ คนกัดฟันยิ่งนักยามที่ได้คุยกับนาง เพราะเกรงว่าจะโดนความซวยเล่นงานโดยไม่รู้ตัว โชคยังดีที่การเผลอทักแบบหลังนี้ คนที่โดนมักจะไม่โดนหนักมากเท่าไร
สุดท้ายฉายามหันตภัยตัวน้อยแห่งเผ่าภูติบุปผา จึงมีที่มาเช่นนี้เอง
ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่อาจรบกวนอารมณ์ดี ๆ ในวันนี้ของนางได้เลย หลินรุ่ยในชุดสีชมพูสวยสดงดงาม เต็มไปด้วยความสดใสของวัยสาว ที่ชุดปักประดับเลื่อมเล็ก ๆ ส่องประกาย และยังมีดอกเหมยกุ้ยดอกน้อย ๆ ปักเอาไว้ที่ชายชุด ดูงดงามและเย้ายวนอย่างยิ่ง ผมสีดำเปล่งประกายยาวจนถึงสะโพกเงางาม สะท้อนแสงแดดยามกลางวัน ที่ผมประดับด้วยปิ่นประดับที่ทำจากทองคำหล่อขึ้นรูปเป็นดอกเหมยกุ้ยเล็ก ๆ ประดับอัญมณีสีแดง ดูงดงามยิ่งนัก และยิ่งเพิ่มความสดใสให้นางได้อย่างดีทีเดียว
วันนี้เด็กน้อยในวันวานจะเติบโตเป็นสาวงามน่ารักผู้หนึ่งแล้ว ดวงตาสดใสและพวงแก้มที่ออกจะกลมเล็กน้อย แต่ก็ช่วยส่งเสริมให้ใบหน้าเรียวของนางดูอิ่มเต็มมากขึ้น กลายเป็นความลงตัวชวนพิศแบบหนึ่งขึ้นมา เรียกสายตาชื่นชมของใครหลาย ๆ คนที่มองมาได้อย่างดี
เมื่อมาถึงพิธี พี่ไช่อีที่รออยู่แล้ว ก็นำนางเดินไปทางแท่นพิธีที่ตั้งอยู่กลางเผ่า แท่นนี้จะเอาไว้ทำพิธีสำคัญของเผ่า เช่น พิธีฉลองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พิธีแต่งงาน หรือเอาไว้ประกาศข่าวสารสำคัญเป็นต้น ในบางครา หากมีการไต่สวนหรือลงทัณฑ์กัน ก็มักจะมาทำที่นี่เช่นกัน
ฮวาเฟยหรงอยู่ในชุดภูมิฐานมากกว่าปกติ และดูเป็นทางการสมกับตำแหน่งหัวหน้าเผ่า นั่งอยู่ที่เก้าอี้หลักตัวกลาง ข้างแท่นพิธีซึ่งก่อขึ้นจากหิน เป็นลานทรงกลมขนาดใหญ่ ยกขึ้นจากพื้นสูงจนเกือบเท่าตัวคน โดยมีบันไดทั้งสามทิศเอาไว้สำหรับขึ้นลง สีหน้าและสายตาของนางนิ่งเฉย ไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ กวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาพิจารณา
ยามเมื่อนางเห็นเด็กสาวที่รักและเลี้ยงดูมากับมือ มาถึงพิธีแล้ว ก็เผยรอยยิ้มออกมา ด้านข้างของนางทั้งซ้ายและขวาก็คือเหล่าผู้อาวุโสของเผ่า โดยด้านขวามือของนางคือเหลยจื่อคู่รักของนางนั่นเอง
เขาคือภูติบุปผาโดยกำเนิดที่เป็นบุรุษซึ่งหาได้ยาก ยังเป็นอาจารย์ในการใช้พลังของหลินรุ่ยอีกด้วย ความรู้ประดับหัวทั้งหลายของหลินรุ่ยก็ได้มาจากชายผู้นี้ วันนี้เจ้าตัวอยู่ในชุดขาวเดินดิ้นทองเดินลายเถาวัลย์ที่ดูสลับซับซ้อน สง่างามและหล่อเหลาอย่างยิ่ง เหล่าภูติบุปผาในเผ่าปรายตามองเขาอย่างเสน่หา ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ชายตามองเลยสักนิด
เมื่อเจ้าของพิธีกวาดตามองเห็นท่านอาจารย์ นางยิ้มและอยากจะโบยมือทักทาย ทว่าเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาห้ามปรามของท่านแม่แล้ว ก็ต้องยิ้มแหยออกมา แล้วสำรวมท่าทีให้มาก
ไม่อาจทำให้ท่านแม่ขายหน้าได้
นางเดินขึ้นไปอยู่กลางแท่นพิธีอย่างงดงาม ตามรูปแบบที่ได้ร่ำเรียนมา ทุกการก้าวเดินไม่มีผิดพลาด หากไม่ติดว่าคนรอบข้างต่างก็รู้กันหมดแล้วว่าแม่หนูนี่แสนจะแสบซนเอาเรื่อง ก็คงจะคิดว่านี่คือกุลสตรีแสนเรียบร้อยประดุจผ้าพับไว้
แต่นางดันเป็นผ้ายับที่โดนขยุ้มขยำขยี้แล้วพับเอาไว้น่ะสิ
แน่นอนว่าเพื่อเห็นแก่หน้าท่านหัวหน้าเผ่า ทุกคนได้แต่กล้ำกลืนสิ่งที่อยากจะพูดออกมา ทำเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง ไม่เห็นความแสบซนของนาง
ยามเมื่อพระอาทิตย์ทอแสงที่กลางท้องฟ้า พิธีก็ถือว่าได้เริ่มอย่างเป็นทางการ
ฮวาเฟยหรงก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าหลินรุ่ย สายตาของนางเต็มไปด้วยความรักและความเมตตา ยื่นมือออกมาทั้งสองข้าง ตั้งขึ้นขนานพื้นแล้วหันฝ่ามือเข้าหาศีรษะของหลินรุ่ย จากนั้นกลางฝ่ามือของหัวหน้าเผ่าคนงาม ก็ปรากฏแสงสีทองเจิดจ้า มันสาดส่องไปทั่วบริเวณ
หลินรุ่ยหลับตาลงโดยพลัน นางรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งตัว รู้สึกถึงกลิ่นหอมของมวลหมู่บุปผชาติมากมาย ไล้วนไปมารอบกายชวนให้ผ่อนคลายยิ่งนัก
“ลืมตาเถิด” เสียงอันอ่อนหวานของท่านแม่ดังขึ้น
เมื่อยามลืมตา ดวงตาสดใสของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดใสขึ้นกว่าเดิม ถือว่าตอนนี้นางได้เติบโตจากเด็กน้อยสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการแล้ว
ฮวาเฟยหรงเห็นดังนี้ก็ยกยิ้มพอใจ จากนั้นนางก็แบมือออกตรงหน้าบุตรสาว ใช้พลังอีกครั้ง สายลมรอบด้านพลันพัดไปมาแรงกว่าเดิม พัดพากลีบดอกไม้มากมายเข้ามาวูบหนึ่งที่ฝ่ามือของนาง จากนั้นก็ก่อตัวขึ้นเป็นเครื่องประดับอันงดงามชิ้นหนึ่ง
ในมือของหัวหน้าเผ่าคือปิ่นทองที่อ่อนช้อยและงดงาม ในนั้นประดับอัญมณีสีเขียวสดใสสลักเป็นใบไม้ ส่วนดอกไม้นั้นคือดอกบัวสีชมพูสดดอกหนึ่งที่รังสรรค์จากอัญมณีเช่นกัน ดูประณีตและละมุนละไมเหลือเกิน
“รับไปเถิด นี่เป็นของขวัญจากข้า มันคืออาวุธชิ้นหนึ่ง เรียกว่ากระบี่บงกชอิงธารา เจ้าเติบใหญ่แล้ว จากนี้จงใช้ชีวิตให้ดี ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมความดีงาม จะทำการใดจงพึงตระหนักถึงผลดีผลเสียเสียก่อน แล้วค่อยกระทำ จำไว้ว่าเผ่าภูติบุปผา คือเบื้องหลังของเจ้าตลอดไป”
หลินรุ่ยยิ้มกว้าง รับปิ่นอันแสนงดงามนั้นมา เมื่อใส่พลังเข้าไปมันก็เปล่งแสงวาบ ก่อตัวเป็นกระบี่แสนงดงามเล่มหนึ่ง ตัวกระบี่สีเงินสลักเอาไว้ด้วยลวดลายบงกชงดงามแปลกตา ด้ามกระบี่สีขาวพอดีมืออย่างยิ่ง ปลายด้ามกระบี่เป็นบงกชตูมสีเงินงดงามยิ่งนัก นางรีบสัมผัสคมกระบี่ด้วยปลายนิ้ว ให้มันสร้างบาดแผลเล็ก ๆ จากนั้นก็หยดเลือดหยดหนึ่งลงไปในทันใด
หยอดเลือดซึมเข้าไปในเนื้อกระบี่ เกิดแสงสว่างวาบคราหนึ่ง จากนั้นกลิ่นหอมอบอวลเย็น ๆ ก็ฟุ้งไปทั่วบริเวณ
“มันรับเจ้าเป็นนายแล้ว” ฮวาเฟยหรงเอ่ยยิ้ม ๆ
สาวน้อยดีใจยิ่งนัก และรู้สึกผูกพันกับกระบี่เล่มนี้ทันที “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่” นางย่อกายขอบคุณหัวหน้าเผ่าอย่างอ่อนน้อมที่สุด
หัวหน้าเผ่าคนงามแย้มยิ้ม จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่เดิม
เหลยจื่อลุกขึ้นต่อในทันที เขาเดินอย่างสง่างามขึ้นมาบนแท่นพิธี พิจารณาศิษย์รักที่ตนภาคภูมิใจไม่น้อย ด้วยสายตาแฝงความเมตตาเอาไว้จนเต็มเปี่ยม
“ท่านอาจารย์” หลินรุ่ยย่อกายอย่างนอบน้อมอีกครั้ง นี่คืออีกบุคคลหนึ่งที่นางเคารพรักมาก หากฮวาเฟยหรงเปรียบเสมือนมารดา เหลยจื่อก็เปรียบเสมือนบิดาสำหรับนาง แต่เพราะฮวาเฟยหรงนั้นเป็นหัวหน้าเผ่า แม้จะมีเหลยจื่อเป็นคู่ชีวิต แต่ก็ไม่อาจนับว่าเขาเป็นสามีได้ ทำให้นางพลอยไม่สามารถเรียกเขาว่าบิดาได้ นี่เป็นกฏของเผ่า
ชายหนุ่มหงายมือออกตรงหน้าเด็กสาว เร่งพลังวิเศษในร่าง ก่อเกิดเป็นแสงสีเขียวหลอมรวมไปที่กลางฝ่ามือ จากนั้นไม่นานเมื่อแสงหายไป ก็กลับกลายเป็นสร้อยทองที่มีจี้รูปใบบัวสีเขียวสดงดงามอย่างยิ่งเส้นหนึ่ง
“เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำการใดจงตระหนักให้มาก อย่าเอาแต่คิดจะเล่นสนุก อย่าได้ทำผิดต่อผู้อื่น และอย่าปล่อยให้ผู้อื่นทำผิดต่อตนเอง ยึดมั่นในคุณธรรมที่พึงมีเสมอ ตราบเท่าที่เจ้าตั้งมั่นในความดี เจ้าก็จะสามารถเชิดหน้ากับทุกเรื่องได้อย่างมั่นใจ ไม่อับอายผู้ใด”
“ศิษย์จดจำเอาไว้แล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์” หลินรุ่ยเอื้อมมือไปรับของขวัญมา ยามเมื่อหยดเลือดแสดงความเป็นเจ้าของลงไป ก็พบว่ามันคือถุงเฉียนคุนขนาดใหญ่ ด้านในมีของมากมาย ทั้งตำรา ยา เสื้อผ้า และที่สำคัญที่สุดก็คือ…
ของกินและขนมทั้งหลายที่นางโปรดปรานที่สุด
ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย เงยหน้ามองอาจารย์ด้วยสายตาซาบซึ้ง
“ด้านในคือของที่ข้าและท่านแม่ของเจ้าเตรียมเอาไว้ให้” เหลยจื่อเอ่ยเพียงเท่านั้นก็ยกยิ้มแล้วเดินกลับที่นั่งไป
จากนั้นก็มีเหล่าผู้อาวุโสหลายคนทยอยกันมามอบของต่าง ๆ ให้นาง สาวน้อยยิ้มรับอย่างเต็มอกเต็มใจ แม้ของเหล่านั้นหลายชิ้นจะค่อนข้างมีราคาอย่างมาก แต่หญิงสาวก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากมายนัก คิดเพียงว่าทุกคนคงเอ็นดูตนมากกระมัง จึงใจกว้างถึงเพียงนี้ นางยิ้มรับเอาของขวัญแต่ละอย่างมาเต็มถุงเฉียนคุณจนแก้มปริ
เมื่อเสร็จสิ้นการมอบของแล้ว หัวหน้าเผ่าคนงามก็ยกมือขึ้นมาช้า ๆ เป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดฟังนาง
บรรยากาศรอบด้านนิ่งขรึมลงในทันใด เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ ทุกคนรู้ดีว่านี่จะเป็นการมอบหมายหน้าที่ประจำเผ่าให้นางแล้ว
“แต่นานมา เผ่าภูติบุปผาของเราก็มีปณิธานที่ตั้งมั่น ไม่เป็นสองรองผู้ใด ภูติจากเผ่าบุปผา แม้จะเป็นเพียงบุปผชาติดอกหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีเพียงความงามเท่านั้น พลังของเราไม่เป็นรองผู้ใดเช่นกัน วันนี้ภูติบุปผานามหลินรุ่ย ผู้ถือกำเนิดมาจากป่าแห่งต้นกำเนิด กลายเป็นภูติพฤกษาสายพันธุ์บุปผาที่งดงาม เฉลียวฉลาด เข้มแข็งโดดเด่น อีกทั้งยังมีจิตใจกล้าหาญ ข้าฮวาเฟยหรง ในฐานะหัวหน้าเผ่าภูติบุปผา ขอประกาศมอบหน้าที่ประจำเผ่าให้แก่นาง โดยการเป็นผู้อารักขาดอกบงกชแก้วอมฤต บุปผาศักดิ์สิทธ์ของเผ่า ณ ใจกลางป่าเชียงมู่ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” ฮวาเฟยหรงประกาศหน้าที่ใหม่ของหลินรุ่ยด้วยเสียงก้องกังวาน แถมยังมองไปที่บุตรีของตนแวบหนึ่งด้วย พร้อมทั้งส่งสายตาอ่อนใจให้ เมื่อเห็นว่านางดีใจขนาดไหน
ดวงตาโต ๆ ของหญิงสาวเบิกกว้าง สีหน้ายิ้มแย้ม ไม่คิดเลยว่านางจะได้มีโอกาสออกไปดูโลกกว้างได้ไวปานนี้ ป่าเชียงมู่คือป่าที่อยู่ใจกลางดินแดนภูติ ที่นั่นมีอาณาเขตติดต่อกับเผ่าพฤกษาอื่น ๆ ทั้งหมด นางจะได้เข้าไปพิทักษ์ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า หมายความว่า วันดีคืนดี นางอาจจะได้เที่ยวแถว ๆ นั้นด้วย
เยี่ยมไปเลย
“ข้าหลินรุ่ยรับคำสั่ง ขอบพระคุณท่านแม่ที่มอบหน้าที่เจ้าค่ะ” นางย่อกายอย่างอ่อนช้อยงดงาม ใบหน้ายิ้มรับหน้าที่ใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ ในใจกระดี๊กระด๊ายิ่งกว่าอะไร
“อืม ทำหน้าที่ให้ดีเล่า” ฮวาเฟยหรงเห็นเจ้าภูติน้อยของตนอารมณ์ดีปานนั้น ยังมีอะไรไม่เข้าใจอีก นางเพียงยิ้มน้อย ๆ ในหน้า แล้วลุกขึ้นทะยานกายจากไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเหลยจื่อที่ยิ้มให้นางอีกครั้ง แล้วทะยานกายจากไปเช่นกัน
เมื่อทุกคนสลายตัวกันไปจนหมด สตรีที่น่ารักสามคนก็เดินเข้ามาหานางยิ้ม ๆ สายตาเต็มไปด้วยความรู้เท่าทัน สตรีทั้งสามคือสหายของหลินรุ่ย พวกนางต่างกำเนิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นภูติบุปผา มีอายุไล่เลี่ยกันกับนาง
“หลินรุ่ย สมใจเจ้าแล้วสิ ได้ออกเที่ยวเสียที่” คนแรกสวมชุดสีส้มสด ใบหน้างดงามเฉียบคม หากทำหน้านิ่ง ๆ จะดูดุ แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนร่าเริงมาก ๆ นางมีชื่อว่า หลีมู่ตาน
“แต่…ป่าเชียงมู่ค่อนข้างไกล เจ้าต้องพกของไปเยอะหน่อยนะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปกับเจ้าหรือไม่ งานวันเกิดของข้าอีกตั้งหลายเดือนเชียว” ผู้พูดคนที่สองมีใบหน้าจิ้มลิ้มงดงาม ดวงตาที่มีหางตาตกเล็กน้อย ทำให้ดูบอบบางน่าสงสารมากเป็นพิเศษ อีกทั้งเจ้าตัวก็ดูเรียบร้อย ขี้กลัวเป็นอย่างยิ่ง มักชอบสวมชุดสีฟ้า นางมีชื่อว่าลี่ลู่หวา
“แต่นานมากแล้วนะที่ไม่มีภูติที่เพิ่งเติบโตใหม่ ๆ ได้รับหน้าที่ให้ไปเฝ้าดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ป่าเชียงมู่เลย เพิ่งมีเจ้านี่แหละที่ได้ไป ยินดีด้วยนะหลินรุ่ย” ผู้พูดมีความงามอ่อนหวาน ดูอ่อนช้อยไปทั้งตัว ยามพูดก็มักจะทอดเสียงอ่อนเสมอ ทำให้ดูน่าทะนุถนอมมากเป็นพิเศษตลอดเวลา นางมีชื่อว่า กุ้ยเยว่เจิน เป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสในเผ่า ฐานะค่อนข้างสูง
“ขอบใจนะ ข้าอาจจะต้องเดินทางก่อนที่พวกเจ้าจะได้ทำพิธีแน่ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้จะได้กลับมาไหม เช่นนี้แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะหาของขวัญแสดงความยินดีเอาไว้เสียตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นอย่างไร” หลินรุ่ยยิ้มถามสหายทั้งสาม
ทั้งสามต่างพยักหน้าแย้มยิ้มยินดี จากนั้นก็เดินออกจากแท่นพิธีไปด้วยกัน ตลอดทางมีแต่เสียงหัวเราะแว่วหวานลอยมาตามลม สหายที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก มีความผูกพันแนบแน่นยิ่งนัก
ชายแดนของดินแดนมาร สุดชายขอบของป่าวงกตมฤตยู
ร่างสามร่างที่สะบักสะบอมอย่างยิ่งพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง ผ่านต้นไม้ที่มีเปลือกไม้ขรุขระสีดำทะมึน จนมีรูปร่างผิดแปลกอย่างยิ่ง แต่ละต้นแทบไม่เหลือใบ บ่งบอกได้ว่าสถานที่แห่งนี้แห้งแล้งมากมายเพียงไหน ระหว่างทางที่มาตรงนี้ พวกเขาเข่นฆ่าผู้ไล่ล่าคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งหนีลึกเข้าไปในป่าที่ค่อนข้างมืดและทึบ
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสามารถตามมาได้แล้ว ทั้งสามก็หาจุดหยุดพักกันชั่วครู่หนึ่ง
ชายหนุ่มทั้งสามคน ล้วนแล้วแต่มีหน้าตาที่ดีแตกต่างกันไปคนละแบบ ทว่าคนที่โดดเด่นที่สุด กลับเป็นชายหนุ่มที่สวมชุดสีน้ำเงินเข้ม ที่โดนประคองเอาไว้ตรงกลาง เขามีใบหน้าคมดุเป็นสันชัดเจน ดวงตาเรียวเล็กน้อย หางตาพาดเฉียงขึ้น รับกับคิ้วเข้มที่เฉียบคมราวกับดาบ จมูกโด่งเป็นสันยาว ส่งให้ริมฝีปากที่หนาเล็กน้อยนั้นดูลงตัว ประกอบเป็นใบหน้าที่เลิศล้ำหาใดเปรียบ หล่อเหลาเกินบรรยาย ขอเพียงเขาปรายตาไปมองที่ใคร เกรงว่าคนผู้นั้นจะต้องเข่าอ่อนเป็นแน่
“นายท่านพักก่อนขอรับ จิบยาแก้พิษนี้เสียก่อน” ชายหนุ่มคนที่อยู่ทางด้านขวา ยื่นขวดยาที่ทำจากหยกสีขาวออกมา สีหน้าและสายตาของเขาเป็นห่วงเป็นใยอย่างชัดเจน ในนั้นยังมีความร้อนใจและความคับแค้นอยู่ด้วย
“เราพักได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นเย่จิ่ว เราต้องรีบไปแล้ว” ชายหนุ่มผู้ที่ถูกเรียกว่านายท่านเอ่ยเสียงปนหอบ สีหน้าซีดเซียวและฝืนทนต่อความเจ็บปวดอย่างชัดเจน เขารับเอายาแก้พิษจากมือของลูกน้องไปจิบ จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจเฮือก แล้วจึงเผยสีหน้าอำมหิตออกมา
ส่วนเย่จิ่วที่อยู่ทางด้านขวานั้น คือชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาปนหวาน ดูราวกับเป็นคุณชายเจ้าสำอาง เขาสวมชุดสีม่วงเข้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวและสุขม นี่ก็คือมือขวาผู้ฉลาดปราดเปรื่อง
“นายท่าน เดี๋ยวเย่เฟิงผู้นี้จะแบกท่านเองขอรับ” ชายหนุ่มที่อยู่ทางด้านซ้ายนั้นตัวใหญ่กำยำ สูงราวเกือบ 7 ฉื่อ เขาสวมชุดเปิดแขนสีดำอวดมัดกล้ามแน่น ใบหน้าดุดันแต่ก็ยังสง่างามหล่อเหลา บัดนี้ในสายตาของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน และเศร้าใจ
“อืม ต้องรบกวนเจ้าแล้วจริง ๆ เย่เฟิงเอ๋ย ฮ่ะ ๆ ใครจะไปคิดว่าจอมมารอย่างข้า หวงตงเจี๋ย ผู้นี้ ก็มีวันที่ต้องร่วงตกลงมาอย่างน่าสมเพชเช่นกัน” ชายหนุ่มผู้เป็นนายกล่าว สายตามีแต่ความเย้ยหยันตนเอง และความจนใจเต็มเปี่ยม
“นายท่าน เราจะกลับมาจัดการพวกมันได้แน่ขอรับ ขอเพียงนายท่านหายขาดจากอาการบาดเจ็บ เราจะมาจัดการเจ้าพวกหมาลอบกัดเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน” เย่เฟิงพูดอย่างอัดอั้น
ฮึ่ม นายของตนเป็นผู้ใด เขาคือจอมมารแห่งแดนมาร หวงตงเจี๋ย ผู้ซึ่งสยบศัตรูมาแล้วทั้งแดนมาร ดูแลรักษาแดนมารไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายได้เป็นหมื่น ๆ ปีแล้ว หากมิใช่เพราะคนชั่วเหล่านั้นอาศัยช่วงจังหวะที่นายท่านอ่อนแอที่สุดลอบโจมตีอย่างขี้ขลาดแล้วล่ะก็ นายของตนก็ไม่มีวันที่จะเสียท่าพวกมันอย่างแน่นอน
“อืม” หวงตงเจี๋ยอ่อนแรงเต็มทีและไม่มีเรี่ยวแรงจะปลุกใจผู้ใดอีกแล้ว ดวงตาของเขาเริ่มปิดปรือ เขาโดนยาพิษหลายขนาน ที่สำคัญยังโดนจู่โจมด้วยคำสาป ทุกอย่างตีรวนในร่างกาย ทำให้เขาอ่อนแรงเต็มทีแล้ว
เย่จิ่วเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น “นายท่านอาการไม่ดีอย่างมาก เร็วเข้า เราต้องเร่งออกจากแดนมารก่อน ไม่อย่างนั้นคนชั่วพวกนั้นมันจะรู้ตัวเสียก่อน”
เมื่อเย่เฟิงได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า เขายกร่างที่สูง 6 ฉื่อกว่า ๆ ของเจ้านายขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดาย แล้วทั้งสองก็ทะยานกายออกไปจากจุดนี้โดยเร็ว
ทว่าเมื่อเดินทางออกมาได้สักพัก เบื้องหน้าของพวกเขากลับปรากฏร่าง ๆ หนึ่ง ปรากฏกายมาขวางเอาไว้เบื้องหน้า
“ท่าน!!!” เย่จิ่วเบิกตามองผู้มาใหม่อย่างตกใจ
“อย่าเพิ่งพูดอะไร ตามข้ามาก่อนเร็วเข้า” ผู้มาใหม่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด จากนั้นโบกมือหนึ่งครั้ง ที่ปลายเท้ากลับปรากฏวงอาคมสีทองสุกสว่างขึ้นมาใต้เท้า
ลูกน้องทั้งสองคนมองหน้ากันพักหนึ่ง จากนั้นก็ทะยานกายเข้าไปยังวงอาคมนั้นอย่างรวดเร็ว
แสงสว่างจากอาคมวาบเจิดจ้าอยู่เพียงครู่ จากนั้นจุดที่พวกเขาเคยอยู่นี้ก็ปราศจากร่องรอยของทุกคนในทันใด
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หวงตงเจี๋ยก็พบว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกตา เป็นห้องนอนหรูหราที่ประดับด้วยสีขาวและสีทอง ระยิบระยับจับตาไปทั่วทุกมุม
เย่จิ่วซึ่งเฝ้าเขาอยู่ตลอดลุกพรวด เมื่อเห็นว่านายของตนตื่นแล้ว
“นายท่าน!!! ท่านตื่นเสียที รู้สึกอย่างไรบ้างขอรับ” ลูกน้องผู้ภักดีเผยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยและโล่งใจออกมา
เมื่อได้ยินเสียงของสหาย เย่เฟิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็วิ่งเข้ามาเช่นกัน รายหลังถึงกับมีน้ำตาคลอหน่วย เรียกชายหนุ่มเสียงเครือว่า “นายท่าน”
“ข้านอนไปนานเท่าใด” เขาพยายามลุกขึ้นนั่งแล้วกุมขมับ ตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวตุบ ๆ จนต้องขมวดคิ้ว
“สามวันเต็ม ๆ แล้วล่ะ” เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของลูกน้องตน แต่กลับคุ้นเคยในความรู้สึก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตนเองคิดไม่ผิด
“เฟยเทียน” ชายหนุ่มเรียกชื่อของผู้ที่มาใหม่ สีหน้าไม่ได้แสดงความแปลกใจสักเท่าใด เพราะยามที่เห็นสภาพรอบห้องก็พอจะเดาได้แล้วว่าใครเป็นคนช่วยพามาที่นี่
ผู้มาใหม่นามเฟยเทียนมีดวงหน้าประณีตสลักเสลาอย่างยิ่ง แต่เขากลับมีสีหน้าเฉยชาอยู่เป็นนิตย์ รวมกับชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่อีกฝ่ายสวมอยู่ ทำให้บุคลิกดูสูงส่งมากยิ่งขึ้นไปอีก
ก็แน่นอน เพราะอีกฝ่ายเป็นเทพอย่างไรเล่า
“โดนมาหนักเลยสินะ ยาพิษนั้นแก้ได้แล้ว แต่สิ่งที่น่าหนักใจของเจ้าก็คือคำสาป รู้ตัวใช่หรือไม่” พอมาถึงเฟยเทียนก็พูดเข้าเรื่องในทันที ไม่มีเกริ่นนำ ไม่มีคำพูดปลอบใจแม้แต่น้อย
หวงตงเจี๋ยเบี่ยงหน้าไปอีกทางหนึ่ง คล้ายไม่อยากมองหน้าคนตรงหน้าอีก และคล้ายรำคาญ แถมยังถอนหายใจเป็นเชิงรำคาญ แต่ก็ตอบรับอีกฝ่ายอย่างคุ้นเคย
“รู้แล้ว”
“อะไรกัน ข้าผู้เป็นสหายของเจ้าเสี่ยงตายลงแดนมารไปช่วยเจ้า ไม่ซาบซึ้งไม่ว่า มาตีสีหน้ารำคาญเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร” เฟยเทียนเลิกคิ้วสูง แม้สีหน้าจะเรียบเฉย ทว่าตอนนี้เองที่ดวงตาของเขาเผยความสนุกสนานขึ้นมา
“รบกวนซ่างเสินแล้ว เป็นบุญคุณยิ่ง พอใจหรือยัง” หวงตงเจี๋ยกล่าวตอบอย่างรำคาญ เสียงของเขาสะบัดเล็กน้อยอีกด้วย
ในที่สุดเฟยเทียนที่ตีหน้านิ่งมาเนิ่นนาน ก็ยิ้มออกมาได้ เขาถอนหายใจแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวงามที่ใกล้ ๆ ตั่งนอนที่อีกฝ่ายนอนอยู่
“ข้าล้อเจ้าเล่นอยู่แล้ว เอาล่ะ เรื่องพิษข้าก็พูดจริง เรื่องคำสาปข้าก็พูดจริงเช่นเดียวกัน คำสาปนี้ดูท่าจะแก้ไม่ง่าย ข้าไปค้นคว้ามาแล้ว คำสาปของเจ้ามีชื่อว่า จันทราโลหิต ตอนนี้พละกำลังของเจ้าจะเหลือเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น และหากไม่อาจแก้ได้ในเร็ววัน ในที่สุดแล้ว ยามที่คำสาปออกฤทธิ์ทุกคืนจันทร์เพ็ญ เจ้าจะยิ่งทรมานมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนวิญญาณแตกสลาย”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับที่หัวใจของตน ตรงจุดนั้นคือจุดที่คำสาปแล่นเข้าไปฝังอยู่ ในหัวพลางคิดไปถึงคนที่เป็นสาเหตุให้ตนโดนคำสาปนี้ สีหน้าของเขาเผยความโกรธาและเหี้ยมเกรียม
“ต้องแก้อย่างไร” เขาถามขึ้นมาในทันที
“มีสองทาง ทางแรกก็คือ ต้องไปตามหาดอกบงกชแก้วอมฤตที่ดินแดนภูติ ทางที่สองคือต้องใช้สูตรยาโบราณที่มีส่วนผสมค่อนข้างยุ่งยากมาก และหลายอย่างข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาที่ใด”
ฟังไปฟังมาสรุปแล้วคือต้องการให้เขาไปที่ดินแดนภูติมิใช่หรือไร สายตาคมกล้าของหวงตงเจี๋ย ตวัดมองสหายลับ ๆ ของตนผู้นี้อย่างไม่พอใจนัก พนันได้เลยว่าบงกชแก้วอมฤตอะไรนี่ต้องได้มายากมากอย่างแน่นอน
เฟยเทียนกลับยิ้มออกมาเล็กน้อย คล้ายกำลังมีความสุขบนทุกข์ของผู้อื่น เขาเอ่ยต่อเบา ๆ ว่า “เป็นทางเลือกของเจ้าแล้วสหายรัก”
“รู้แล้ว ข้าจะไปแดนภูติ” เขาจะมีทางเลือกใดอีกเล่า
ละครหลังม่าน
คนเผ่าภูติบุปผา : โอ้ หลินรุ่ยจะไปที่อื่นแล้ว /// ยัดของให้ ในใจคิดว่ารีบไปเลย ยิ่งเร็วยิ่งดี
หลินรุ่ย : ทุกคนดูรักข้าจังเลยนะ /// เก็บของอย่างซึ้งใจ
เหลยจื่อ : แค็ก ๆ /// คันคอ เบือนหน้าไปทางอื่นแล้วแอบยิ้ม
ฮวาเฟยหรง : ใช่แล้ว ทุกคนรักเจ้า /// เตรียมของให้เพิ่ม จะได้ไม่ต้องกลับมาไวนัก
หลินรุ่ย : เดี๋ยว!!! ที่กระตือรือร้นกันเพราะแบบนี้หรือ
ทุกคน : …/// วงแตก
Writer's talk :
โอ๊ะโอ มันก็มาแบบนี้แล้วไงล่ะ แล้วมันจะยังไงต่อดีล่ะ อิอิ
น่าจะชิงดอกไม้ยากนิดนึงนะคะ น้องตัวตึงค่า อุอิ
เอ ว่าแต่เทพกับมารเขาไปเป็นสหายกันได้ยังไงน้อ
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน้า
รักมากนะคะ
บทที่ 2 ป่าเชียงมู่
การเดินทางไปป่าเชียงมู่นั้นไม่ยากเท่าไร อย่างน้อยสำหรับภูติน้อยที่แสนจะกระตือรือร้นอย่างนางก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
แต่มีเรื่องเดียวที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนักก็คือ
วันที่นางเตรียมจะเดินออกจากประตูของเผ่า เหตุผู้คนที่มาส่งนางจึงร่าเริงเพียงนั้นเล่า ไหนจะมีหลายคนมายืนโบกผ้าเช็ดหน้าส่งนางหยอย ๆ อีกต่างหาก
แปลก ๆ นะ
สหายทั้งสามของนางก็มาส่งเช่นกัน พวกนางทั้งสามเกิดทีหลัง ทำให้ยังไม่ได้รับหน้าที่ของเผ่า แล้วก็เป็นไปได้เช่นกันที่พวกนางอาจจะได้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเผ่า
“รอข้าด้วยเล่า ข้าคิดว่าเป็นเป็นได้มากที่ข้าจะได้ไปหาเจ้า เพราะท่านพ่อของข้านั้นกระซิบมาว่าภูติที่นั่นกำลังจะหมดหน้าที่อีกไม่นานจากนี้หลายคน และต้องหาคนรุ่นใหม่ ๆ ไปบ้าง” หลี่มู่ตานพูดเบา ๆ แถมขยิบตาให้นางอย่าซุกซนด้วย
“อืม ถ้าข้าต้องไปที่นั่นจริง ๆ แล้วมีเจ้าอยู่ด้วย ข้าคงไม่กลัวเท่าใด” ลี่ลู่หวาพูด
“ข้าเองหากเป็นไปได้ก็อาจจะขอท่านพ่อให้ได้ไปที่นั่นบ้าง ถึงตอนนั้นเราคงได้ไปเที่ยวเล่นด้วยกันแล้ว” กุ่ยเยว่เจินกล่าวยิ้ม ๆ
“ได้! นี่เป็นของแสดงความยินดีจากข้าล่วงหน้า ข้าปักเองนะ นี่ของมู่ตาน นี่ของลู่หวา นี่ของเยว่เจิน คิดว่าพวกเจ้าน่าจะชอบ” หลินรุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง แล้วนางก็หยิบเอาชุดที่แสนจะวิจิตรงดงามออกมายื่นให้แต่ละคน ตามสีที่พวกนางชอบ แม้โดยปกตินางจะดูกระโดกกระเดกไม่เรียบร้อยแถมยังซุกซน แต่สิ่งหนึ่งที่นางทำได้ดีเลยก็คือการเย็บปักถักร้อยนี่แหละ นางชื่นชอบลวดลายงดงามในแบบต่าง ๆ และมีความสุขที่ได้ทำมัน
สหายทั้งสามยิ้มรับ พวกนางย่อมชื่นชอบอยู่แล้ว
“ขอบใจนะ พวกข้าจะสวมใส่ในวันงานแน่นอน” หลี่มู่ตานพูดพร้อมยิ้มกว้าง
“เจ้าดูแลตนเองให้ดี อย่าไปทักทายใครมั่วซั่วเล่า” ลี่ลู่หวากล่าวย้ำด้วยท่าทีจริงจัง
“รู้แล้วน่า” หลินรุ่ยแทบอยากจะกลอกตา มิใช่ทุกคนที่นางทักแล้วจะซวยเสียหน่อย แค่บางครานางก็ไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นไปเองหรอก
“รู้แล้วแต่เดี๋ยวก็เผลอทำจนได้ ข้ารู้มาว่าพื้นที่นอกเผ่านั้นแทบจะไร้กฏเกณฑ์ ไม่มีผู้ใดตามไปคุ้มครองเจ้าได้ทันท่วงทีนะ ระวังตัวด้วยเล่า”
กุ้ยเยว่เจินหรี่ตาคาดโทษ เตือนสหายด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางรู้จักสหายของตนเองค่อนข้างดีทีเดียว
หลินรุ่ยยิ้มแป้นแล้นซุกซนตอบกลับเหล่าสหาย แล้วก็โบกมือลากันไปทั้งอย่างนั้นเอง
โดยไม่ทันได้มองสักนิดว่าผู้อื่นมองส่งนางไปด้วยสายตาโล่งใจและยินดีเพียงใด แถมยังมีเสียงแว่ว ๆ ตามสายลมไปด้วยว่า ‘เจ้ามหันตภัยตัวน้อยจากไปแล้ว’
ป่าเชียงมู่อยู่ห่างจากเผ่าภูติบุปผาไม่มากเท่าใด ใช้วิชาท่าเท้าช่วย เดินทางเต็มที่ไม่หยุดพัก เพียงสามวันก็เดินทางไปถึงแล้ว
ทว่าหลินรุ่ยไม่รีบร้อน เพราะนางออกเดินทางก่อนกำหนดถึงห้าวัน เนื่องจากต้องการดื่มด่ำกับโลกภายนอกให้มากหน่อย เมื่อออกมาจากเผ่าแล้ว ก็จะมาถึงเมืองที่ชื่อว่าฮุ่ยกวง เป็นเมืองหน้าด่านก่อนที่จะเข้าเขตของป่าเชียงมู่ ที่นี่มักจะมีเหล่าภูติจากเผ่าต่าง ๆ มารวมกัน พวกเขาจะเอาของต่าง ๆ มาวางขายแลกเปลี่ยนกัน โดยหน่วยเงินที่ใช้ในดินแดนภูตินี้ ก็จะใช้หินวิญญาณเป็นหลัก ยิ่งล้ำค่ายิ่งราคาแพง ก็ยิ่งต้องการหินวิญญาณเยอะมาก ๆ สินค้าโดยมากก็จะเป็นพวกพืชพันธุ์ต่าง ๆ สมุนไพร หรือเนื้อสัตว์วิเศษจากในป่า ของเหล่านั้นจะสามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญได้
พวกเราเหล่าภูติไม่จำเป็นต้องกินอาหารก็ได้ แต่ก็มีหลายคนที่ชอบเสพสุขจากรสชาติของอาหาร ดังนั้นจึงมีร้านอาหารหลายร้านในเมือง มีร้านขายเสื้อผ้า มีร้านขายเครื่องประดับ อาวุธ ยา สมุนไพร โรงเตี๊ยม สารพัดที่จะมี ดูละลานตายิ่งนัก
หลินรุ่ยที่ได้มาเยือนเมืองนี้ครั้งแรก ก็ดวงตาเป็นประกาย แม้ว่านางจะได้ยินเรื่องราวจากพี่ ๆ ในเผ่ามาเยอะแล้ว ทว่าเมื่อได้มาสัมผัสด้วยตนเองก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ ไม่ว่าอะไรก็ดึงดูดสายตาของนางไปได้เสียหมด
“ยาฟื้นฟูกำลังระดับต่ำ 100 หินวิญญาณ คุณภาพดี มาลองดูก่อนได้”
“เครื่องประดับออกใหม่จากร้านจินฟู่ทางนี้เลยจ้า มีพลังวิเศษ เพิ่มกลิ่นหอมเฉพาะตัวได้ ถูกยิ่งนัก ราคาเพียง 2,000 หินวิญญาณเท่านั้น”
“อาวุธดี ๆ ตีจากเหล็กในเทือกเขาของป่าเชียงมู่ เชิญมาดูก่อนได้ ราคาไม่แพง ราคาล้วนต่อรองได้”
เสียงขายของเซ็งแซ่ไปหมด หลินรุ่ยเลือกไม่ถูกเลยว่าต้องไปดูที่ใดก่อน สุดท้ายจึงไปสะดุดตากับร้านขนมหวานร้านหนึ่ง ที่มีขนมหวานสีสันน่ากินวางเรียงราย
นางดิ่งไปที่ร้านนั้นในทันใด
“แม่นางน้อย เชิญขอรับ ร้านเราทำขนมสดใหม่ทุกวัน ด้วยวัตถุดิบชั้นดีจากป่าเชียงมู่และจากเผ่าภูติผักและผลไม้ รับรองว่าอร่อยแน่นอน” เสี่ยวเอ้อที่เป็นภูติพฤกษาต้นไม้เดินเข้ามาต้อนรับลูกค้าอย่างกระตือรือร้น
หลินรุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็สอบถามราคาแล้วเลือกขนมที่น่ากินออกมาสี่ห้าอย่าง แล้วไปนั่งรอที่โต๊ะ เพียงไม่นานขนมน่ากินก็มาวางตรงหน้า พร้อมทั้งชากลิ่นหอมหวนกาหนึ่งที่ยังมีควันลอยกรุ่น กลิ่นหอมของชาและกลิ่นหวาน ๆ ของขนมเตะจมูกนางยิ่งนัก
“ชาของร้านมอบให้เปล่า เป็นของแถมที่ท่านลูกค้าซื้อขนมครบ 20 เหรียญวิญญาณนะขอรับ ขอให้อร่อย ต้องการสิ่งใดเพิ่มเรียกข้าน้อยได้เสมอเลยขอรับ”
หลินรุ่ยนึกประทับใจร้านนี้มากทีเดียว นางหยิบขนมมาชิมแล้วก็พบว่าอร่อยหอมหวานถูกปากยิ่งนัก ยิ่งทำให้นึกถึงสหายและอาจารย์ นึกในใจว่าหากจะกลับเผ่า จะแวะมาที่ร้านแห่งนี้เพื่อที่จะซื้อขนมกลับไปฝากทุกคนอย่างแน่นอน
เดินเล่นวนเวียนที่เมืองนี้มาสักพักแล้ว ซื้อของที่ต้องการไปไม่น้อย ในที่สุดหลินรุ่ยก็เดินทางต่อตรงไปยังชายป่าเชียงมู่
ตัวป่าเชียงมู่ถือเป็นป่าโบราณเก่าแก่ในประวัติศาสตาร์ดินแดนภูติ เป็นป่าที่เชื่อมเผ่าภูติพฤกษาทั้งหลายเอาไว้ด้วยกัน พื้นที่ภายในป่านั้นจะแบ่งออกเป็นชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน
โดยชั้นนอกจะมีชั้นนอกแบ่งออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือเขตปกครองของเผ่าแต่ละเผ่า โดยเผ่านั้น ๆ ต้องส่งภูติจากเผ่าตนเองมาคอยเฝ้าอารักขาเอาไว้เอง และจะไม่รุกรานกันโดยไม่มีเหตุผล หากทำเช่นนั้นจะถือว่าบุกรุก สามารถเป็นเหตุให้ประกาศสงครามระหว่างเผ่ากันได้
แบบที่สองคือส่วนของป่าชั้นนอกที่ไม่มีเผ่าใดครอบครอง ซึ่งชั้นนี้ทุกคนสามารถเดินไปเดินมาได้อย่างอิสระ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว สามารถเข้าไปล่าสัตว์ เก็บสมุนไพร หรือแม้แต่จะเข้าไปฝึกวิชาหรือเดินเล่นก็ทำได้ตามสบายเลย ทุกทุกคนจะเรียกเขตป่าชั้นนอกเหล่านี้ว่าเขตเสรี
ส่วนในเขตชั้นกลางและชั้นในก็ถือเป็นเขตเสรีเช่นกัน ที่ต้องแบ่งแยกเช่นนี้ เพราะว่าความอันตรายของป่านั้นจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามระดับชั้น หากจะเข้าไปในนั้น ก็ต้องรับความเสี่ยงเอาเอง ยิ่งใกล้ชั้นในมากเท่าใด ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น เพราะในนั้นจะมีทั้งสัตว์วิเศษที่ดุร้าย มีทั้งพืชพิษหรือสมุนไพรหลายชนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่นการสร้างภาพลวงตา ใช้กลิ่นวางยาให้หลับใหลแล้วกลืนกินคนผู้นั้นทั้งเป็น พิษที่ทำให้ตาบอด อะไรทำนองนั้น หากไม่เชี่ยวชาญมากพอ ก็อาจจะโดนเล่นงานจนไม่เป็นผู้เป็นคนได้เลย
แม้ที่นี่จะคือดินแดนภูติพฤกษา แต่พึงรู้ว่า ไม่ใช่ภูติพฤกษาทุกคนจะเชี่ยวชาญทางด้านพืชสมุนไพรไปเสียหมด บางคนอาจจะชื่นชอบการทำงานฝีมือ หรือต่อสู้ก็ได้ กล่าวคือ พวกเขาเหล่านั้นล้วนมีความสามารถที่แตกต่างกันไปทั้งสิ้น
โดยจุดที่หลินรุ่ยจะเดินทางไปนั้น จะต้องผ่านเขตเสรีส่วนนอกไปประมาณ 500 ลี้ หากเดินทางโดยใช้วิชาตัวเบาก็จะใช้เวลาประมาณครึ่งวันเท่านั้น แต่นางอยากจะดื่มด่ำกับบรรยากาศ ดังนั้นจึงเดินทางไปพักไปโดยไม่รีบร้อนเท่าใดนัก
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก เพื่อเอาอากาศเข้าปอด ได้กลิ่นของธรรมชาติอันงดงาม กลิ่นของมวลบุปผาที่นางชื่นชอบ สายตาสอดส่ายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยความสนใจ ทุกอย่างล้วนแปลกตาในสายตาของนางทั้งสิ้น
เมื่อหยิบแผนที่ออกมากางตรวจดูว่าตนเองไปถูกทางแล้ว หลินรุ่ยก็ค่อย ๆ เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย ๆ แล้วมาหยุดยังลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ได้กว้างมากนัก แต่สภาพโดยรอบอุดมสมบูรณ์ดีทีเดียว แถมยังมีดอกไม้ขึ้นเยอะมากเป็นพิเศษด้วย
“สวยจัง” สาวน้อยอุทาน วิ่งตรงเข้าไปดูดอกไม้เหล่านั้นอย่างคุ้นเคย พลางพูดลอย ๆ ออกมา
“ขอบใจ ข้ารู้ดีว่าข้างดงาม เจ้าไม่ต้องชมก็ได้” ทว่ากลับมีเสียงที่ฟังดูออกจะเย่อหยิ่งอยู่บ้างดังขึ้นมาเสียก่อน
หลินรุ่ยกะพริบตาปริบ ๆ มองซ้ายมองขวาหาที่มาของเสียง ทว่าหาไม่เจอเสียที จนกระทั่งเสียงนั้นเรียกนางอีกครั้ง
“ด้านล่างนี้ ๆ” เสียงน้อย ๆ คล้ายเด็กผู้หญิงประมาณห้าหกขวบเรียก น้ำเสียงคล้ายไม่ค่อยมีความอดทนมากเท่าใดนัก
สุดท้ายเมื่อหลินรุ่ยก้มลงไปอีกครา กวาดสายตาสังเกตดูดี ๆ ตอนนั้นเองที่นางเห็นดอกเหมยกุ้ย (ดอกกุหลาบ) ดอกหนึ่งที่เป็นสีแดงชาดผิดกับดอกอื่น ๆ โบกกลีบและใบไปมาอย่างร่าเริง นางเลยถามอย่างไม่แน่ใจอีกครั้งว่า
“เมื่อครู่…เจ้าพูดหรือ” หลินรุ่ยจ้องเจ้าดอกไม้ดอกน้อยตาไม่กะพริบ
แต่เจ้าดอกเหมยกุ้ยดอกนั้นพลันโยกกายไปมาอย่างมีจริตจะก้าน จากนั้นเถาที่เต็มไปด้วยหนามก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาคล้ายกับเป็นแขน ต่อออกไปเป็นขา สุดท้ายดอกเหมยกุ้ยดอกนั้นก็ถอนรากของมันออกจากดิน เดินนวยนาดมาหาหญิงสาวเนิบช้า พลางพูดไปด้วย
“ใช่แล้วล่ะ นี่เจ้าน่ะ เป็นคนแรกที่ตามีแววปานนี้ รู้หรือไม่” ดอกเหมยกุ้ยสะบัดปลายกลีบไปมา ท่าทีของมันทั้งหยิ่งทะนงทั้งดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
หลินรุ่ยรู้แล้วว่าดอกเหมยกุ้ยดอกนี้คืออะไร มันคือพฤกษาวิญญาณวิเศษ หรือที่คนจะเรียกกันย่อ ๆ ว่า พืชวิเศษก็ย่อมได้
พฤกษาวิญญาณวิเศษนั้นก็คือต้นไม้หรือดอกไม้ที่เก็บสะสมพลังวิญญาณจากธรรมชาติเอาไว้เป็นจำนวนมาก นานวันเข้าจะเริ่มมีสติปัญญาเป็นของตนเอง หากว่าพวกเขาบำเพ็ญเพียรต่อไปอีกสักหลายร้อยหรืออาจจะพันปี ก็จะสามารถกลายมาเป็นภูตพฤกษาได้ และหากว่าภูติพฤกษาคนใดกำเนิดมาด้วยวิธีนี้ พวกเขาจะทรงพลังมากเป็นพิเศษ ไม่เป็นรองภูติพฤกษาที่กำเนิดจากป่าแหล่งกำเนิดเลยแม้แต่น้อย
สามารถกล่าวได้ว่า ภูตพฤกษาที่ทรงพลังมากที่สุด คือภูติพฤกษาที่กำเนิดโดยธรรมชาติ อย่างเช่นนาง ฮวาเฟยหรง เหลยจื่อ หรือใครหลาย ๆ คน ส่วนที่พลังรองลงมาก ก็คือผู้ที่กำเนิดมาจากการพัฒนาตนมากจากพฤกษาวิญญาณวิเศษ ผู้อาวุโสหลายคนในเผ่าก็กำเนิดขึ้นมาเช่นนี้ ส่วนที่พลังอ่อนด้อยที่สุด ก็คือภูติพฤกษาที่กำเนิดจากการจับคู่และแต่งงานกันเอง ซึ่งข้อนี้ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนางจึงได้รับหน้าที่ให้ออกมานอกเผ่าได้ ทั้ง ๆ ที่นางเพิ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะพลังของนางนั้นมากพอนั่นเอง
“เจ้ามาทำอะไรคนเดียวที่นี่เล่า เพื่อนพ้องของเจ้าล่ะ” นางถามเมื่อมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นดงเหมยกุ้ยเลยสักดงเดียว โดยปกติ เหมยกุ้ยจะขึ้นเป็นพุ่มหรือเลื้อยไปตามแมกไม้ตามแต่สายพันธุ์ของมัน ทว่าตอนนี้ดอกเหมยกุ้ยตรงหน้ากลับมีเพียงดอกเดียวโดด ๆ
ดอกไม้เบื้องหน้ากลับทำท่าเชิด ๆ และ ยกมือที่เป็นเถาหนามขึ้นทำท่าคล้ายกำลังเท้าเอวอยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงสะบัดสะบิ้งว่า “เหอะ เพราะข้างดงามเกินไป ดังนั้นข้าจึงไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนพ้องให้เหนื่อย สู้ออกมาเที่ยวลำพังไม่ได้น่ะสิ”
หลินรุ่ยเลิกคิ้วขึ้นสูง ดู ๆ แล้วจากลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายเช่นนี้ เกรงว่าอาจจะเข้ากับผู้อื่นไม่ได้เสียมากกว่า แต่นางไม่ได้ทักท้วงอะไรออกไป ด้วยเข้าใจว่าอาจจะทำให้เจ้าดอกเหมยกุ้ยที่แลดูเจ้าอารมณ์ดอกนี้ไม่พอใจ จึงยิ้มประจบแล้วเอ่ยคล้ายหยอกล้อ
“เข้าใจแล้ว เจ้าบุปผาผู้แสนงดงามที่ออกมาท่องเที่ยวเพียงลำพัง แต่ระวังหน่อยเล่า แถวนี้อาจจะมีสัตว์ป่าไม่น้อย เพราะตรงนี้เป็นลำธาร ขอแนะนำให้เจ้าซ่อนตัวดี ๆ หน่อย เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว เที่ยวให้สนุกนะ ข้าไปล่ะ”
ดอกเหมยกุ้ยน้อยเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว มันก็มองตามไปช้า ๆ ไม่นานจากนั้นก็แอบตามไปเงียบ ๆ
หญิงสาวเดินทางต่อเพียงลำพัง สลับกับตรวจสอบแผนที่และทิศทางเป็นระยะ แม้นางจะชอบเล่นซน แต่ว่าเรื่องทิศทางนั้นต้องแม่นยำ หาไม่แล้ว ยามที่หนี จะจนตรอกเอาได้ง่าย ๆ การดูทิศทางจึงเป็นทักษะแรก ๆ ที่นางฝึกจนชำนาญ
ทว่าแม้จะไปถูกทิศ แต่ดวงชะตากลับไม่เป็นใจเอาเสียเลย
“โอ๊ะโอ ข้าเจอผู้ใดนี่ แม่สาวน้อยคนนี้ เหตุใดจึงเดินทางผู้เดียวเล่า จะเดินทางไปที่ใด หรือ ให้พวกข้าไปส่งดีหรือไม่จ๊ะ”
เบื้องหน้าของหญิงสาวคือกลุ่มชายหนุ่มและแก่ปะปนกันไป สีหน้าท่าทางทั้งดูเกเร ทั้งหื่นกระหาย เพียงมองก็รู้แล้วว่าพวกมันคิดอะไร
คิ้วของหญิงสาวขมวดมุ่น ตั้งหลักเตรียมต่อสู้หรือหนีอย่างเต็มที่ พลางนึกทอดถอนใจ
นางมีดวงมีโชคมาโดยตลอด เหตุใดพอออกจากบ้านได้เพียงไม่กี่วัน กลับซวยเสียแล้วเล่า
หรือก้าวขาออกจากเผ่าผิดข้าง?
คนเหล่านี้คือเหล่าอัธพาลที่คอยรังแกผู้เดินทางที่ดูเป็นมือใหม่ หรือผู้ที่ท่าทางดูอ่อนแอ หรือผู้ที่เดินทางลำพังดูรังแกได้ง่าย
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นนางเข้าข่ายทั้งสิ้น
พวกเขาจะคอยดักปล้นคนเหล่านั้น แล้วนำเอาไปแลกเปลี่ยนหินวิญญาณในเมือง ไม่มีใครมาปราบปรามพวกเขาอย่างจริงจังได้ เพราะหนึ่งคือ ที่นี่เป็นเขตเสรี ไม่ว่าจะทำการใด แต่ละเผ่าก็ทำได้เพียงเพิกเฉย จำต้องปล่อยให้คนของเผ่าตนดูแลรับผิดชอบชีวิตตนเอง เพราะหากมีเผ่าหนึ่งออกมาแสดงอำนาจในเขตพิเศษ ก็เท่ากับเป็นการยั่วยุเผ่าอื่น ๆ ในการเข้ามาอ้างสิทธิ์ในพื้นที่เสรีแห่งนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นทุกเผ่าจึงได้แต่หยั่งเชิงกันไปมา ไม่อาจทำสิ่งใดไปได้มากกว่านี้แล้ว
หลินรุ่ยหรี่ตาลง นางเริ่งเกร็งพลังในกายเพื่อเตรียมต่อสู้หรือหลบหนีแล้ว แต่ก็ต้องข่มขู่พวกมันออกไปก่อน
“ถอยไป! หากคุกคามข้ามากกว่านี้ข้าจะไม่เกรงใจ!”
แน่นอนว่าเหล่าอันธพาลล้วนชินชาเสียแล้วกับถ้อยคำทำนองนี้ พวกมันไม่ยี่หระเลยด้วยซ้ำ กลับกัน สายตาที่มองมาที่หญิงสาวกลับเผยแววตาแห่งความกระหายมากกว่าเดิม ดูน่าขนลุกและน่าขยะแขยงสิ้นดี
เมื่อเห็นดังนี้ก็รู้แล้วว่าไม่สามารถประนีประนอมได้อีกต่อไป นางจึงขยับมือเตรียมจะดึงเอากระบี่บงกชอิงธาราที่ปักอยู่ที่มวยผมออกมา
แต่จู่ ๆ กลับมีหมอกควันพร้อมกับกลิ่นหอมฉุนของเหมยกุ้ยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บดบังทัศนวิสัยของทุกคนไปจนสิ้น
เหล่าอันธพาลนั้นมีประสบการณ์แล้ว เรื่องเช่นนี้ในป่าพบเจอได้ง่ายมาก บางทีอาจจะเป็นพืชพิษบางชนิดที่ปล่อยพิษออกมา ดังนั้นพวกมันจึงรีบกลั้นหายใจในทันใด ทว่าช้าไปแล้ว ทันทีที่หมอกควันปรากฏพร้อมกลิ่น กลไกการทำงานของมันก็เริ่มแล้ว
“แค็ก ๆ บ้าจริง ใครวะ ใครจู่โจมพวกข้า!!!” เหล่าอันธพาลตะโกนก้อง
หลินรุ่ยเองก็กลั้นหายใจเช่นกัน ขณะกำลังคิดหาทางหนี พลันที่ข้อมือกลับรับรู้ได้ถึงแรงรั้ง เมื่อมองไปเห็นว่าเป็นเถาเหมยกุ้ยสีเขียวแก่ นางจึงไม่ได้ขัดขืน แล้วปล่อยให้ตัวเองโดนดึงไป
ส่วนเหล่าอันธพาลนั้นจมอยู่ในหมอก ตอนนี้พวกมันกำลังหลงวนอยู่ในภาพมายา นึกว่าคว้าตัวหญิงสาวเอาไว้ได้แล้ว แต่นางกำลังต่อสู้กลับ พวกเขาจึงต้องต่อสู้กับหญิงสาวอย่างดุเดือด
สุดท้ายในหมอกนั้นก็ปรากฏเสียงการต่อสู้ และเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว เมื่อหมอกได้จางลงไป ก็ปรากฏว่าเหล่าอันธพาลนั้น ตายตกจากการฆ่ากันเองไปเสียหมดแล้ว จากนั้นสายฟ้าจำนวนหนึ่งก็ฟาดเปรี้ยงซ้ำลงมา ร่างของคนเหล่านั้นจึงสลายหายไปกลางอากาศ
ส่วนหลินรุ่ยที่โดนลากมา พบว่าผู้ที่ลากนางมาก็คือดอกเหมยกุ้ยน้อย ๆ ที่พบก่อนหน้านี้นั่นเอง
“เจ้าอย่าไปต่อสู้กับพวกมัน พวกมันมีสารพัดวิธีจะรังแกคน ข้าเคยเห็นพวกมันข่มเหงสตรีเช่นเจ้าจนต้องปลิดชีพตนเองมาแล้ว” เสียงของเจ้าดอกไม้น้อย ๆ ที่ขนาดเพียงแค่ประมาณหนึ่งฝ่ามือของนางกล่าวปนความเคร่งเครียด
สีหน้าของหญิงสาวแปลกใจอย่างยิ่ง ทว่าต่อมาก็กลายความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งยวด แม้จะไม่ได้รู้จักกันลึกซึ้ง แต่อีกฝ่ายก็มอบน้ำใจให้นาง ช่างเป็นเรื่องดีเหลือเกิน
“ขอบใจนะ ข้ากำลังจะเดินทางไปยังเขตของเผ่าภูติบุปผา มีสิ่งใดที่ข้าสามารถตอบแทนเจ้าได้บ้าง” แม้เมื่อครู่นางมั่นใจว่าสามารถรับมือได้ ทว่าน้ำใจของอีกฝ่ายก็ยากจะปฏิเสธ นางจึงต้องหาทางตอบแทน
ดอกเหมยกุ้ยน้อย ๆ มีท่าทีคล้ายเอียงอาย คล้ายขัดเขิน เถาของมันบิดไปมา จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “หะ เห็นแก่ที่เจ้าเดินทางด้วยตัวคนเดียว ข้า ข้าจะช่วยคุ้มกันเจ้าให้ก็ได้”
คิ้วสวยของหญิงสาวเลิกขึ้น จากนั้นนางก็ยิ้มออกมาอย่างสดใส เมื่อเข้าใจเจตนาของเจ้าดอกไม้แสนงดงามตรงหน้า แต่นางก็ไม่กล้าหัวเราะเจ้าตัวน้อยซึ่ง ๆ หน้า จึงทำทีเป็นพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น แล้วตอบว่า “ได้สิ งั้นข้ารบกวนเจ้าด้วยแล้วกันนะ จริงสิ เจ้าชื่ออะไรข้าจะได้เรียกถูก”
“ข้า…ข้าไม่มีชื่อ” ดอกเหมยกุ้ยกล่าวเสียงอ้อมแอ้ม
หลินรุ่ยจึงยิ้มกดลึกยิ่งกว่าเดิม กล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่ากุ้ยกุ้ย ดีหรือไม่”
บุปผาดอกน้อยรู้สึกว่าชื่อนี้น่ารักมาก และดูงดงามสูงส่งอย่างไรก็ไม่ทราบได้ จึงพยักหน้าขึ้นลง กรีดกรายเถาของตนไปมาเล็กน้อย เชิดหน้านิด ๆ แล้วบอกว่า “ก็ได้ เห็นแก่ที่เจ้าตัวคนเดียวหรอกนะ เจ้าคงจะเหงามาก ดังนั้นถือว่าข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน”
หลินรุ่ยพยายามกลั้นยิ้มอย่างเต็มที่ “ได้เลย ข้ามีเจ้าข้าย่อมไม่เหงาแน่นอน”
กุ้ยกุ้ยจึงมีท่าทีร่าเริงยิ่งขึ้น เจ้าตัวน้อยพูดต่อ “เฮ้อ เห็นแก่ที่เจ้าไม่งามเท่าข้าหรอกนะ ถือเสียว่าข้าทำบุญแล้วกัน”
เถาน้อย ๆ กรีดกรายไปมา มาแล้วค่อย ๆ ไต่มาเกาะที่ไหล่ของหญิงสาว เผยท่าที ‘เสียไม่ได้’ ออกมาจนน่าหมั้นไส้
“แต่ข้านั้นกินเพียงน้ำค้างบริสุทธิ์ในยามเช้าเท่านั้น หากเป็นน้ำค้างที่เก็บหลังจากยามเหม่า (5.00 – 6.59 น.) ข้าไม่กินนะ ตัวข้าต้องโดนแดดที่ร้อนพอดีในยามเฉิน (7.00 – 8.59 น.) ถึงยามซื่อ (9.00 – 10.59 น.) เท่านั้น ไม่อย่างนั้นกลีบน้อย ๆ ของข้าจะเหี่ยวย่นและไม่สวย”
หลินรุ่ยมุมปากกระตุก “…” เปลี่ยนใจตอนนี้ทันหรือไม่ ชักอยากเหงาคนเดียวเงียบ ๆ เสียแล้วสิเนี่ย
ละครหลังม่าน
กุ้ยกุ้ย : ดินที่ข้าต้องฝังรากลงไปต้องอุดมสมบรูณ์เปี่ยมไปด้วยแร่ธาตุ…/// พูดต่อยาวเหยียด
หลินรุ่ย : …/// หยิบเจ้าตัวน้อยวางลง
กุ้ยกุ้ย : อ้าว วางข้าลงทำไม! /// ทำหน้างง
หลินรุ่ย : ลาล่ะ /// เดินจากไปอย่างไว
กุ้ยกุ้ย : ไม่นะ!!!
Writer's talk :
ว้าว ได้สหายร่วมทางคนแรกมาแล้วค่า อิอิ น้องเป็นดอกไม้ดอกน้อย ๆ
มาลุ้นกันว่าจะป่วนมากขนาดไหนน้า
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ
รักมาก ๆ ค่ะ